เนื้อหาในบทความนี้มาจากคลิป 👉🏼 ตอนที่ 8 ทางนำจากการประกาศอิสลามของท่านนบีมุฮัมหมัด : ซีรีส์ อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ

🎙️ บรรยายโดย อาจารย์อามีน ลอนา

(ใครยังไม่ได้อ่าน EP ก่อนหน้า ตามไปอ่านกันก่อนที่ลิสต์ท้ายบทความครับ 👇🏼)

ต่อเนื่องจาก EP ที่แล้ว เราเข้าใจรากฐานความเป็นนบีว่าจะต้องเจอบททดสอบอะไรบ้างในการเผยแผ่อิสลาม พบเจอความยากลำบากขนาดไหน ยิ่งเราเข้าใจ เราจะเห็นความยิ่งใหญ่และเกียรติของท่านนบีมากขึ้น

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา ผมขอฝากข้อคิดเล็กๆ ไว้สักนิดครับเกี่ยวกับ การตัดคลิปสั้นลงสื่อออนไลน์ 📲

ถือเป็นประเด็นสำคัญจริงๆ อาจารย์อามีนขอให้ทุกคนตรวจสอบให้รอบคอบก่อนการเผยแพร่เนื้อหาโดยเฉพาะการตัดคลิปสั้นจากบรรยายของอาจารย์ไปลงสื่อต่างๆ

เพราะในโซเชียลมีเดีย มีคนอื่นนอกจากมุสลิมอีกเยอะที่ไม่รู้ที่มาที่ไปของเนื้อหาในคลิป แล้วเขาเข้ามาเห็นเพียงส่วนหนึ่ง จะทำให้เขาเข้าใจอิสลามผิดๆ เกิดฟิตนะฮฺขึ้นในสังคมได้

เช่น เรื่องที่อิสลามบอกว่า "การทิ้งละหมาดโทษหนักกว่าการฆ่าคน" หากตัดคลิปสั้นแค่ส่วนนี้เผยแพร่ออกไป คนที่ไม่รู้จะเกิดอคติกับอิสลามได้เลย เพราะเขาไม่รู้ส่วนต้นส่วนปลาย ตัดมาแค่ท่อนกลางโดดๆ แล้วมองอิสลามแปลกไปเลยก็ได้ ทั้งๆที่คลิปเต็มอาจารย์อธิบายรายละเอียดไว้ครบแล้วว่ามีที่มาที่ไปยังไงบ้าง

ผมแนะนำว่าดีที่สุดคือการ แชร์คลิปบรรยายแบบเต็ม เพื่อให้ทุกคนได้รับข้อมูลครบถ้วน

ในเมื่อหน้าที่ของอาจารย์อามีนตั้งใจสอนออกมาแล้ว เราในฐานะมุสลิม หน้าที่ที่เราทำได้ต่อจากนั้นคือการช่วยกันเผยแพร่คลิปจากอาจารย์ไปสู่คนวงกว้าง ให้หันมาสนใจอิสลามมากขึ้น หลายคนที่ได้ฟังบรรยายนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำไมไม่เจอคลิปบรรยายนี้ให้เร็วกว่านี้ พวกเขาลดอคติลงได้เพราะข้อมูลจากซีรีส์นี้หลายคนเลยครับ เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันส่งต่อ เผยแพร่ให้ได้มากที่สุด 🌍

จากนี้เรามาดูกันต่อว่าท่านนบีนำพาความเปลี่ยนแปลงอะไรมาให้โลกบ้าง ไปเริ่มกันเลยครับ 👊🏼


แบบอย่างของความสมถะ

ท่านนบีมุฮัมหมัดเป็นผู้นำควบคู่กับตำแหน่งศาสดา ท่านเป็นผู้ปกครองที่ใช้ชีวิตอยู่ระดับเดียวกับประชาชน ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ไม่มีราชวัง นี่ถือเป็นตัวอย่างของความสมถะ ท่านละทิ้งการขวนขวายความมั่งคั่งทางโลก ทำการประกาศศาสนา โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

การปกครองหลักของท่านอยู่ที่มัสยิด แค่ไปละหมาดก็สามารถพบเจอท่านได้แล้ว ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย

หากท่านนบีเสียชีวิต ลูกๆของท่านจะไม่ได้รับมรดกใดๆเลย ถึงแม้ว่าท่านจะมีน้อยอยู่แล้วก็ตาม

