มาถึง EP.4 แล้ว ต่อเนื่องเลยครับ

(ใครยังไม่ได้อ่าน EP ก่อนหน้า ตามไปอ่านกันก่อนที่ลิสต์ท้ายบทความครับ 👇🏼)

เนื้อหาในบทความนี้มาจากคลิป 👉🏼 ตอนที่ 4 ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว : ซีรีส์ อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ

🎙️ บรรยายโดย อาจารย์อามีน ลอนา

หลังจาก 2 ตอนที่ผ่านมา เราเน้นการโต้แย้งกลุ่มคนไม่เชื่อพระเจ้า ด้วยกับหลักฐานต่างๆไปแล้ว

EP นี้ เราจะโต้แย้งและวิพากษ์กลุ่มคนที่เชื่อพระเจ้าหลักๆดังนี้ครับ

คำถามสำคัญของทุกคนที่อ่านมาถึง EP นี้ นั่นคือ ถ้าพระเจ้ามีจริง ต้องเป็นพระเจ้าของศาสนาใด ?

เริ่มหาคำตอบไปพร้อมกันครับ


ทำไมความเชื่อเรื่อง "พระเจ้าหลายองค์" จึงขัดกับตรรกะ?

ระบบสุริยจักรวาล สื่อถึงความเป็นเอกภาพ ควบคุมด้วยพระเจ้าองค์เดียว อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-อัมบิยาอฺ โองการที่ 22 ว่า :

لَوْ كَانَ فِيهِمَآ ءَالِهَةٌ إِلَّا ٱللَّهُ لَفَسَدَتَا ۚ فَسُبْحَـٰنَ ٱللَّهِ رَبِّ ٱلْعَرْشِ عَمَّا يَصِفُونَ

"หากในชั้นฟ้าและแผ่นดินมีพระเจ้าหลายองค์ นอกจากอัลลอฮฺแล้ว ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างแน่นอน อัลลอฮฺพระเจ้าแห่งบัลลังก์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขาเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้น"

อัลลอฮฺได้ยกตัวอย่างทางสติปัญญาให้เราใคร่ครวญ

หากว่ามีพระเจ้าสององค์ขึ้นไป โลกจะขาดเอกภาพ วุ่นวาย พระเจ้าสององค์ที่มีอำนาจเท่าเทียมกัน ก็จะเกิดความขัดแย้ง แย่งอำนาจกัน มนุษย์จะแก่งแย่งกัน กราบไหว้พระเจ้าคนละองค์

(ก็เหมือนสถานกาณ์โลกปัจจุบันที่มหาอำนาจมีทั้งอเมริกา รัสเซีย จีน คานอำนาจกันอยู่ ไม่มีรัฐที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จควบคุมทุกคนบนโลกได้ จึงเกิดความขัดแย้งไม่จบไม่สิ้น)

พระเจ้าต่อสู้กันเพื่อให้มนุษย์หันมาสักการะตนเอง

ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ

พระเจ้าองค์แรกกำหนดมาแล้วว่า เราต้องตายวันนี้

แต่เรายังไม่อยากตาย จึงไปขอพรต่อพระเจ้าองค์ที่สอง "ขอพระองค์ช่วยผมด้วย ผมยังไม่อยากตาย หากพระองค์ช่วยได้ ผมจะมากราบไหว้พระองค์แทน"

แบบนี้เกิดอะไรขึ้นครับ ขัดแย้งกันแน่ๆ 🔴

สังเกตได้เลยในศาสนาที่เชื่อพระเจ้าหลายองค์ จะมีความเชื่อวนเวียนอยู่กับการต่อสู้ระหว่างพระเจ้า

แต่เพราะความจริงโลกไม่ได้วุ่นวายแบบนั้น จักรวาลเป็นเอกภาพ โคจรตามความเหมาะสมของมัน มาจากการควบคุมบริหารโดยพระเจ้าเพียงองค์เดียว

พระเจ้าหลายองค์มีลักษณะเหมือนมนุษย์

อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัช-ชูรอ โองการที่ 11 ว่า :

لَيْسَ كَمِثْلِهِۦ شَىْءٌۭ ۖ وَهُوَ ٱلسَّمِيعُ ٱلْبَصِيرُ

"ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงเห็น"

