เนื้อหาในบทความนี้มาจากคลิป 👉🏼 ตอนที่ 6 ความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับการศรัทธาต่อพระเจ้า : ซีรีส์ อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ

🎙️ บรรยายโดย อาจารย์อามีน ลอนา

(ใครยังไม่ได้อ่าน EP ก่อนหน้า ตามไปอ่านกันก่อนที่ลิสต์ท้ายบทความครับ 👇🏼)

ทุกคนครับ EP.6 นี้ เป็นตอนที่มีเนื้อหาสำคัญมาก เป็นหัวข้อหลักสำหรับการตอบคำถามของต่างศาสนิก หรือผู้ที่สนใจอิสลามเลยก็ว่าได้

เป็นคำถามเกี่ยวกับพระเจ้าโดยตรง ตัวผมเองเคยเจอคำถามนี้บ่อยมากครับ นั่นคือ ทำไมพระเจ้าถึงสร้างมนุษย์มาให้ทำชั่ว

(หรือในภาษาอังกฤษจะรู้จักกันในชื่อ Problem of Evil)

หลังจากได้ยินคำถามนี้ครั้งแรก ผมเข้าใจคำถามที่จะสื่อนะครับ แต่ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายยังไงให้ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเข้าใจ

จนมาเจอบรรยายใน EP นี้ อาจารย์อามีนตอบได้ครอบคลุมและชัดเจนจริงๆ และผมจะนำคำอธิบายจากอาจารย์มาให้ทุกคนอ่านทำความเข้าใจไปพร้อมกัน

ระหว่างเขียนบทความนี้ ผมรู้สึกมีแรงใจบางอย่าง รู้สึกว่าอยากเผยแพร่เนื้อหานี้ให้ทุกคนได้อ่านมันจริงๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจวิทยปัญญาของพระเจ้า เบื้องหลังการสร้างของพระองค์ที่เราคิดไม่ถึงมาก่อน

ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดให้กับผู้อ่านทุกคนนะครับ

มาเริ่มกันเลย


การสร้างวัฒนธรรมการถกเถียงและเสรีภาพทางวิชาการ

เรื่องแรกที่ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน ไม่ว่าผู้อ่านจะนับถือศาสนาใด นั่นคือ การโต้เถียงกันด้วยเนื้อหาวิชาการ

การโต้เถียงดีเบตเรื่องศาสนาเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ตัวอย่างในยุโรป เวทีการดีเบตโต้วาทีมีเต็มไปหมด หาดูได้ตามสื่อต่างๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

พวกเขาโต้เถียงกันหนักทางวิชาการและตรงไปตรงมา คริสต์-อิสลาม ดีเบตความเชื่อกัน ยกคัมภีร์มาตอบโต้กัน แม้จะโต้เถียงกันหนักเพียงใด แต่ไม่เคยจบที่การใช้ความรุนแรงสักครั้งเลยครับ

ประโยชน์ที่พวกเราได้รับจากการดีเบตเหล่านี้คือ ความรู้ มันช่วยขยายขอบเขตความรู้ตัวเองให้กว้างขึ้นได้

ที่ผมอยากจะสื่อคือ ผมอยากให้สังคมไทยเปิดกว้างการดีเบตเรื่องศาสนาได้เหมือนกับต่างประเทศ หากพวกเราคนไทยยึดหลักการเสรีนิยม เรามีสิทธิเสรีภาพในการพูด เรื่องศาสนาก็ควรพูดได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้น ใครที่มีความเกลียดชัง คาใจเรื่องใดเกี่ยวกับอิสลาม ผมแนะนำให้ พูดออกมาตรงๆ ครับ 📢

ตั้งแต่คำถามยอดฮิตอย่างทำไมอิสลามไม่กินหมู ไปจนถึงอิสลามสอนให้ก่อการร้ายจริงไหม ไม่ว่าจะเรื่องใด ถามออกมาตรงๆได้เลย

ถามด้วยความอยากรู้ มีเหตุผล ไม่ใช่ถามเพราะความอคติ ใช้คำหยาบคาย แบบนี้ไม่ได้ครับ

คนที่มีสติปัญญาและใช้เหตุผล จะรู้ดีว่าอะไรถูกอะไรผิด อย่ายกเอาคนที่ไม่ใช้เหตุผลมาขวางทางการพูดคุยเรื่องนี้

เมื่อถามมาแล้ว ทางฝั่งมุสลิมที่มีความรู้ พวกเขาพร้อมจะตอบคำถาม และยกหลักฐานมาโต้แย้งอยู่แล้ว

ถ้าฝั่งมุสลิมตอบไป คำตอบที่ได้อาจมีลักษณะในการโต้แย้งทางความเชื่อ ขออย่างเดียวว่า อย่าโกรธ อย่าเกลียดกัน เพราะเราโต้กันในทางวิชาการ อย่าได้ใช้ความรุนแรงในการโต้แย้งกัน นี่คือส่วนสำคัญครับ

ถ้าเอาแต่อ้างว่า "เป็นความเชื่อส่วนบุคคล อย่าลบหลู่" แล้วถ้านั่นเป็นความเชื่องมงายที่ชาวบ้านหลับหูหลับตาเชื่อกันจนหลงผิด ทั้งๆที่สมัยนี้วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้แล้วว่ามันเป็นเท็จ เราจะทำยังไง ?