ท่านไม่ได้ร่ำรวยเม็ดเงิน แต่ท่านร่ำรวยคุณธรรม

แบบอย่างความสมถะเหล่านี้ของนบีมุฮัมหมัดและสาวกของท่าน ทำให้บรรดาอุลามาอฺในรุ่นหลังได้สืบทอดและปฏิบัติตาม

ตัวอย่างจากยุคสมัยของ ชัยคฺ บินบาซ

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและเห็นภาพ ผมขออธิบายรูปแบบการปกครองในประเทศซาอุดิอาระเบียดังนี้ครับ

ซาอุฯแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ฝ่าย 🇸🇦

1. ฝ่ายบริหาร

ดำเนินการโดยบุคคลจากบรรดาขุนนาง ราชวงศ์ และกษัตริย์

2. ฝ่ายนิติบัญญัติ

ดำเนินการโดยบรรดาอุลามาอฺ ผู้รู้ศาสนาที่เรียนรู้หลักการอิสลามชั้นสูง ซึ่งเราจะเรียกตำแหน่งนี้ว่า "กอฎี" (ผู้พิพากษา) มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและตัดสินคดีความต่างๆ

ตลาดนัดในประเทศซาอุดิอาระเบีย

สมัยก่อนที่ชัยคฺบินบาซจะขึ้นเป็นมุฟตี (ตำแหน่งผู้รู้สูงสุดในประเทศ) ท่านเคยเป็นผู้พิพากษาในพื้นที่เขตอัลคาร์จ (Al-Kharj) ของกรุงริยาดมาก่อน ท่านไปว่าความที่ตลาดนัด พร้อมกับเก้าอี้ตัวเดียว ท่านไม่ได้อยู่ในโรงศาลใหญ่โต เพราะท่านรู้ว่าตลาดเป็นพื้นที่ที่พบเจอกับประชาชนง่ายที่สุด ใครมีปัญหา มีข้อพิพาทอะไรกัน สามารถเข้ามาถามท่านได้เลยโดยตรง

ตามหลักการอิสลาม ความยุติธรรมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถตัดสินได้

สมัยที่ท่านเป็นมุฟตีแล้ว ท่านมาอยู่ที่นครมักกะฮฺเพื่อสอนศาสนาในมัสยิดหะรอม ท่านก็พร้อมพูดคุยโดยตรงกับผู้คนที่เดือดร้อนเสมอ

นี่คือตัวอย่างความสมถะจาก ชัยคฺ บินบาซ แม้ว่าท่านจะมีตำแหน่งใหญ่โต แต่ไม่เคยลืมประชาชน แล้วเราลองคิดตาม หากเป็นยุคสมัยของท่านนบีและบรรดาสาวก จะมีความสมถะขนาดไหน

เลือกวิธีการให้เหมาะสมกับบริบท

ในอิสลาม สิ่งที่ทำแล้วมีประโยชน์กับศาสนาและไม่ผิดหลักการ เราเลือกใช้วิธีการนั้นได้เลย อิสลามมีความสมถะก็จริง แต่ความมั่งคั่งหรูหราก็จำเป็นต้องใช้ในหลายๆสถานการณ์

เช่น จะทำคลิปบรรยายสอนอิสลาม เราต้องทำให้ภาพคมชัด กล้องสวย เสียงดี แต่งตัวดี เพื่อแข่งขันกับภาพยนตร์และสื่อบันเทิงอื่นๆให้ได้

เรารู้ดีว่าสัจธรรมไม่จำเป็นต้องพึ่งพาภาพลักษณ์ แต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับ ว่าหลายคนที่เขาจะหันมาสนใจอิสลาม ก็เริ่มจากการเห็นภาพลักษณ์ภายนอกมาก่อน เมื่อเราจะเผยแผ่ศาสนาจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีให้ดูน่าสนใจควบคู่ไปด้วยนั่นเองครับ 📹


ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ 3 ประการ ที่ท่านนบีนำมาสู่โลกนี้

ท่ามกลางความไร้อารยธรรม ชาวอาหรับแบ่งพรรคพวกสู้รบกัน กลายเป็นผู้ที่ใช้ความกล้าหาญในด้านที่ถูกต้องหันมาศรัทธาต่ออิสลาม จากอิทธิพลของท่านนบีมุฮัมหมัด ท่านเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่รวบรวมชาวอาหรับให้สามัคคีกันได้