อัลลอฮฺยืนยันในอัลกุรอานชัดเจน พระเจ้าต้องไม่เหมือนสิ่งใด

เมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้าหลายองค์แล้ว ข้อสังเกตถัดมาคือ พระเจ้าเหล่านี้จะมีลักษณะเหมือนกับมนุษย์อยู่ในตัวครับ

เช่น พระเจ้ามีเพศสัมพันธ์ มีภรรยา มีความอ่อนแอ หมดพลังได้ ( ใช้สติปัญญาแล้วคิดตามนะครับ แบบนี้เป็นพระเจ้าผู้ทรงอำนาจจริงๆหรือ)

เหตุเพราะการขาดทางนำที่ถูกต้อง จึงหนีไม่พ้นการคิดและตีความเอาเอง

และอีกอย่างคือ ความเชื่อแบบนี้ หนีไม่พ้น การบูชาวัตถุ

โซโรอัสเตอร์ ➡️ บูชาไฟ

ฮินดู ➡️ บูชารูปปั้น

(ส่วนในไทยถือว่าบูชาหลากหลาย ไม่ต้องอธิบายเยอะ ตามที่เห็นกันเลยครับ)

ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่า

ความเชื่อศาสนาในพระเจ้าหลายองค์ เป็นความเชื่อที่ไม่กินกับสติปัญญา และขัดแย้งกับเอกภาพที่เกิดขึ้นในจักรวาล

อิสลามจึงไม่ยอมรับความเชื่อเหล่านี้ครับ ❌

ความเข้าใจผิดต่ออิสลามเกี่ยวกับวิหารกะอฺบะฮฺ (หินดำที่มักกะฮฺ)

กะอฺบะฮฺ ทิศในการละหมาดของมุสลิมทั่วโลก ประเด็นนี้ต่างศาสนิกเข้าใจผิดเยอะ คิดว่ามุสลิมก็กราบไหว้หินดำนี่ ทำไมกรณีนี้ทำได้ ? 🕋

ความจริงไม่ใช่แบบนั้นครับ...

หน้าที่ของกะอฺบะฮฺคือ เป็นทิศในการหันละหมาด ไม่ใช่ตัวแทนพระเจ้า

สิ่งพิสูจน์คือ ตัวผมละหมาดอยู่ประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องเอารูปหรือสิ่งของแทนกะอฺบะฮฺมาวางตรงหน้าครับ

เวลาเดินทางไม่มีเข็มทิศ ศาสนายังอนุโลมให้ละหมาดหันทางไหนก็ได้

ผมต้องหันหน้าเข้าหากะอฺบะฮฺตรงๆก็ต่อเมื่อเห็นต่อหน้ากับตาเท่านั้น ถ้าไม่เห็นให้หันไปทางทิศที่ตั้ง (เมืองมักกะฮฺ) ก็พอ

สรุปคือกะอฺบะฮฺเป็นเพียงทิศทางการหันละหมาดเท่านั้น ไม่ได้กราบไหว้หินดำตามที่ต่างศาสนิกเข้าใจผิดกันนั่นเองครับ 💡


เมื่อพระเจ้ามีเพียงองค์เดียว ทำไมจึงต้องเป็น "อิสลาม"

เราหักล้างความเชื่อพระเจ้าหลายองค์ไปเรียบร้อยแล้ว

ทีนี้เมื่อพูดถึงศาสนาที่เชื่อพระเจ้าองค์เดียว จะเหลือตัวเลือกแค่กลุ่มนี้เท่านั้นแล้วครับ นั่นคือ

ยิว คริสต์ และอิสลาม ✡️✝️☪️

ทั้ง 3 ศาสนา เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว คืออัลลอฮฺ เหมือนกันหมดครับ

แต่ก็มีจุดที่ขัดแย้ง เห็นไม่ตรงกันอยู่ด้วย

  1. คริสต์ ในประเด็นที่พระเจ้าสามารถแบ่งภาคเป็นมนุษย์ได้ อิสลามไม่เชื่อใน Trinity ครับ