เช่น มีข่าวออกมาบอกว่าชาวบ้านเจอน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพราะพุ่งออกมาจากดินโดยไม่ทราบสาเหตุ ชาวบ้านแถวนั้นก็พากันเชื่อ 🚱

แต่เมื่อนำวิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ ปรากฎน้ำที่ว่านั้นผสมบ่อส้วมเก่ามา กรณีแบบนี้ไม่ใช่อ้างว่าอย่าลบหลู่แล้วปล่อยชาวบ้านหลงผิดต่อไป เพราะผลเสียที่ตามมามีอีกเยอะครับ

เพราะฉะนั้น ฟังคำตอบ ทำใจให้นิ่ง อย่ารีบคิดว่าเราตอบแล้วสื่อไปทางหาเรื่องหรือเปล่า ไม่ใช่เลย เราให้ความรู้แลกเปลี่ยนกันต่างหาก

ในสังคมที่ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เราต้องอดทนฟังกันและกันได้ อย่าได้ใส่หน้ากากเข้าหากัน ประเภทที่ขึ้นบรรยายบนเวทีเรารักกัน แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง แต่ลงเวทีเบื้องหลังไปแซะกันในโซเชียลต่อ อย่าสร้างวัฒนธรรมแบบนี้ครับ

ถ้าผมไม่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการ ผมต้องมีสิทธิ์ออกมาพูดได้ว่าไม่เชื่อเพราะอะไร อย่างไร และอีกฝั่งก็มีสิทธิ์โต้แย้งได้ เรื่องศาสนาก็เช่นกัน 🗣️


หักล้างตรรกะของผู้ปฏิเสธพระเจ้าเรื่อง "การขอพร"

การยกมือขอพร สัญลักษณ์ของวิทยปัญญาในการตอบรับหรือปฏิเสธคำขอพรของพระเจ้า ยกตัวอย่างการแสดงความคิดเห็นเรื่องศาสนา มีเคสที่ดาราให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า "ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เพราะขอพรแล้วไม่ได้"

ดาราคนนี้เขาใช้สิทธิ์ของการไม่เชื่อพระเจ้าพูดออกสื่ออย่างชัดเจน ฝ่ายที่เชื่อพระเจ้าในไทยก็ไม่ได้มีใครดราม่าใส่ ทั้งฝั่งคริสต์และอิสลาม ไม่ได้มีใครออกมาบอกว่าคำพูดนี้ดูถูกความเชื่อเราเลย

เมื่อดารามีสิทธิ์พูดได้ ฝ่ายศาสนาก็ต้องพูดได้ เรามีสิทธิ์ชี้แจงเช่นกันว่าเหตุผลนี้วิบัติอย่างไรบ้าง

เพื่อโต้แย้งคำกล่าวนี้ ผมขอยกตรรกะง่ายๆให้เข้าใจมากขึ้นครับ

สมมติ : เราไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แต่แจ้งไปหลายวันแล้วทำไมคดียังไม่เดิน ไม่คืบหน้า ตกลงในความหมายนี้ = ตำรวจไม่มีอยู่จริงหรือเปล่า ? ไม่ใช่เลยครับ

เบื้องหลังอาจมีเหตุผลหลายอย่าง ตำรวจอาจจะไม่มีเบาะแสพอให้เดินเรื่องต่อก็ได้ การขอพรก็เช่นกัน ที่ขอแล้วไม่ได้เพราะมีวิทยปัญญาของพระเจ้าที่เราไม่สามารถรู้ได้อยู่

สังคมต้องแฟร์ สื่อทั้งหมดต้องเป็นกลาง แบบนี้เรามีสิทธิ์ที่จะพูดได้ว่าเป็นตรรกะวิบัติครับ

What if ถ้าพระเจ้าตามใจฉัน ?

จะเกิดอะไรขึ้นครับ ถ้าทุกคนขอพรแล้วพระเจ้าตอบรับหมด

ผมใกล้จะตาย ➡️ ขอพรต่อพระเจ้าให้มีชีวิตต่อ ➡️ พระเจ้าตอบรับ ➡️ ผมรอด

ถ้าพระเจ้าตอบรับคำขอของคนใกล้ตายทุกคนเป็นไงครับ ? ในโลกจะไม่มีคนตายเลยสักคน ทุกคนอายุยืนยาวหมด แบบนี้มันไม่ใช่ครับ ❌

แต่เพราะพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าวันนี้เป็นวันตายของเรา หากเราเข้าใจและใช้สติปัญญาคิดตาม เราหนีกฎของพระองค์ไม่พ้นครับ นั่นคือทุกคนต้องตายและต้องมีเหตุให้ตายอยู่ดี

ผมอยากเป็นหมอ ➡️ ขอพรให้สอบติดได้เรียนหมอ ➡️ พระเจ้าตอบรับ ➡️ ผมได้เป็นหมอจริง

คำถามคือ ถ้าทุกคนอยากเป็นหมอหมด พระเจ้าตอบรับทุกคนเป็นไงครับ ? ประเทศพัง เพราะมีแต่คนเป็นหมอ อาชีพอื่นๆหายไป ไม่มีชาวนา ไม่มีข้าวกิน ❌

ส่งผลต่อมาคือ ทุกคนเป็นหมอ ดูแลสุขภาพร่างกายดีทุกคน ➡️ คนป่วยลดลงไม่มีคนมารักษา ➡️ แบบนี้การเป็นหมอไม่มีความหมายแล้วครับ

เราไม่ได้เป็นหมออย่างที่ขอ พระองค์อาจกำหนดหน้าที่อื่นในสังคมให้เราแล้ว เพื่อให้สังคมอยู่ได้ ให้มนุษย์ช่วยเหลือกันในทุกอาชีพ