หลังจากท่านนบีนำอิสลามมาเผยแผ่ และทำการสถาปนาอาณาจักรอิสลาม ท่านนบีได้นำความเปลี่ยนแปลงใหญ่มาสู่ชาวโลก 3 ประการ ดังนี้ครับ :

1. สถานะของผู้หญิงได้รับการคุ้มครอง

ก่อนการมาของอิสลาม ผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหงอย่างมาก 🔴

และอีกมากมายหลายความเชื่อ ที่มีลักษณะกดขี่สถานะของผู้หญิงแบบนี้

ในขณะนั้นที่ชาวโลกส่วนใหญ่ถือคติบอกว่าผู้หญิงเลวร้ายเหมือนปีศาจ

ท่านนบีมุฮัมหมัดออกมาสวนทางข้อใส่ร้ายเหล่านี้ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง

รายงานจาก ท่านอะนัส (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ (ﷺ) ได้กล่าวว่า :

حُبِّبَ إِلَىَّ مِنَ الدُّنْيَا النِّسَاءُ وَالطِّيبُ وَجُعِلَ قُرَّةُ عَيْنِي فِي الصَّلاَةِ

"จากโลกดุนยา (โลกนี้) สิ่งที่ถูกทำให้เป็นที่รักยิ่งแก่ฉันคือ สตรีและเครื่องหอม และความรื่นรมย์แห่งดวงตา (ความสุขสงบใจ) ของฉันนั้น ถูกทำให้มีอยู่ในการละหมาด"

ที่มา : สุนัน อัน-นะสาอีย์ หมายเลข 3939 (Sunan an-Nasa'i 3939)

ระดับความน่าเชื่อถือ : ฮะซัน (Hasan - ระดับดี) ตรวจสอบโดยสถาบันดารุสสลาม (Darussalam)

นบีสวนด้วยประโยคนี้ หากจะเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์ได้ต้องแต่งงาน เท่ากับท่านได้ยกสถานะของผู้หญิง เป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกทำให้เป็นที่รัก

ในฐานะนบี ท่านต้องพึ่งพาเพศหญิงในการสอนศาสนาให้สมบูรณ์ เพราะอิสลามไม่ใช่ศาสนาของผู้ชายเท่านั้น แต่คือศาสนาของทั้งชายและหญิง มีกฎต่างๆเกี่ยวกับผู้หญิง (เช่น การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์) นบีเข้าใจหลักการศาสนาแต่ท่านสอนไม่ได้เพราะท่านเป็นผู้ชาย ภรรยาของท่านจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการนำบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้หญิงไปเผยแผ่และปฏิบัติให้ถูกต้อง

อิสลามจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีผู้หญิง พวกนางเป็นส่วนสำคัญจริงๆในการช่วยเหลือผู้ชายให้เข้าใกล้ศาสนาอย่างสมบูรณ์ ☪️

1.1 ยิ่งอยู่เป็นโสดไม่แต่งงาน ศาสนาในตัวเขาก็สมบูรณ์ได้ยาก

การไม่แต่งงานทำให้ผู้ชายยังไม่เคยเจอบททดสอบต่างๆในการอบรมครอบครัว

เวลาขัดแย้งกับคนในครอบครัวจะแก้ยังไง ลูกเกเรจะสอนลูกยังไงในสภาพสังคมแบบนี้ การจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ต้องเจอปัญหาอีกเยอะครับ

เพราะฉะนั้น มนุษย์ที่ทำหน้าที่พ่อได้ย่อมมีความสมบูรณ์มากกว่า

อิสลามไม่ได้มองแค่การชนะอารมณ์ทางเพศอย่างเดียว เพราะหากทำได้ ผู้ที่ได้ประโยชน์คือตัวเองคนเดียว การควบคุมอารมณ์ทางเพศ ศาสนาสั่งให้ทำตอนที่ยังโสดเท่านั้น

แต่เมื่อแต่งงานแล้วศาสนาก็อนุญาตให้แสวงหาความสุขกับภรรยาได้ และหากเลี้ยงดูลูกๆดี พวกเขาก็จะเติบโตมาช่วยพัฒนาสังคมมุสลิมได้อีก อิสลามจึงให้มองประโยชน์ในภาพใหญ่ครับ

อิสลามเป็นศาสนาเดียวที่ในคัมภีร์อัลกุรอานมีกล่าวถึง สิทธิสตรี เหนือสามีในหลายๆประการอยู่ด้วย โดยที่คัมภีร์ของความเชื่ออื่นๆไม่เคยกล่าวถึงเลย ♀️