  2. ยิว ในประเด็นของการเป็นศาสดา ชาวยิวเชื่อว่าคนที่จะได้แต่งตั้งเป็นศาสดา ต้องมาจากชนชาติของพวกเขาเท่านั้น (อิสราเอล) ชนชาติอื่นไม่มีสิทธิ์ ซึ่งขัดกับอิสลาม ที่ศาสดาท่านสุดท้ายคือนบีมุฮัมหมัด ﷺ เป็นชาวอาหรับ พวกเขาจึงไม่ยอมรับ (รวมถึงพระเยซูหรือนบีอีซา ชาวยิวก็ไม่ยอมรับเช่นกัน)

เมื่อยอมรับพระเจ้าองค์เดียวกัน แล้วศาสนาที่พระเจ้าเลือกคือศาสนาใด ?

อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ โองการที่ 3 ว่า :

ۚوَرَضِيتُ لَكُمُ ٱلْإِسْلَـٰمَ دِينًۭا

"และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว"

อัลกุรอานเป็นคัมภีร์เดียวที่มีโองการยืนยันชัดเจน และหาโองการแบบนี้ไม่ได้ในคัมภีร์ของยิวและคริสต์ครับ

อิสลามที่ไม่ยึดติดกับเผ่าพันธุ์หรือบุคคล

ในคัมภีร์พันธสัญญาเก่า ไม่เคยมีปรากฎเลยที่ใช้คำว่า ยูดาห์ เป็นชื่อศาสนา ✡️

คำว่า "ยูดาห์" มาจากชื่อของ "เยฮูดาห์" เป็นลูกของยาโคบ (เจคอบ หรืออิสลามเรียกว่า นบียะอฺกูบ)

ทำไมชาวยิวถึงตั้งชื่อศาสนาตามชื่อลูกของนบี ทำไมพวกเขาไม่ใช้ชื่ออิสราเอลตรงๆ

(อิสราเอล = อิสรออีล เป็นอีกชื่อหนึ่งของนบียะอฺกูบ แปลว่า บ่าวของอัลลอฮฺ ความหมายเดียวกับชื่อ อับดุลลอฮฺ)

อีกอย่างพวกเขาเชื่อว่าอับราฮัม (นบีอิบรอฮีม) ใกล้ชิดพระเจ้ามากกว่า ทำไมไม่ตั้งชื่อว่าศาสนาอับราฮัมไปเลย ?

นั่นเพราะพวกเขายึดติดอยู่แค่เผ่าพันธุ์ของตนเอง คิดว่าเผ่าพันธุ์ของตนเองเองประเสริฐกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆทั้งหมด

คริสต์ ก็เช่นกัน เลือกคำในภาษากรีกเป็นชื่อศาสนา Christos แปลว่าผู้ได้รับการเจิม ซึ่งความหมายไปตรงกับ Messiah ในภาษาฮีบรูพอดี สุดท้ายก็ไม่พ้นผูกชื่อศาสนาไว้ที่ตัวบุคคล ✝️

(อิสลามเชื่อว่าท่านเป็นมะเซียะฮฺ (Messiah) จริง ท่านรักษาคนตาบอดด้วยมือ ทำให้คนตายฟื้นคืนชีพ เป็นมหัศจรรย์ที่พระเจ้าประทานให้นบีอีซา เป็นตำแหน่งของท่าน ไม่ใช่ชื่อศาสนา)

ปิดท้ายด้วย อิสลาม ชื่อศาสนาไม่ผูกมัดกับบุคคล เจตนารมณ์ชัดเจนว่าคือศาสนาของพระเจ้า ☪️

อิสลาม หมายถึง การยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้า ด้วยการสักการะพระเจ้าองค์เดียว จงรักภักดี ตัดขาดการกราบไหว้สิ่งอื่น ซึ่งในความหมายนี้ศาสดาทุกท่านยึดถือร่วมกันหมด

เราไม่เคยเรียกตัวเองว่าศาสนามุฮัมหมัด เราเรียกตัวเองว่า มุสลิม ผู้นับถืออิสลาม ตามบทบัญญัติจากนบีมุฮัมหมัด และเราศรัทธาในบรรดานบีก่อนหน้านั้นด้วยทั้งหมด


การปฏิเสธความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติ

หลังจากตอบโต้ 2 กลุ่มไปแล้ว กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มคนที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า แต่เชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์