การที่มีมนุษย์ป่วยทำให้อีกหลายชีวิตมีงานทำ เพราะมีคนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง มนุษย์ถึงหันมาพัฒนาความรู้ เดินหน้าในการแก้ปัญหาและต่อสู้กับโรคนี้ได้

ทุกความเลวร้ายต่างๆล้วนมีผลดีอยู่เบื้องหลัง เพราะเรามองแค่มุมสูญเสียคนรักอย่างเดียว คิดน้อย จึงนำไปสู่การใช้อารมณ์ปฏิเสธพระเจ้านั่นเอง

หลักสำคัญต่างๆในอิสลามจึงห้ามนำอารมณ์ความรู้สึกมาตัดสิน (Emotion) ☪️

โดยเฉพาะการศรัทธาต่อพระเจ้า เราต้องใช้ สติปัญญา เหตุผล และการใคร่ครวญ เท่านั้น

ทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่า :

"การยึดแค่ตัวเองขอพรแล้วไม่ได้ตามที่ขอ มาใช้เป็นเหตุผลในการปฏิเสธพระเจ้า ถือเป็นตรรกะวิบัติ ไม่กินกับสติปัญญาครับ"


วิทยปัญญาของการสร้างมนุษย์ให้มีเสรีภาพ (Free Will)

สัญลักษณ์ของเจตจำนงเสรี (Free Will) ที่มนุษย์สามารถเลือกทำดีหรือชั่วได้

การสร้างและการกำหนดของพระเจ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความเลวร้าย 100% แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เราสามารถมองหาวิทยปัญญาที่ซ่อนอยู่ได้ ตามที่ยกตัวอย่างไปครับ

กรณีของการสร้างมนุษย์ก็เช่นกัน กับคำถามยอดฮิตที่ว่า ทำไมพระเจ้าต้องสร้างให้มนุษย์ทำชั่ว ?

ผมอยากให้ทุกคนคิดไปพร้อมกันนะครับ ระหว่าง

  1. พระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตที่ใฝ่ดีอย่างเดียว ทำตามคำสั่งครบถ้วน แต่ไม่มี Free Will
  2. พระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตที่มี Free Will เลือกทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ สร้างให้มีธรรมชาติใฝ่ดี สร้างให้มีอารมณ์โน้มเอียงไปทางความชั่ว แต่ก็สามารถแยกแยะได้

การสร้างแบบไหนชี้ให้เห็นว่าพระองค์ยิ่งใหญ่กว่ากัน ?

ถ้าให้เลือกสร้างแบบเดียว ตามหลักเหตุผลแล้ว เราเห็นตรงกันว่า แบบที่ 2 ชี้ถึงการมีเดชานุภาพความยิ่งใหญ่ของพระองค์มากกว่า

เพราะสิ่งมีชีวิตที่มีอิสระในการเลือก เมื่อมันเลือกทำชั่ว ทำความเสียหายต่างๆในโลกนี้ เช่น ทำสงครามสังหารผู้อื่น พระเจ้าจะแสดงอำนาจของพระองค์เพื่อลงโทษกำราบพวกมันได้

"ถ้าพระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตที่เชื่อฟังพระองค์อย่างเดียว ไม่ท้าทายดื้อดึงพระเจ้า เราจะไม่เห็นความยิ่งใหญ่และคุณลักษณะแห่งอำนาจของพระเจ้าในการลงโทษผู้ฝ่าฝืน"

พระเจ้าไม่ได้มีลักษณะของความเมตตาอย่างเดียว การปราบปราม ลงโทษผู้ที่ท้าทายพระองค์ คือลักษณะหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน

ที่กล่าวมาเป็นคำถามให้ทุกคนเลือกการสร้างแค่ 1 แบบ

แล้วอัลลอฮฺจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน...

เพราะในความเป็นจริง อัลลอฮฺไม่ได้เลือกสร้างแบบใดแบบหนึ่ง แต่พระองค์สร้างทั้ง 2 แบบ อยู่แล้วครับ

นี่คือวิทยปัญญาอย่างหนึ่งในการสร้างของอัลลอฮฺ และยังมีเบื้องหลังอีกหลายเหตุผลที่เราไม่รู้ครับ

จงแยกสองสิ่งนี้ให้ออก

ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ กล่าวถึงสองสิ่งนี้ไว้ว่า

เราต้องแยกระหว่าง การกำหนด กับ สิ่งที่ถูกกำหนด

แล้วทำไมพระเจ้าถึงยอมให้ความเลวร้ายเกิดขึ้น ?

แม้ผลลัพธ์หลายอย่างบนโลกจะเลวร้าย (ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเลือกทำชั่วของมนุษย์เอง)

แต่การที่พระเจ้ายอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะพระองค์มี วิทยปัญญา (เหตุผลเบื้องหลังที่ลึกซึ้ง)

ตัวอย่างเช่น การมีอยู่ของความชั่วร้าย ทำให้มนุษย์เห็นคุณค่าของความดี เป็นบททดสอบศรัทธา และทำให้เห็นถึงความยุติธรรมในการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า (มันก็จะวนไปตรงกับคำอธิบายก่อนหน้านี้)

ส่วนการกระทำที่เรียกว่า "เลวร้าย" จริงๆ คือการกระทำที่ ไร้เหตุผลและไร้วิทยปัญญา ต่างหาก 👤