1.2 หลักการอิสลาม เรื่องการมีภรรยาได้ 4 คน

แต่น่าแปลกนะครับ พออิสลามบอกว่ามีภรรยาได้ 4 คน กลับมีปัญหา ทั้งที่มนุษย์ทุกวันนี้ก็มีเกิน 4 คน แต่ไม่รับผิดชอบ มีแบบเสรี นั่นคือการไปมีเพศสัมพันธ์กับใครทั่วไปหมด แล้วแบบนี้ไม่เห็นออกมาบ่นกันเลยว่ากดขี่ผู้หญิง แถมยังพยายามสร้างความชอบธรรมด้วยซ้ำ

ตามหลักของการมีภรรยา 4 คน ตั้งอยู่บนหลักการที่ภรรยาคนแรกมีสิทธิ์ วางเงื่อนไข ว่าจะให้สามีมีคนที่สองได้หรือไม่

ใช้หลักการเดียวกับการที่ผู้หญิงตั้งเงื่อนไขในเรื่องทั่วๆไป เช่น เมื่อแต่งงานแล้วต้องย้ายบ้านมาอยู่ด้วยกัน หรือผู้หญิงไม่ชอบกลิ่นสะตอ ขอให้สามีไม่กินได้ไหม แบบนี้สามารถตั้งเงื่อนไขได้หมด ศาสนาอนุญาต ✅

ประเด็นคือเรื่องแบบนี้ผู้รู้ศาสนาส่วนใหญ่ในไทยไม่ค่อยสอนกัน มุสลิมหลายคนจึงไม่รู้ว่าสามารถตั้งเงื่อนไขได้

1.3 เมื่อเอทิสต์ยกหะดีษมาโจมตีอิสลาม

Desert rose blooming

อาจารย์อามีนได้เล่าถึงเคสของเอทิสต์ไทยท่านหนึ่งที่ยกหะดีษมาโจมตีอิสลามเรื่องการทำร้ายร่างกายผู้หญิง

เขายกมาว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ภรรยาของนบีมุฮัมหมัด) เคยกล่าวไว้ในหะดีษบุคอรีย์ว่า :

"ไม่มีผู้หญิงคนใดที่ถูกกระทำความรุนแรงเท่ากับที่ผู้หญิงผู้ศรัทธาได้รับ"

แล้วเอาท่อนนี้มาบอกว่า "นี่แหละ ผู้หญิงอิสลามถูกทารุณมากที่สุด"

ท่านหญิงอาอิชะฮฺพูดประโยคนี้จริง แต่เอทิสต์คนนี้ตัดมาแค่ส่วนเดียว ไม่ยกคำอธิบายมาด้วย

เรื่องจริงของหะดีษนี้คือ :

สาวก ชาย-หญิง คู่หนึ่งแต่งงานกัน

ผู้หญิงคนนี้เคยมีสามีมาแล้วก่อนแต่งงานใหม่กับคนปัจจุบัน นางหย่ากับสามีเก่าครบ 3 ครั้งแล้ว (ตามหลักอิสลามถือว่าคืนดีไม่ได้แล้ว)

หะดีษเล่าว่าภรรยาต้องการหย่ากับสามีปัจจุบัน โดยอ้างว่าสามีไม่มีความสามารถในการหลับนอน แต่ตัวสามีปฏิเสธ และอ้างว่านางจะหาเรื่องหย่าเพรายังไม่ตัดใจจากสามีเก่า

จึงทำให้เกิดปากเสียงกัน จนสามีตีภรรยาที่แขนจนเป็นรอยช้ำเขียว ผู้หญิงที่เป็นภรรยาเลยมาปรึกษากับท่านหญิงอาอิชะฮฺ เพื่อให้ท่านหญิงปรึกษานบีให้มาช่วยแก้ไข สำนวนที่ท่านหญิงพูดกับนบีคือ "ฉันไม่เคยเห็นใครที่ได้รับความเจ็บปวดจากสามี เท่ากับสตรีที่ผู้ศรัทธาได้รับเลย"

นี่คือที่มาที่ไปจริงๆของหะดีษบทนี้ครับ

เอทิสต์คนนี้ตัดท่อนนี้มาลอยๆ ทั้งๆที่เป็นเพียงแผลฟกช้ำ แต่เอามาบิดคำพูดให้ฟังดูรุนแรง จริงๆแล้วประโยคนี้คือสำนวนการพูดของชาวอาหรับครับ เรียกว่า มุบาลาเฆาะฮฺ (مبالغة)