พวกเขาเชื่อเพียงว่าสิ่งเหล่านี้ให้คุณให้โทษได้ แต่ไม่เคยมองว่าเป็นผู้สร้างจักรวาล

เขาไม่เคยบอกเลยว่า รูปปั้น ต้นไม้ ศาล ฯลฯ ที่กราบไหว้อยู่เป็นผู้สร้างจักรวาล สวรรค์ นรก บางความเชื่อเขาไม่มีคำตอบด้วยซ้ำว่าใครสร้าง

จริงๆแล้วต้องกราบไหว้ผู้ที่สร้างคุณมาต่างหากถึงจะถูก ไม่ใช่กราบไหว้พระเจ้าในลักษณะอื่นๆ

เมื่อเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สุดท้ายจะหนีไม่พ้นการเชื่อศักดิ์สิทธิ์หลายองค์อีก องค์นี้ประทานอย่างนึง อีกองค์ให้อีกอย่าง ก็จะไปเข้ากับที่อธิบายไปก่อนหน้านี้แล้วว่ามันขัดกับความเป็นเอกภาพของจักรวาล

สิ่งเหล่านี้อิสลามเรียกว่า ญิน 👤

(ไม่ใช่ผีในความเชื่ออื่นนะครับ ญินถือเป็นสิ่งมีชีวิตสปีชีส์หนึ่ง)

ญินกับมนุษย์ต้องถูกตัดสินเหมือนกัน ว่าเกิดมาทำดีทำชั่วอะไรไว้บ้าง

ญินกับมนุษย์มีหน้าที่เหมือนกัน คือการสักการะพระเจ้าองค์เดียว แต่มีบางอย่างที่ญินมีความสามารถเหนือกว่ามนุษย์ (เช่น บินได้ ดำน้ำได้ ทำไสยศาสตร์ให้มนุษย์ได้ เข้าสิงมนุษย์ได้)

บรรดาญินไม่ดีเหล่านี้ ในอิสลามเราเรียกว่า ชัยฏอน (ซาตาน) แล้วเราก็ไปหลงบูชามัน ทั้งที่มันไม่ใช่ผู้สร้าง

แม้แต่แมลงวันตัวเดียวพวกมันยังสร้างไม่ได้ เราจะไปบูชามันเพื่ออะไร

อำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านี้ไม่มีมาตรฐานทางศีลธรรมครับ

ถ้าวันนี้สเกลพลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของโจรเยอะกว่า ปล้นได้ ชนะที่เหลือ วันต่อมาพลังลด ตำรวจชนะ จับโจรได้ เกิดความขัดแย้งแน่นอน

แบบนี้จักรวาลพังเละหมดครับ

"เราอภิปรายตามหลักวิชาการ ใครจะเชื่อหรือไม่ ให้ใช้สติปัญญาคิด เราไม่ได้มีเจตนาก้าวก่ายดูถูกใคร แต่เราต้องพูดความจริงตามที่อิสลามสอน"


วิทยปัญญาของการขอพรและเหตุผลที่มนุษย์มองไม่เห็นพระเจ้า

การขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ แม้จะไม่เห็นพระองค์ก็ตาม อีกข้อกล่าวหาของกลุ่มคนที่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพูดเรื่องพระเจ้าคือ

พวกเชื่อพระเจ้ามโนเองทั้งนั้นเวลาขอพรแล้วได้ ทำไมตัวเองขอพรเหมือนกัน พระเจ้าถึงไม่ให้บ้าง แสดงว่าพระเจ้าไม่มีจริง

ขอพรแล้วไม่ได้

การขอพรไม่ได้หมายความว่าขอทุกอย่างพระเจ้าตอบรับหมด แบบนี้ถึงจะเชื่อได้ว่าพระเจ้ามีจริง ไม่ใช่เลย พระเจ้าไม่ได้มีหน้าที่เอาใจมนุษย์ทุกคน

บางอย่างมนุษย์ขอพร แต่ไม่คู่ควรกับตัวเองก็มี ขอแล้วผลลัพธ์อาจแย่กว่าเดิม พระองค์จึงไม่ให้ และทดแทนด้วยสิ่งอื่นๆที่ดีกว่า 🤲🏼