มนุษย์มักทำผิดพลาดเพราะขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกและความเห็นแก่ตัว แต่ในทางกลับกัน ทุกการกำหนดของพระเจ้าล้วนมีวิทยปัญญาและเหตุผลรองรับเสมอ

อิบนุลก็อยยิม กล่าวว่า :

"พระเจ้าสร้างให้มนุษย์ทำเลว เพื่อที่มนุษย์จะได้เรียนรู้ว่าตัวเองไม่มีทางสมบูรณ์แบบเหมือนพระเจ้าได้ และตัวเองลำพองไม่ได้ ไม่สมบูรณ์พอที่จะปราศจากความผิด มนุษย์จะได้เรียนรู้การให้อภัยต่อผู้อื่น"

ธรรมชาติของมนุษย์ เราจะรักคนคนหนึ่งเมื่อเห็นเขาเมตตาต่อคนผิด

ครูท่านใดมีเมตตา ให้อภัยนักเรียนที่ทำผิด ให้โอกาสกลับตัว เราจะชื่นชอบท่านเป็นพิเศษ

กลับกันอีกโรงเรียนครูดุมาก ลูกศิษย์ไม่กล้าทำอะไรผิด ทำให้ครูไม่ได้แสดงความเมตตาออกมา เราก็จะไม่เห็นอีกด้านหนึ่งของครูท่านนี้เลย

ชัยคฺอุษัยมีน กล่าวว่า :

"พระเจ้าสร้างให้มีความชั่วเกิดขึ้น เพื่อให้รู้ว่าความดีคืออะไร"

คำอธิบายนี้เบสิกและเข้าใจง่ายที่สุดแล้วครับ

ทั้งหมดนี้เป็นวิทยปัญญาส่วนหนึ่งที่นักวิชาการลิสต์มาให้เราเรียนรู้เท่านั้น ยังมีวิทยปัญญาอีกหลายเรื่องที่เรายังเข้าไม่ถึงครับ

Problem of Evil

Dr. Sami Ameri ได้ตอบโต้ประเด็นนี้ไว้ชัดเจน

สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่ามนุษย์มี Free Will ในการเลือกการกระทำของตัวได้ นั้นคือ

เมื่อทำความชั่ว มนุษย์ไม่ได้รู้สึกถูกใครควบคุมหรือบังคับให้ทำอยู่เบื้องหลัง แต่ทำเพราะการตัดสินใจของตัวเอง

เราก้าวขาออกจากบ้าน ทางซ้ายเป็นบ่อนการพนัน ทางขวาเป็นมัสยิด แต่เราตัดสินใจเลือกไปทางซ้าย ไปบ่อนพนัน

คำถามคือ เรารู้สึกไหมว่ามีบางอย่างบงการเราให้ต้องหันไปบ่อน ให้เราไปมัสยิดไม่ได้ ไม่เลยครับ เรามีอิสระเต็มที่ในทุกทางเลือก

มนุษย์เลวร้ายเหลือเกิน โทษพระเจ้าโดยการบอกว่า ที่เลือกไปบ่อนเพราะพระเจ้าสร้างมาให้เป็นแบบนี้ ขณะที่บ่นอยู่แค่หันหลังเดินกลับไปไปทางขวา ไปมัสยิดก็จบแล้ว

ตัดสินใจจะข่มขืนผู้หญิง ถือมีดไปจี้เขา เพียงแค่เลือก วางมีด ยั้งมือ การข่มขืนก็จะไม่เกิดขึ้นแล้ว มันไม่ได้มีอะไรยากเลยใช่ไหมครับ

เพราะความยากไม่ได้อยู่ที่การควบคุมร่างกาย แต่อยู่ที่ หัวใจ ล้วนๆ อารมณ์ใฝ่ต่ำพาไป นี่แหละครับ Free Will ของมนุษย์ที่พระเจ้าสร้างมา

หลังจากได้อธิบายครบแล้ว ผมว่าต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ จากที่เคยถามว่า "ทำไมพระเจ้าต้องสร้างให้มนุษย์ทำชั่ว" เปลี่ยนมาถามตัวเองครับว่า...

ความชั่วระงับได้ง่าย ทำไมยังไม่หยุด ?

พวกคุณไม่มีคำตอบอื่น นอกจากเอาการสร้างของพระเจ้ามาเข้าข้างการทำผิดของตัวเอง "พระเจ้าสร้างธรรมชาติให้ฉันชอบทำชั่ว" เป็นคำตอบที่เหลวไหลที่สุด 🔴

พระเจ้าสร้างสำนึกในการยับยั้งความชั่วให้แล้ว ทำไมไม่เอาส่วนนี้มาใช้ ?

ความอยากในการทำชั่ว ห้ามใจตัวเองไม่ได้ ทำบาปจนชินสะสมเรื่อยๆ ปัญหามาจากตัวเองบวกกับสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทำผิดได้ง่ายด้วย

แต่ถ้าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี คบเพื่อนดี มีศาสนา ดูแลภรรยาและลูก และที่สำคัญ มีกฎหมายจากพระเจ้าที่พร้อมลงโทษผู้ฝ่าฝืนอยู่ชัดเจน

ทั้งหมดนี้จะเป็นปราการขัดขวางมนุษย์ไม่ให้ไปทำชั่วได้อย่างแน่นอน

ผมขอทิ้งท้าย Problem of Evil สั้นๆครับ อย่าใช้อารมณ์ใฝ่ต่ำเพื่อปฏิเสธพระเจ้า

จงใคร่ครวญโองการของพระองค์

เพียงคำเดียวในกุรอาน ที่กล่าวว่าอัลลอฮ์ทรงสร้าง ทรงกำหนด ในแง่รายละเอียดมีความหมายลึกซึ้ง และเราจะไม่มีทางมองออกเลยหากไม่พึ่งพาบรรดา อุลามาอฺ (นักวิชาการศาสนา)