คือศิลปะการกล่าวเกินจริง หรือการบรรยายให้เกินจริง เพื่อเน้นย้ำความรู้สึก หรือเน้นความหนักแน่นของคำพูด ไม่ถือเป็นการโกหก แต่เป็นการใช้ถ้อยคำที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่ความหมายตรงๆว่าสตรีมุสลิมถูกกดขี่มากที่สุด ❌

ถ้าจะเอาบทนี้อ้างว่าหญิงมุสลิมถูกความรุนแรงมากที่สุดในโลกแล้วจากการฟกช้ำที่แขน แสดงว่าในโลกนี้ไม่มีความรุนแรงมากกว่านี้แล้วหรือเปล่า? ไม่ใช่เลยครับ ยังมีเคสที่ผัวเมียฆ่ากัน ต่อยเมียฟันหัก ตบตีเมีย ซึ่งรุนแรงกว่าเยอะ

การตบตีภรรยาจนเป็นแผลแบบนี้นบีก็สั่งห้าม ไม่ได้หมายความว่าอิสลามอนุญาตให้ทำร้ายภรรยานะครับ แต่เหตุการณ์จากหะดีษบทนี้เขาทำลงไปเพราะความเป็นมนุษย์มีผิดพลาดกันได้

"ถ้านี่คือความรุนแรงมากที่สุดที่หาได้ในสมัยท่านนบี ที่สาวกกระทำต่อภรรยาจากการตีแขนจนเขียวช้ำ ท่านจะเห็นว่าอิสลามแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้มากที่สุดแล้ว เมื่อเทียบกับความรุนแรงในหน้าข่าวปัจจุบัน"

1.4 ประเด็นปัจจุบันที่กล่าวหาว่าอิสลามละเมิดสิทธิสตรี

ถึงคนที่อคติกับอิสลาม โจมตีอิสลาม สังเกตดีๆนะครับว่าเป็นประเด็นข้อห้ามทั้งสิ้น

ถ้าผู้หญิงทำสิ่งที่ห้ามเหล่านี้ใครได้ปรโยชน์ครับ? หนีไม่พ้นคือพวก "ผู้ชาย"

แต่เมื่ออิสลามสั่งว่า ผู้หญิงห้ามโชว์ ผู้ชายห้ามดู (อิสลามสั่งทั้งคู่นะครับ ไม่ใช่แค่ให้ผู้หญิงปกปิดอย่างเดียว ผู้ชายต้องลดสายตาลงต่ำด้วย) บอกว่าอิสลามกดขี่ผู้หญิง

แต่พวกที่บอกว่าให้ผู้หญิงมีอิสระ โชว์ได้ทุกส่วน ให้ผู้ชายมองเยอะๆ กลับมองว่านี่คือการให้เกียรติ

อิสลามห้ามมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส ใครทำมีบทลงโทษ บอกว่าอิสลามโหดร้าย

แต่ความเชื่อในโลกปัจจุบันอนุญาตให้มีกันได้อิสระเต็มที่ พอท้องค่อยทำแท้ง กลับเป็นความเชื่อที่ให้เกียรติสตรีเพศ

นี่อาจเป็นจุดที่เราต้องกลับมาตั้งคำถามร่วมกันว่ามาตรฐานศีลธรรมในปัจจุบันกำลังเดินไปถูกทางแล้วจริงๆหรือ?

เพศสัมพันธ์นอกสมรสจนท้องก่อนแต่ง เกิดขึ้นเพราะสังคมสนับสนุนและมองเรื่องแบบนี้เป็นปกติ ก็กระตุ้นเยาวชนกันต่อไป ทั้งหนังละครน้ำเน่า ปะปนชายหญิง สุดท้ายผู้หญิงคือผู้ที่เดือดร้อนเจ็บปวดในศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตัวเองที่สุด

พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าเวลาผิดประเวณีแล้วพลาดท้องขึ้นมา ไม่นึกถึงลูกที่จะเกิดบ้างเลยหรือว่าเด็กต้องการแบบนี้ไหม

นี่คือบทเรียนชี้ชัดให้เห็นว่าอิสลามห้ามชาย-หญิงเข้าใกล้กันตั้งแต่แรก ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อป้องกันสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น อยากให้ทุกคนลดอคติลงแล้วลองคิดดูให้ดีครับ แบบไหนสมเหตุสมผลมากกว่ากัน