ยกตัวอย่างเช่น : อยากสอบติดหมอ ขอพรต่อพระเจ้าให้สอบติด แต่สุดท้ายไม่ติด ไปติดคณะอื่นแทน เหตุนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าพระเจ้าไม่มีจริง

ไม่แน่ถ้าเข้าไปเรียนแพทย์แล้วอาจไปเจอหายนะก็ได้ อาจไปเจอสังคมไม่ดี พาให้เราหลุดออกจากศาสนา จนถึงขั้นปฏิเสธพระเจ้าไปเลย

และอัลลอฮฺทรงรู้ พระองค์จึงปกป้องเราตั้งแต่แรก แล้วทดแทนให้ในสิ่งที่ดีกว่า (เช่นสอบติดคณะอื่น เจอสังคมดี จบไปมีงานมั่นคง)

จริงๆการที่พระองค์ตอบรับคำขอพรเพียงครั้งเดียว ก็สามารถใช้ยืนยันได้แล้วว่า พระองค์มีอยู่จริง

ยกตัวอย่างเช่น : เราตกไปในบ่อน้ำ ตะโกนขึ้นมาขอให้คนช่วย อยู่ดีๆมีคนโยนเชือกให้เราไต่ขึ้นมา แต่พอเราขึ้นมาได้กลับไม่เจอคนโยนเชือกแล้ว

การช่วยเหลือครั้งเดียวแบบนี้เพียงพอแล้วที่จะบอกได้ว่า มีคนอาศัยอยู่บริเวณนั้นเคยช่วยเรา หลังจากนั้นต่อให้เราตกบ่ออีกสิบรอบ ไม่มีการโยนเชือกลงมาแล้ว มันไม่ได้ไปหักล้างว่ามีคนช่วยเราครั้งแรกจริงๆ

พวกเราหลายคนอัลลอฮฺตอบรับดุอาอฺไปหลายเรื่องแล้วโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว บทดุอาอฺในละหมาดที่อ่านอยู่ทุกวัน เป็นสำนวนที่ขอให้ชีวิตปลอดภัยทั้งสิ้น ถ้าไม่ละหมาด ไม่ได้ขอดุอาอฺเลย ชีวิตอาจหายนะกว่าตอนนี้ก็ได้ แต่เราไม่ทันได้คิดถึงมัน

🔴 ความอันตรายก็คือ มนุษย์คิดถึงแต่รางวัลใหญ่ๆ ต้องเห็นเป็นวัตถุเท่านั้นถึงจะรู้สึกว่าการขอพรถูกตอบรับ แต่ถ้าพระเจ้าให้สุขภาพแข็งแรง ตื่นมามีชีวิตอีกหนึ่งวัน เรากลับลืมความเมตตาเหล่านี้ไป เพราะได้เป็นปกติจนชิน

ถ้าพระเจ้ามีจริง ทำไมมองไม่เห็น

สุดท้ายผู้ปฏิเสธพระเจ้าจะติดอยู่เรื่องเดียว ถ้าพระเจ้ามีจริง ทำไมมองไม่เห็น

สิ่งแรกต้องแยกกันให้ออกก่อน ระหว่าง ไม่เห็น กับ ไม่มี 👁️

สมมติ : มีคนโอนเงินเข้าบัญชีให้เราตลอด 5 พัน เรารู้แน่นอนว่ามีคนโอนมา เพราะเงินจะลอยเข้าบัญชีเราเองโดยไม่มีผู้โอนนั้น เป็นไปไม่ได้ ส่วนการที่เราไม่เห็นเขานั่นอีกเรื่องนึง

สมมติต่อว่าผู้โอนไม่ต้องการให้เห็น แต่ส่งคนรู้จักมาบอกแทน ว่าคนโอนมีชื่อนี้ เป็นผู้ชาย อายุเท่านี้นะ มันก็ไม่ได้ปฏิเสธความจริงที่ว่าผู้โอนมีตัวตนอยู่จริง

เช่นเดียวกัน เป็นไปไม่ได้ยิ่งกว่าอีกถ้าจักรวาลจะเกิดขึ้นเอง การไม่เคยเห็นพระเจ้าจึงไม่ใช่ประเด็น พระองค์ส่งศาสดามาบอกข้อมูลของผู้สร้างแล้ว ผ่านคัมภีร์ของพระองค์