พวกท่านอยู่กับการใคร่ครวญโองการของอัลลอฮฺตลอด พระองค์จึงประทานความสามารถให้ใคร่ครวญและเข้าใจ ว่าอะไรคือวิทยปัญญาในการสร้างและกำหนดของพระเจ้า

ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ กล่าวว่า :

"สติปัญญาเปรียบดั่งดวงตา วะฮีย์ (วิวรณ์) เปรียบดั่งแสงอาทิตย์ เฉกเช่นที่ดวงตาไม่อาจมองเห็นได้หากไร้ซึ่งแสงสว่าง สติปัญญาก็ไม่อาจตระหนักรู้ถึงความเป็นจริงได้หากปราศจากรัศมีการชี้นำจากพระผู้เป็นเจ้า"

หากใช้แค่ปัญญาและตรรกะ แต่ชีวิตประจำวันก็ฝ่าฝืนพระเจ้าไปด้วย อย่าหวังเลยว่าจะแตกฉานในวิทยปัญญาของอัลลอฮฺได้

ในอิสลาม ความรู้ต้องมาควบคู่กับการยำเกรงต่ออัลลอฮฺครับ ✅


การละทิ้งการตั้งภาคี (Shirk)

เนื้อหาต่อเนื่องจาก EP.5 นิยามและตัวอย่างของการตั้งภาคีแบบต่างๆได้อธิบายไปบ้างแล้ว

ส่วนของบทความตอนนี้จะยกตัวอย่างเพิ่มเติมครับ เป็นการตั้งภาคีที่ใกล้กับวิถีชีวิตของเรามาก และน่าเป็นห่วงที่สุด โดยที่เราเผลอทำไปโดยไม่รู้ตัว

หลักสำคัญที่ทุกคนต้องรู้คือ ทุกพิธีกรรมหรือเทศกาลที่มีรากฐานเกี่ยวข้องกับความเชื่อต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นความเชื่อของต่างศาสนา หากเราไปเข้าร่วม เข้าข่ายการตั้งภาคีได้ อันตรายครับ

เช่น วันคริสต์มาส เราอาจไม่คิดอะไร ดูแค่ภายนอกเห็นว่าน่าจะเข้าร่วมได้ มีการแลกของขวัญ ประดับต้นไม้สวยงาม แต่ที่มาของวันนี้เกี่ยวกับความเชื่อของคริสเตียนนั่นคือ การประสูติของพระเยซู (นบีอีซา) 🎄

พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าแบ่งภาคลงมาจุติเป็นพระบุตรเพื่อล้างบาปให้มนุษย์ และตายบนไม้กางเขน (ซึ่งขัดกับหลักความเชื่อของอิสลาม)

ยกตัวอย่าง : เราเรียนอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีชุดเครื่องแบบของตัวเอง ต้องใส่แต่เครื่องแบบของโรงเรียนตัวเองอยู่แล้วถูกไหมครับ 🏫

มีใครที่ใส่เครื่องแบบของโรงเรียนอื่นบ้างไหม สัปดาห์นี้เราใส่ชุดพละอีกโรงเรียนหนึ่ง แล้วบอกกับครูว่า "อย่าแบ่งแยกโรงเรียน เราต้องรักกันด้วยการใส่ทุกสี" ไม่มีนักเรียนแบบนี้แน่นอน

ขนาดสถาบันการศึกษายังต้องแยกให้รู้ว่าใครสังกัดสถาบันอะไร แล้วนี่ระดับความเชื่อศาสนาไม่ยิ่งกว่าหรอครับ ?

อิสลามห้ามเข้าร่วมเทศกาลเหล่านี้ เพราะเรามีจุดยืนศาสนาชัดเจน เพื่อเป็นการรักษาตัวตนของเรา

ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมโปรดเข้าใจ เทศกาลที่มุสลิมเข้าร่วมไม่ได้แล้วเห็นมุสลิมออกมาตักเตือนกัน มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องการเป็นศัตรูหรือแบ่งแยกกับศาสนาอื่น ไม่ใช่เลยครับ

อีกหนึ่งตัวอย่าง : บริษัทเลี้ยงฉลองด้วยหมูย่าง เพราะพนักงานส่วนใหญ่ไม่ใช่มุสลิม มุสลิมที่เหลือจึงบอกว่า "ผมไม่กินหมู" ทุกคนโอเค ไม่ได้ว่าอะไร

ทำไมเราไม่เอาเกณฑ์นี้มาแบ่งแยกผู้คนบ้าง พอเรื่องกินกลับเข้าใจกัน แต่ในอิสลามเรื่องความเชื่อการสักการะพระเจ้าองค์เดียวนั้นสำคัญมาก เทียบไม่ได้เลยกับเรื่องกินครับ

กินหมูบาปจริง ไม่ถึงขั้นตกศาสนา แต่ถ้าเข้าร่วมพิธีกรรมงานต่างๆที่สักการะพระเจ้าองค์อื่นแบบนี้เข้าข่ายตกศาสนา

ที่ผมจะสื่อคือ สังคมอย่าบีบทุกคนให้เหมือนกัน ทุกคนต้องมีสิทธิ์เป็นสิ่งที่ตัวเองเลือก ใครเชื่ออะไรก็ทำตามนั้น