2. อิสลามนำพามาซึ่งระบบกฎหมายใหม่

อิสลามไม่ได้สอนให้ทำดีอย่างเดียว แต่ช่วยสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นได้ด้วย (ซึ่งในรายละเอียดมีเยอะครับว่ายุติธรรมอย่างไรบ้าง ต้องคุยเจาะจงกันทีละหัวข้อ)

แต่คนส่วนใหญ่คิดไม่ถึง เนื่องจากสมัยนี้คนเกลียดชังอิสลาม เพราะกระแสข่าวที่โจมตีกฎหมายอิสลามเยอะมาก โดยที่ยังไม่เคยรู้เลยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ตัดสินใจอคติกับอิสลามไปก่อนแล้ว 🚫

3. รูปแบบการปกครองแบบใหม่

ก่อนการมาของอิสลาม อาณาจักรส่วนใหญ่ทั่วโลกกดขี่ประชาชน ยกตนเป็นผู้ปกครองเหนือราษฎร เลือกลูกและคนในสายเลือดตัวเองในการสืบทอดอำนาจ

แต่ในอิสลาม จะเลือกผู้ปกครองจากผู้เคร่งครัดศาสนาที่สุดเป็นผู้นำรัฐ

ท่านนบีมุฮัมหมัดได้รับรองการปกครองในยุค 30 ปี แรกหลังท่านเสียชีวิต เป็นการปกครองที่ถูกปกครองโดยผู้คนทั้งหมด 5 ท่านด้วยกัน

ท่านอบูบักรฺ อุมัร อุสมาน อาลี และท่านฮะซันอีก 6 เดือน รวมเป็นระยะเวลา 30 ปี พอดี

ใน 5 ท่านนี้ ไม่มีการสืบทอดอำนาจโดยสายเลือดเกิดขึ้นเลย

เสาทั้ง 5 ต้น สื่อถึงบรรดาคอลีฟะฮฺอัรรอชิดูน (คอลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม)

ท่านอบูบักรฺ

เมื่อท่านนบีเสียชีวิต ผู้นำต่อจากท่านคือ ท่านอบูบักรฺ ผู้ที่สละทรัพย์สินทั้งหมดช่วยเหลือศาสนา ทุกฝ่ายเห็นชอบ ไม่มีใครคัดค้านในความเหมาะสมของท่าน

แม้ว่าในตอนแรกมุสลิมจะแบ่งเป็น 3 ฝ่ายในการเลือกผู้นำ

  1. ชาวมุฮาญิรีน (ชาวมักกะฮฺที่อพยพไปมะดีนะฮฺ) เลือกสนับสนุนท่านอบูบักรฺ
  2. ชาวอันศอร (ชาวเมืองมะดีนะฮฺ) มองว่าคนในพื้นที่ต้องได้ปกครองต่อ เพราะพวกเขาสนับสนุนท่านนบีมาตลอด
  3. อะฮฺลุลบัยตฺ มองว่าคนในตระกูลนบีเหมาะสมที่สุด

ด้วยความศรัทธาในอิสลาม เมื่อท่านอบูบักรฺได้ยกคำพูดนบีขึ้นมาว่า "ตำแหน่งผู้นำหลังจากท่านเสียชีวิต ต้องให้ชาวกุเรช (ชาวมักกะฮฺ) ปกครองเท่านั้น" ชาวอันศอรเข้าใจและยอมรับทันที พร้อมหันมาให้สัตยาบันต่อท่านอบูบักรฺ

ครอบครัวนบีก็ยอมรับ แม้ว่าท่านอาลีจะเป็นหนึ่งในครอบครัวนบี แต่ท่านก็บอกว่า "ท่านอบูบักรฺมีสิทธิ์ที่สุดที่จะเป็นผู้นำหลังนบีเสียชีวิต"

ท่านอุมัร

ท่านอบูบักรเป็นผู้นำได้ 2 ปี ก็เสียชีวิต ก่อนหน้านั้นท่านใช้วิธีแต่งตั้งคนที่พร้อมสุด ดีที่สุด คือ ท่านอุมัร แม้ว่าจะมีลูกแต่ท่านไม่ได้ล็อคตำแหน่งให้ลูกตัวเองเลย และท่านอุมัรก็ได้ทำให้อาณาจักรอิสลามแข็งแกร่ง อาณาจักรใหญ่ทั้งไบแซนไทน์และเปอร์เซียต่างอ่อนกำลังลงและล่มสลายได้ในยุคของท่าน