อีกกรณีคือ : การมีอยู่ของอะตอม ปัจจุบันสามารถถ่ายภาพเห็นได้แล้ว แต่ในอดีตทำไมคนถึงเชื่อเรื่องอะตอมแม้ว่าจะไม่เคยเห็น นั่นเพราะผลลัพธ์ทางอ้อมที่สื่อได้ว่าอะตอมมีจริง โดยที่เราเรียนรู้จากผลลัพธ์ของสิ่งที่มีอยู่ได้

เช่นเดียวกัน วันนี้ไม่เห็นพระเจ้า เพราะพระองค์ไม่ประสงค์ให้เราเห็น แต่เราเชื่อได้ผ่านการพิสูจน์ทางอ้อมที่ยกตัวอย่างไปทั้งหมด สรรพสิ่งต่างๆจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ ต้องมีผู้สร้าง

ถ้าเราอยากเห็นพระเจ้า รอเห็นได้ในโลกหน้า เพราะการเห็นพระเจ้าเป็นรางวัลตอบแทนสำหรับผู้ที่เชื่อฟังพระองค์ในโลกนี้ครับ

คุณค่าของการอยู่บนโลกและเชื่อโดยไม่เห็นพระองค์ด้วยตา

ผมจะยกตัวอย่างดังนี้ให้เห็นภาพง่ายๆ

สมมติ : ในสถานการณ์ที่อยู่ต่อหน้าตำรวจ ทั้งคนดีที่ไม่ยุ่งกับยาเสพติดอยู่แล้ว และคนที่เบื้องหลังค้ายาเสพติด ผลลัพธ์จะออกมาเหมือนกันคือการทำตัวดี อยู่ในกฎหมายให้ตำรวจเห็น

ประเด็นคือถ้าจะตัดสินสองคนนี้เพียงเพราะมีตำรวจอยู่ต่อหน้า มันไม่ได้พิสูจน์อะไรเลยครับ คนแรกทำตามกฎหมายเพราะเคารพกฎ และรักความยุติธรรม อีกคนทำตามกฎหมายเพราะกลัว โดยแอบขายยาอยู่เบื้องหลัง

อีกหนึ่งตัวอย่าง : ผู้หญิงมีสามีแล้ว เกิดเหตุทำให้ต้องติดค้างอยู่ออฟฟิศ ออกไม่ได้ โดยอยู่กับชายหนุ่มในที่ทำงานสองต่อสอง ตั้งแต่วันศุกร์ ออกมาได้อีกทีวันจันทร์

เมื่อออกมาได้ มีคนกล่าวหาว่า "ผู้หญิงคนนี้ระหว่างติดออฟฟิศ ต้องมีเพศสัมพันธ์กับหนุ่มนี่แน่เลย" สามีมาได้ยินพอดีแล้วเชื่อคำกล่าวหา ทั้งๆที่ตัวผู้หญิงเองไม่ได้ทำ และนางเป็นคนดีด้วยซ้ำ ภรรยารู้ว่าสามีเชื่อข่าวลือจึงรู้สึกเสียใจ ที่คนรักไม่เชื่อใจกัน

ปรากฎว่ามีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดพอดี แสดงให้เห็นว่าภรรยาไม่ได้นอกใจ ไม่ได้แตะต้องชายหนุ่มเลย สามีจึงเปลี่ยนความคิด เชื่อแล้วว่าภรรยาไม่ได้ทำ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ภรรยารู้สึกดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะเสียความรู้สึกจากการถูกกล่าวหาครั้งแรกไปแล้ว

ถ้าในกรณีเดียวกัน : สามีได้ยินคำกล่าวหาเหมือนกัน แต่เขาเลือกเชื่อใจภรรยาว่านางไม่มีทางทำแน่นอน ภรรยาจะรู้สึกดีว่าสามีเชื่อใจกัน และหลักฐานจากกล้องวงจรปิดก็มาให้เห็นยืนยันอีกครั้งว่าภรรยาไม่ได้ทำอะไรจริง จบแบบ Happy Ending