แต่ที่น่าแปลกคือคนที่มีความเชื่อส่วนตัว ออกมาบอกว่าไม่ทำสิ่งนี้เพราะขัดกับความเชื่อที่เขายึดถือ คนอื่นกลับมองว่ามีปัญหา นี่คือความย้อนแย้งของสังคมไทยครับ

ในสังคมยุโรป การทักทายด้วยการจับมือ หรือกอดกัน พวกเขามองเป็นเรื่องปกติ

หากมีคนต่างเพศเข้ามาจะขอจับมือหรือกอดทักทายกับมุสลิม เราตอบปฏิเสธไปว่าทำไม่ได้เพราะศาสนาห้าม พวกเขาจะเข้าใจทันที

เพราะในสังคมคริสเตียน พวกเขาไม่กอดบาทหลวงกันอยู่แล้ว แต่ต่างตรงที่อิสลามเราไม่มีนักบวช ทุกคนทำตามบัญญัติเหมือนกันหมด ไม่มีใครต้องทำมากกว่าหรือน้อยกว่ากันครับ

เมื่อพวกเขา (โดยเฉพาะคริสเตียนชาวยุโรป) แห่ละเลยคำสอนของตนเองเพราะกระแสฆราวาสนิยม กลายเป็นมุสลิมที่ถือหลักคำสอนเคร่งครัดโดนถามอยู่ฝ่ายเดียว โดยสิ่งที่มุสลิมปฏิบัติกันอยู่ ในคัมภีร์ของพวกเขาก็มีบัญญัติสั่งไว้เช่นกัน (เช่นการคลุมผมของผู้หญิง) ทั้งยิวและคริสต์ แต่ไม่เคยมีใครตั้งคำถามกับความหย่อนยานเหล่านี้เลย

หากมุสลิมเข้าใจศาสนาเราจะไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในการอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของอัลลอฮฺ แต่เพราะเราไม่เข้าใจอะไรเลยต่างหาก ทำให้มุสลิมหลายคนไม่กล้าที่จะบอกตรงๆกับสังคมว่าเราเชื่ออะไรและปฏิบัติอย่างไรบ้าง

เพราะฉะนั้น มุสลิมต้องออกห่างไกลจากเทศกาลเหล่านี้ จงรักษาจุดยืนของตัวเองและจุดยืนของศาสนาให้มั่นคงครับ ☪️


สื่อกลาง (Tawassul) ที่อนุญาต และการตั้งภาคีเรื่องหลุมศพ

สื่อกลางที่อิสลามอนุญาต แบ่งได้เป็น 3 กรณี

1. การใช้พระนามของอัลลอฮฺเป็นสำนวนในการขอพร

เช่น เมื่อต้องการขอสิ่งหนึ่งต่อพระเจ้า "โอ้อัลลอฮฺ พระองค์ผู้ทรงเมตตา กรุณา ทรงให้ ทรงช่วยเหลือ ขอพระองค์ช่วยให้ข้าพเจ้าผ่านพ้นบททดสอบของพระองค์ด้วยเถิด" แบบนี้ทำได้ ถือเป็นมารยาทในการขอต่อพระเจ้า

2. การใช้ความดีเป็นสื่อกลางในการขอต่อพระเจ้า

เช่น จะขอต่ออัลลอฮฺ ทำการละหมาดก่อน หลังละหมาดจึงขอดุอาอฺ ประเสริฐกว่าขอโดยตรงแน่นอน

ต้องการหายป่วย นำเงินไปบริจาคช่วยคนจน ต่อจากนั้นมาขอต่ออัลลอฮฺด้วยกับการงานของการบริจาคที่ทำไปเพื่อพระองค์ ขอพระองค์ช่วยให้ผมหายป่วย แบบนี้ทำได้

3. การไปหาผู้ที่มีชีวิตอยู่ ให้เขาช่วยขอพรต่อพระเจ้าให้ตัวเอง

แบบนี้ทำได้ เพราะบรรดาสาวกนบีก็เคยขอให้นบีทำแบบนี้ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ (ย้ำว่าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น)

อิสลามอนุญาตแค่สามกรณีนี้ครับ

นอกเหนือจากนี้ ถือเป็นการตั้งภาคีทั้งหมด โดยเฉพาะ หลุมศพ สื่อกลาง และดวงวิญญาณคนตาย

ส่วนใหญ่เป็นความเชื่อของกลุ่ม ซูฟี ชีอะห์ พวกนี้เชื่อว่าระหว่างเราและพระเจ้าต้องมีสื่อกลางที่เป็นคนตายขอพรต่อพระเจ้าแทนเรา พวกเขาเชื่อว่าคนเหล่านี้มีฐานะสูงส่งกว่าเรา อัลลอฮฺตอบรับคำขอได้ง่ายกว่าเราขอเองโดยตรง นี่เป็นความเชื่อที่เลยเถิด เทิดทูนคลั่งไคล้คนตาย จนเป็นเหตุของการขอพรต่อคนตายครับ (ถือเป็นโรคร้ายแรงในสังคมอิสลาม)

ประเด็นที่มันเข้าข่ายการตั้งภาคีคือ

  1. เชื่อว่าคนตายมีอำนาจที่จะได้ยินเสียงคนเป็น รู้สิ่งที่คนเป็นต้องการ นี่เป็นพลังเหนือธรรมชาติ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะโลกของคนตายกับคนเป็นอยู่คนละมิติกันแล้ว แบบนี้เข้าข่ายมอบอำนาจลี้ลับให้คนตาย