ท่านอุสมาน

เมื่อท่านอุมัรเสียชีวิตจากการโดนลอบสังหารขณะละหมาด ท่านก็ได้วางรูปแบบให้หารือกันในหมู่สาวก ที่มีความสามารถในการปกครอง 6 คน ที่ดีที่สุด หารือกันว่าใครจะเป็นผู้นำ วิธีการคือให้ผู้รักษาการไปฟังเสียงประชาชน ฟังความเห็นว่าใครเหมาะสมในหกคนนี้ แล้วนำมาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อสร้างความสมดุลจากประชาชนและการปกครองไปพร้อมกัน และมติจึงได้แต่งตั้ง ท่านอุสมาน เป็นคอลีฟะฮฺท่านที่ 3

ท่านชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ ได้อธิบายไว้ในหนังสือ "มินฮาญุซซุนนะฮฺ" ว่า นี่เป็นกระบวนการได้มาซึ่งตำแหน่งผู้นำที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ท่านอาลี

ท่านอุสมานปกครองได้ 12 ปี ก็โดนลอบสังหารขณะอ่านอัลกุรอาน จากกลุ่มคนไม่หวังดีก่อจลาจลในนครมะดีนะฮฺ เพราะสมัยนี้เริ่มมีคนเจนใหม่ๆเกิดขึ้น เป็นผู้ที่ไม่เคยเจอนบี และเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง ท่านอาลี จึงเข้ามารับตำแหน่งขณะที่บ้านเมืองอยู่ในขั้นวิกฤต

ท่านมุอาวียะฮฺ เป็นข้าหลวงในดามัสกัสตั้งแต่ยุคอุมัร เมื่อท่านอาลีได้รับการแต่งตั้งเป็นคอลีฟะฮฺแล้ว ข้าหลวงตามเมืองต่างๆต้องมาสัตยาบัน แต่เกิดปัญหาขึ้น เนื่องจากท่านมุอาวียะฮฺมองว่าครลงโทษผู้ที่สังหารท่านอุสมานก่อน ท่านถึงจะยอมให้สัตยาบัน (ท่านมุอาวียะฮฺเป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่านอุสมาน ท่านมองว่าท่านอุสมานยังไม่ได้รับความเป็นธรรม)

แต่ท่านอาลีปฏิเสธและยังไม่ลงโทษ เนื่องจากกลุ่มคนที่สังหารท่านอุสมานมีอิทธิพลและกองกำลังเยอะ ท่านอาลีจึงอยากให้รัฐเป็นเอกภาพก่อน แล้วค่อยลงโทษทีหลัง

เนื่องจากทั้งสองท่านมีวิธีแก้ปัญหาคนละมุมมอง ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน และเกิดเป็นสงคราม ⚔️

ในประวัติศาสตร์ ท่านอาลีประนีประนอมกับท่านมุอาวียะฮฺ จนทำให้คนในกองทัพไม่พอใจและสุดท้ายท่านอาลีถูกวางแผนลอบสังหารขณะทำการละหมาด เสียชีวิต

นี่คือแบบอย่างของการรับผิดชอบบ้านเมืองในสภาวะวิกฤตของท่านอาลีครับ

ท่านฮะซัน

หลังจากท่านอาลีเสียชีวิต ฝั่งผู้สนับสนุนท่านอาลีเห็นชอบให้ ท่านฮะซัน ขึ้นมาเป็นผู้นำต่อ (ท่านฮะซันเป็นลูกของท่านอาลีก็จริง แต่ไม่ได้ถูกแต่งตั้งจากท่านอาลี)

ท่านฮะซันให้บทเรียนกับเราว่าความเป็นหนึ่งเดียว จับมือกันให้โลกอิสลามมีเอกภาพ เป็นทางออกที่ดีที่สุด ท่านปกครองได้ 6 เดือน หลังจากนั้นจึงมอบตำแหน่งให้ท่านมุอาวียะฮฺ เป็นเหตุให้ประชาชาติอิสลามเลิกทะเลาะบาดหมางกัน และกลายเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้งในยุคสมัยนี้ จบความขัดแย้ง ทุกคนเต็มไปด้วยความผาสุข

ด้วยเหตุนี้เอง อัลลอฮฺจึงตอบแทนท่านฮะซัน โดยการให้อิหม่ามมะฮฺดีเป็นคนในเชื้อสายของท่านฮะซัน (อิหม่ามมะฮฺดีจะปรากฎตัวขึ้นในช่วงใกล้วันสิ้นโลก)