นี่เป็นตัวอย่างในคุณค่าของการเชื่อและศรัทธาต่อความดีงาม แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เห็นครับ

ในโลกนี้อัลลอฮฺไม่ให้เราเห็นพระองค์ด้วยตา เพราะมีวิทยปัญญาอยู่ ถ้าทุกคนเห็นพระเจ้าหมด คนดื้อรั้นอยากทำชั่ว จะหวาดกลัวในการเห็นพระองค์

เมื่อพระเจ้ามาพิพากษา บรรดาผู้ปฏิเสธได้เห็นพระเจ้าเป็นครั้งแรก เมื่อนั้นไม่ได้ช่วยอะไรแล้ว เพราะหมดเวลาในการกลับตัวแล้ว

ในอิสลามเรามีคำว่า เอี๊ยะฮฺซาน แม้เราจะไม่เห็นพระองค์ แต่พระองค์ทรงเห็นเราเสมอ

หากเราเห็นพระเจ้าประจักษ์อยู่ตรงหน้า แน่นอนว่าคงไม่มีใครกล้าทำชั่ว (เหมือนคนไม่กล้าค้ายาต่อหน้าตำรวจ)

แต่การที่เรามีอิสระ มีด้านมืดที่สามารถทำชั่วในที่ลับได้ แต่เรา เลือกที่จะหยุดทำ เพราะยำเกรงต่อพระเจ้าที่มองไม่เห็นต่างหาก นี่คือศรัทธาที่มีคุณค่า เป็นวิทยปัญญาของพระเจ้าที่เราอาจมองข้ามครับ

"หากพระเจ้าปรากฏตัวให้เห็น แล้วคุณค่าของการเลือกเป็นคนดีด้วยตัวเองจะหลงเหลืออยู่ตรงไหน"

นี่คือบทสรุปของตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดครับ


ความแตกต่างระหว่าง "การเชื่อ" กับ "การเคารพสักการะ"

ทั้งหมดในบทความตั้งแต่ EP.2 จนถึงตอนท้ายของบทความนี้ เป็นการขยายความเงื่อนไขการรับอิสลาม 6 ข้อ ที่ได้บอกทุกคนไปใน EP.1 โดยครอบคลุมในเงื่อนไขข้อที่ 1 หมดแล้วครับ นั่นคือ การยอมรับว่าพระองค์อัลลอฮฺคือพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงแต่เพียงผู้เดียว

ต่อจากนี้จะเป็นการเกริ่นนำคร่าวๆถึงเงื่อนไขข้อที่ 2 นั่นคือ จะต้องไม่เคารพสักการะสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น

ชาวอาหรับช่วงก่อนการเผยแผ่อิสลามของนบีมุฮัมหมัด ﷺ พวกเขาเชื่อในพระเจ้า คืออัลลอฮฺองค์เดียวอยู่แล้วครับ แต่พวกเขาไม่ถือว่าเป็นมุสลิม การเชื่อแค่นี้ไม่พอครับ

พวกเขาไม่ได้กราบไหว้อัลลอฮฺองค์เดียว แต่ไปกราบไหว้สิ่งอื่นด้วย (เช่น การขอพรต่อหลุมศพของคนดี รูปปั้น ให้ไปขอต่ออัลลอฮฺให้อีกที คอยเป็นสื่อกลางให้ระหว่างตัวเขากับพระเจ้า ซึ่งอิสลามห้าม ถือเป็นการตั้งภาคีเช่นกัน)

จุดนี้สำคัญมากครับ และมุสลิมหลายคนมีพฤติกรรมเดียวกันกับชาวอาหรับสมัยนั้นโดยไม่รู้ตัว ⚠️

เชื่อว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้า แต่ยังดูดวง เล่นไสยศาสตร์ กราบหลุมศพ บูชาผี บูชาเรือ บูชาเทพ ฯลฯ แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นมุสลิม

ความต่างของมุสลิมกับผู้ปฏิเสธแบบนี้อยู่ที่ พิธีกรรมศาสนา ครับ เราทิ้งทุกพิธีกรรมที่เข้าข่ายการกราบไหว้สิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺทั้งหมด

อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-อังกะบูต โองการที่ 61 ว่า :