  2. เรากำลังแอบอ้างว่า อัลลอฮฺให้สิทธิ์แก่คนในหลุมศพทำการชะฟาอะฮฺ (ขอให้) เดี๋ยวนั้นเลย เราฟันธงว่าอัลลอฮฺให้สิทธิ์คนตายในหลุมศพขอพรให้คนเป็นได้ ณ เวลานั้นเลย ซึ่งเงื่อนไขการให้สิทธิ์คนดี ชะฟาอะฮฺ (ขอให้) คนอื่น สำคัญคืออัลลอฮฺต้องอนุญาตก่อน จะพบได้ในวันกิยามะฮฺเท่านั้น ไม่ใช่ในปัจจุบัน

ใครก็ตามที่อ้างว่าไปขอต่อหลุมศพ ให้หลุมขอพระเจ้าอีกที ผู้ที่อ้างแบบนี้ ได้กระทำ พฤติกรรมเดียวกัน กับพวกอาหรับในสมัยนบีมุฮัมหมัดแล้ว

อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัซ-ซุมัร โองการที่ 3 ว่า :

وَٱلَّذِينَ ٱتَّخَذُوا۟ مِن دُونِهِۦٓ أَوْلِيَآءَ مَا نَعْبُدُهُمْ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَآ إِلَى ٱللَّهِ زُلْفَىٰٓ

"และบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ"

พวกอาหรับตั้งภาคีสมัยนบียอมรับว่าตั้งภาคีจริงๆ เพื่อให้ใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ

แต่พวกตั้งภาคีสมัยนี้ไม่ยอมรับว่าพฤติกรรมตัวเองตั้งภาคี ทั้งๆที่เป็นรูปแบบเดียวกันกับคนในอดีต สุดท้ายจะใช้คำไหนก็เข้าข่ายเหมือนกัน ไม่รอดอยู่ดี

ในตอนท้ายของ ซูเราะฮฺ อัซ-ซุมัร โองการที่ 3 อัลลอฮฺได้กล่าวต่อว่า :

إِنَّ ٱللَّهَ يَحْكُمُ بَيْنَهُمْ فِى مَا هُمْ فِيهِ يَخْتَلِفُونَ ۗ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَهْدِى مَنْ هُوَ كَـٰذِبٌۭ كَفَّارٌۭ

"แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องนั้น แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำทางแก่ผู้กล่าวเท็จ ผู้ไม่สำนึกบุญคุณ"

การตั้งภาคีห้ามในอิสลามเป็นที่ชัดเจนว่าต้องถูกกำจัดให้หมด 🔴

คนที่เชื่อพระเจ้าองค์เดียวยังไม่พอในการเป็นมุสลิม เพราะมีสิทธิ์หลงที่จะเชื่อในสื่อกลางด้วย พวกซูฟีอ้างว่าหากเชื่อว่ามีพระเจ้าสององค์ถึงจะเรียกว่าเป็นการตั้งภาคี แบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะสื่อกลางก็เข้าข่ายการตั้งภาคีเช่นกัน

รายงานจาก ท่านอับดุลลอฮฺ (บิน มัสอูด) เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า :

قَالَ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم كَلِمَةً وَقُلْتُ أُخْرَى قَالَ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم ‏ "‏ مَنْ مَاتَ وَهْوَ يَدْعُو مِنْ دُونِ اللَّهِ نِدًّا دَخَلَ النَّارَ ‏"‏‏.‏ وَقُلْتُ أَنَا مَنْ مَاتَ وَهْوَ لاَ يَدْعُو لِلَّهِ نِدًّا دَخَلَ الْجَنَّةَ‏.‏ ‏ ท่านนบี (ﷺ) ได้กล่าวประโยคหนึ่ง และฉันได้กล่าวอีกประโยคหนึ่ง ท่านนบี (ﷺ) ได้กล่าวว่า : "ผู้ใดที่เสียชีวิตลงโดยที่เขายังคงวิงวอนขอต่อสิ่งอื่นใดให้เป็นภาคี (คู่เคียง) เทียบเท่ากับอัลลอฮฺ เขาจะได้เข้านรก"

และฉัน (อับดุลลอฮฺ) ได้กล่าวว่า : "ผู้ใดที่เสียชีวิตลงโดยที่เขาไม่ได้วิงวอนขอต่อสิ่งใดให้เป็นภาคีเทียบเท่ากับอัลลอฮฺ เขาจะได้เข้าสวรรค์"

ที่มา : เศาะฮีฮฺ อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 4497


การตั้งภาคีที่แฝงในสื่อบันเทิงและชีวิตประจำวัน

นอกจากเรื่องหลุมศพแล้ว ยังมีการตั้งภาคีแอบแฝงมาในรูปแบบอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัว

ยกตัวอย่างที่พบเจอในสังคมไทย :

1. ประเพณีรับน้อง 🎓

การคล้องสายสิญจน์ ถ้ามุสลิมไม่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าทำไม่ได้แล้วยอมทำตาม ล่วงล้ำสู่การตั้งภาคีแน่นอน

2. ภาพยนตร์และละคร 📺

ฐานเดิมบาปอยู่แล้ว เพราะหนีไม่พ้นต้องเห็นผู้หญิงเปิดเผยเรือนร่าง ดนตรี การกระทำบาปต่างๆ และมันจะกลายเป็นการตั้งภาคีถ้าละครนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งภาคี เช่น การกราบไหว้เทพเจ้า เล่นไสยศาสตร์

หลายคนให้เด็กดูละครกับตัวเองด้วยแถมไม่ได้สนใจ พอบอกว่าละครเหล่านี้อันตราย จะชอบอ้างว่าตัวเองแยกแยะได้ แล้วเด็กแยกแยะได้แบบเราไหม ?