พวกท่านทั้งหมดนี้คือยุคของ คอลีฟะฮฺอัรรอชิดูน (คอลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม) เป็นบทเรียนสำคัญจากหลักการอิสลามที่นบีนำมาเผยแผ่ ไม่มีการสืบทอดตำแหน่งทางสายเลือด มีแต่ผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะได้เป็นผู้นำ ☪️


บทสรุป

  1. ความเป็นผู้นำในอิสลาม ท่านนบีมุฮัมหมัดและบรรดาคอลีฟะฮฺได้สร้างมาตรฐานใหม่ของการปกครอง ที่ผู้นำต้องมีความสมถะ เข้าถึงง่าย และไม่มีการสืบทอดอำนาจทางสายเลือด แต่เลือกจากผู้ที่มีคุณธรรมและความสามารถที่สุด ✅

  2. การยกระดับและคุ้มครองสิทธิสตรี อิสลามเข้ามาเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์จากสังคมที่กดขี่เพศหญิง ให้กลายเป็นสังคมที่ให้เกียรติ คุ้มครองสิทธิในครอบครัว และมอบสถานะที่สำคัญของพวกนางในการเติมเต็มความสมบูรณ์ของศาสนา ✅

  3. ระบบระเบียบที่ตั้งอยู่บนความยุติธรรม ทางนำของอิสลามไม่ใช่แค่เรื่องของจิตวิญญาณส่วนบุคคล แต่รวมไปถึงการสร้างระบบกฎหมายและรูปแบบการปกครองที่เน้นความเป็นเอกภาพ และการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยความยุติธรรม ✅


เป็นยังไงบ้างครับทุกคน เราได้ทำความรู้จักนบีมุฮัมหมัดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตอน

และที่สำคัญคือตอนนี้มีการชี้แจงสิทธิสตรีในอิสลามอย่างชัดเจน ที่อิสลามโดนโจมตีมากเหลือเกินในยุคนี้ ความจริงแล้วในหลักการอิสลามสถานะของผู้หญิงสำคัญไม่แพ้ไปกว่าผู้ชายเลยครับ ❤️

ผมแนะนำให้ดูคลิปเต็มอีกเช่นเคย เพื่อฟังการตอบคำถามเพิ่มเติม 📼

ตัวอย่างลิสต์คำถามในช่วง Q&A

และประเด็นอื่นๆ

บอกเลยว่าเป็นประโยชน์ทุกคำถามครับ 💯

ฟังคลิปเต็มที่นี่เลย 👉🏼 ตอนที่ 8 ทางนำจากการประกาศอิสลามของท่านนบีมุฮัมหมัด : ซีรีส์ อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ

ฝากกดติดตามบล็อกผมไว้ด้วยนะครับ 👉🏼rasheedz

แล้วพบกันใหม่ใน EP. ถัดไปครับผม 👊🏼

ใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากให้ Feedback งานเขียนของผม สามารถคอมเมนต์ที่ใต้บทความได้เลย ผมรออ่านของทุกคนอยู่นะครับ 💬👇🏼

📚 อ่านซีรีส์อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ EP. อื่นๆ ได้ที่นี่ : 🎞️

[EP.1] จุดเริ่มต้นสำหรับผู้สนใจอิสลาม : ไขข้อข้องใจง่ายๆ ใน 6 ข้อ

[EP.2] ไขข้อสงสัยเรื่องพระเจ้า : เข้าใจง่ายๆ ผ่านสิ่งรอบตัว

[EP.3] สติปัญญาพิสูจน์พระเจ้า : ปริศนาความตายและรหัสลับ DNA

[EP.4] ทำไมต้องมีพระเจ้าองค์เดียว : สัจธรรมบนความสมเหตุสมผล

[EP.5] ชิริก (Shirk) คืออะไร : สำรวจความร้ายแรงของการตั้งภาคีในอิสลาม

[EP.6] หากพระเจ้ามีจริง ทำไมโลกถึงเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและเจ็บปวด?

[EP.7] ทำความรู้จักนบีมุฮัมหมัด ศาสดาผู้เปลี่ยนโลกจากดินแดนทะเลทราย

[EP.8] 3 ทางนำพลิกประวัติศาสตร์ : สิทธิสตรีและการปกครองในยุคนบีมุฮัมหมัด

[EP.9] เร็วๆนี้...