وَلَئِن سَأَلْتَهُم مَّنْ خَلَقَ ٱلسَّمَـٰوَٰتِ وَٱلْأَرْضَ وَسَخَّرَ ٱلشَّمْسَ وَٱلْقَمَرَ لَيَقُولُنَّ ٱللَّهُ ۖ فَأَنَّىٰ يُؤْفَكُونَ

"และถ้าเจ้าถามพวกเขา ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน และเป็นผู้ทำให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นประโยชน์ แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่าอัลลอฮฺ แล้วทำไมเล่าพวกเขาจึงหันเหออกไปทางอื่น"

ขอให้ทุกคนห่างไกลจากการตั้งภาคีในรูปแบบนี้ครับ (อันตรายจริงๆ)


บทสรุป

  1. พระเจ้าหลายองค์ = โลกวุ่นวาย ความเชื่อนี้จึงไม่ถูกยอมรับ การเชื่อพระเจ้าองค์เดียวจึงสมเหตุสมผลที่สุด เพราะการเป็นไปทุกอย่างในจักรวาลมีเอกภาพ เป็นระเบียบเรียบร้อย ✅

  2. ความจริงไม่จำเป็นต้องมองเห็นด้วยตา ใช้สติปัญญาพิจารณาผลลัพธ์รอบตัว ไม่ควรยึดติดตรรกะที่ว่าต้องเห็นด้วยตาจึงจะยอมรับว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริง ✅

  3. มองข้ามความผิดหวังด้วยความไว้วางใจ เมื่อขอพรแล้วไม่ได้อย่างที่ขอ อย่าคิดว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าดี อาจเป็นความหายนะในอนาคตก็ได้ ✅

  4. ศรัทธาที่แท้จริงเกิดจากความสมัครใจ ไม่ใช่ความกลัวเชิงประจักษ์ การทำความดีขณะที่ไม่มีใครเห็น (หรือไม่มีอำนาจใดมาบังคับตรงหน้า) คือบทพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของความซื่อสัตย์และการมีศีลธรรม ✅

  5. ตัดวงจรความเชื่อที่เป็นสื่อกลาง การสักการะอัลลอฮฺองค์เดียวควรเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ใจ ขอต่อพระองค์ได้เลยโดยตรง ห้ามเอาวัตถุ เครื่องราง หรือสิ่งอื่นๆมาเป็นสื่อกลางเด็ดขาด ✅


เนื้อหา EP นี้ เน้นๆเลยครับ ผมยกตัวอย่างมาหลายแบบมาก เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพและเข้าใจง่ายที่สุด ❤️

ผมแนะนำให้ดูคลิปเต็มอีกเช่นเคยครับ เพื่อฟังการตอบคำถามเพิ่มเติม 📼

ตัวอย่างลิสต์คำถามในช่วง Q&A

และประเด็นอื่นๆ

บอกเลยว่าเป็นประโยชน์ทุกคำถามครับ 💯

ฟังคลิปเต็มที่นี่เลย 👉🏼 ตอนที่ 4 ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว : ซีรีส์ อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ

ฝากกดติดตามบล็อกผมไว้ด้วยนะครับ 👉🏼rasheedz

แล้วพบกันใหม่ใน EP. ถัดไปครับผม 👊🏼

📚 อ่านซีรีส์อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ EP. อื่นๆ ได้ที่นี่ : 🎞️

[EP.1] จุดเริ่มต้นสำหรับผู้สนใจอิสลาม : ไขข้อข้องใจง่ายๆ ใน 6 ข้อ

[EP.2] ไขข้อสงสัยเรื่องพระเจ้า : เข้าใจง่ายๆ ผ่านสิ่งรอบตัว

[EP.3] สติปัญญาพิสูจน์พระเจ้า : ปริศนาความตายและรหัสลับ DNA

[EP.4] ทำไมต้องมีพระเจ้าองค์เดียว : สัจธรรมบนความสมเหตุสมผล

[EP.5] ชิรก์ (Shirk) คืออะไร : สำรวจความร้ายแรงของการตั้งภาคีในอิสลาม

[EP.6] เร็วๆนี้...

ความสงบสุขและเอกภาพของจักรวาลที่มีผู้ควบคุมเพียงองค์เดียว