ได้ยินคำอุทานในละคร อุทานตามอีก เช่น "คุณพระช่วย" หรือ "แม่เจ้า" เข้าข่ายการขอความช่วยเหลือสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺอีก อันตรายทุกทาง

3. เพลง 🎶

หลายเพลงในปัจจุบันมีเนื้อหาที่พูดถึงการตั้งภาคี ด่าทอพระเจ้า พูดถึง "พรหมลิขิต" เราฟังแล้วร้องตาม วาจาล่วงล้ำสู่การตั้งภาคีต่อพระเจ้า แบบนี้มีเยอะมากในไทย แล้วในวันตัดสินเราจะไปตอบกับอัลลอฮฺอย่างไร ?


บทสรุป

1. มองหาความหมายเบื้องหลังอุปสรรค เมื่อผิดหวังหรือขอพรแล้วไม่ได้ อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน หรือใช้อารมณ์ตัดพ้อต่อพระเจ้า แต่ควรใช้สติปัญญาคิดให้ดีว่าอาจมี "วิทยปัญญา" หรือสิ่งที่ดีกว่าซ่อนอยู่เบื้องหลังการกำหนดของพระองค์ก็ได้ ✅

2. จงเลิกโทษพระเจ้าแล้วหันมาโทษตัวเอง ที่ทำบาปกันอยู่มาจากทางเลือกของตัวเองทั้งนั้น พระเจ้าสร้างให้มี Free Will ยับยั้งความชั่วได้ แต่เรากลับไม่ใช้เอง ✅

3. ความผิดพลาดคือบทเรียนแห่งความเมตตา ธรรมชาติที่ผิดพลาดได้ของมนุษย์ มีไว้เพื่อสอนให้เราตระหนักถึงความอ่อนแอของตนเอง และเรียนรู้ที่จะให้อภัยผู้อื่น เมื่อเราเข้าใจหัวอกของการเป็นผู้ทำผิดพลาด ✅

4. จุดยืน ≠ แตกแยก การรักษาจุดยืนของอิสลาม และปฏิเสธการเข้าร่วมประเพณีหรือพิธีกรรมที่ขัดกับศาสนา ไม่ใช่การสร้างความเกลียดชังหรือความเป็นศัตรูกับเพื่อนมนุษย์ ✅

5. รู้เท่าทันสื่อและคำพูดในชีวิตประจำวัน ควรออกห่างจากการเสพสื่อบันเทิง ฟังเพลง หรือแม้แต่การใช้คำอุทาน เพราะค่านิยมหรือความเชื่อที่ผิดเพี้ยนมันซึมซับเข้าสู่ความคิดของเราได้โดยไม่รู้ตัว ✅


จบแล้วครับเนื้อหาใน EP.5 หนึ่งในตอนสำคัญที่สุด สำหรับการตอบคำถามใหญ่ของผู้ที่สงสัยในอิสลาม

ผมหวังว่าผู้อ่านทุกคนจะเข้าใจคำว่า "วิทยปัญญา" ของพระเจ้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ ทุกสิ่งที่พระองค์สร้างและกำหนด มีเหตุผลเบื้องหลังเสมอ ❤️

ผมแนะนำให้ดูคลิปเต็มอีกเช่นเคย เพื่อฟังการเปรียบเทียบเพิ่มเติมที่ผมไม่ได้ยกมาครับ

และไฮไลต์สำคัญของตอนนี้ ไม่มี Q&A แต่มี ผู้กล่าวคำปฏิญาณตนรับอิสลาม สดๆกับอาจารย์อามีนท้ายคลิปครับ อยากให้ทุกคนได้ฟังมุมมองของมุสลิมใหม่ท่านนี้จริงๆ ☪️

ฟังคลิปเต็มได้ที่นี่ 👉🏼 ตอนที่ 6 ความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับการศรัทธาต่อพระเจ้า : ซีรีส์ อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ

ฝากกดติดตามบล็อกผมไว้ด้วยนะครับ 👉🏼rasheedz

แล้วพบกันใหม่ใน EP. ถัดไปครับผม 👊🏼

📚 อ่านซีรีส์อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ EP. อื่นๆ ได้ที่นี่ : 🎞️

[EP.1] จุดเริ่มต้นสำหรับผู้สนใจอิสลาม : ไขข้อข้องใจง่ายๆ ใน 6 ข้อ

[EP.2] ไขข้อสงสัยเรื่องพระเจ้า : เข้าใจง่ายๆ ผ่านสิ่งรอบตัว

[EP.3] สติปัญญาพิสูจน์พระเจ้า : ปริศนาความตายและรหัสลับ DNA

[EP.4] ทำไมต้องมีพระเจ้าองค์เดียว : สัจธรรมบนความสมเหตุสมผล

[EP.5] ชิริก (Shirk) คืออะไร : สำรวจความร้ายแรงของการตั้งภาคีในอิสลาม

[EP.6] หากพระเจ้ามีจริง ทำไมโลกถึงเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและเจ็บปวด?

[EP.7] เร็วๆนี้...

สองมหาสมุทรที่ไม่บรรจบกัน