เนื้อหาในบทความนี้มาจากคลิป 👉🏼 ตอนที่ 9 สถานะอันยิ่งใหญ่ของท่านนบีมุฮัมหมัดﷺ : ซีรีส์ อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ

🎙️ บรรยายโดย อาจารย์อามีน ลอนา

(ใครยังไม่ได้อ่าน EP ก่อนหน้า ตามไปอ่านกันก่อนที่ลิสต์ท้ายบทความครับ 👇🏼)

ยังอยู่ในเรื่องของนบีมุฮัมหมัดอีกหนึ่งตอนครับ นอกจาก 3 ข้อ ในตอนที่แล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยให้เราได้เรียนรู้กันในสถานะของการเป็นนบี มาเสริมในตอนนี้ครับ

ก่อนจะเข้าเนื้อหา อาจารย์อามีนได้ฝากให้มุสลิมทุกคนช่วยกันขอดุอาอฺ (ขอพร) ต่ออัลลอฮฺ ให้คนที่ทำงานศาสนาในไทยประสบกับความสะดวกราบรื่นในการเผยแผ่สัจธรรมให้ปรากฎในหน้าแผ่นดิน และไปสู่กลุ่มคนต่างๆที่ยังไม่เข้าใจอิสลามให้มากขึ้นครับ 🤲🏼

และผมก็หวังว่างานเขียนที่ผมทำ จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจอิสลามมากขึ้นเช่นกัน

เราไปเข้าเนื้อหากันเลยครับ


การปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่

น้อยคนจะรู้ว่าอิสลาม ห้ามเรื่องดอกเบี้ย 💸

อย่างที่เราเห็นกันว่าระบบดอกเบี้ยกดขี่มนุษย์ เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมสูงขนาดไหน ปัจจุบันดอกเบี้ยแทบจะอยู่ในทุกส่วนของชีวิตเรา เช่น การกู้ยืม ค้าขายต่างๆ

ในขณะที่อาณาจักรอื่นๆใช้ระบบดอกเบี้ยเป็นเรื่องปกติ

แต่เมื่อท่านนบีนำอิสลามมาเผยแผ่ ทำให้โลกอิสลามทำการค้าขายแบบปราศจากการขูดรีดและดอกเบี้ยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


การสร้างสังคมที่ปราศจากการเอาเปรียบกัน

ในอิสลาม ทุกคนเท่าเทียมกันและปฏิบัติตามกฎระเบียบจากพระเจ้าแบบเดียวกันทั้งหมด ไม่มีใครทำมากกว่าหรือทำน้อยกว่า อิสลามจึงไม่มี นักบวช 🚫

มีข่าวที่ผู้หญิงแต่งตัวไม่เรียบร้อย เข้าไปทำพิธีในโบสถ์ และนักบวชก็เผลอแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิง กลายเป็นดราม่าในโซเชียล

มีทั้งฝั่งที่ติผู้หญิงว่าเข้าศาสนสถานควรแต่งตัวให้เรียบร้อย กับอีกฝั่งที่ตินักบวชว่าไม่ควบคุมตัวเอง วางตัวไม่ดี

แต่ในมุมอิสลามเราติทั้งคู่ครับ ผู้หญิงควรแต่งตัวปกปิดให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ผู้ชายก็ควรวางตัวให้ดีควบคุมตัวเองให้ได้ด้วย

ผมว่าทุกคนเห็นตรงกันว่ากรณีนี้ควรทำยังไงถึงจะดีและเหมาะสม เรารู้ว่าการเปิดเผยเรือนร่าง การที่ผู้ชายที่ไม่ใช่สามีมาแตะเนื้อต้องตัวเป็นสิ่งที่ผิด

แล้วทำไมเราไม่ให้ทุกคนอยู่ใต้กฎนี้?

ทำไมเมื่ออิสลามสั่งห้าม ถึงถูกมองว่ามีปัญหา ทั้งๆที่อิสลามคือศาสนาที่พยายามรักษาความดีโดยไม่จำแนกผู้คนด้วยซ้ำ

เมื่อเราบอกว่าการเปิดเผยเรือนร่างของสตรีเป็นสิ่งที่ไม่ควร มันต้องไม่ควรทั้งฆราวาสและนักบวช และต้องใช้กฎนี้กับทุกๆสถานที่ด้วย

ในปัจจุบัน ทำไมสตรีถึงแต่งตัวเรียบร้อยเมื่อต้องเข้าศาสนสถาน แต่เมื่ออยู่ข้างนอกกลับแต่งตัวเปิดเผยยังก็ได้

ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ คนนอกมองมาที่มุสลิมแล้วบอกว่ามุสลิมเคร่ง เรื่องเยอะ มีปัญหา แต่พอเป็นนักบวชที่เคร่งเหมือนกันในความเชื่อของพวกเขากลับไม่ว่าอะไร

"อิสลามใช้ความถูกต้อง มาก่อนความถูกใจ"

อิสลามถูกมองแง่ลบเพราะขัดกับความอยากของมนุษย์ พวกคุณจะไม่ชอบอิสลามเพราะเรื่องแบบนี้จริงๆหรือ?

เมื่ออิสลามเห็นสังคมเสียหายเราต้องเข้าหาสังคมและเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เอาตัวรอดอยู่คนเดียว นี่ไม่ใช่จุดยืนของอิสลามครับ ☪️


อิสลามปฏิเสธการกราบไหว้มนุษย์

แม้แต่นบีมุฮัมหมัดมุสลิมก็ไม่กราบไหว้ และท่านได้สั่งห้ามไว้เด็ดขาดแล้ว

ประเด็นคือมีคนยกหะดีษบทหนึ่ง สำนวนประมาณว่า "ใครที่ดื่มปัสสาวะของนบีมุฮัมหมัด จะปลอดภัยจากไฟนรก" แล้วอ้างว่านี่แหละคือหลักฐานว่ามุสลิมกราบไหว้บูชานบีมุฮัมหมัด

ผมขออธิบายเรียงลำดับตามนี้ครับ :

1.ถ้าสมมติ (ย้ำอีกครั้งว่าสมมติ) อิสลามสอนแบบนี้จริงๆ ผมถามกลับว่าประโยคไหนสื่อถึงการกราบไหว้?

ในอิสลาม การจะนับว่าทำแบบไหนเข้าข่าย กราบไหว้ หรือไม่ ต้องย้อนดูตัวบทหลักฐานจากศาสนาครับ ไม่ใช่ตีความเอาเองตามความรู้สึก

ยกตัวอย่าง : น้ำซัมซัม (น้ำศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์ตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม)

ในอิสลามบอกว่าผู้ที่ดื่มน้ำซัมซัมแล้วขอพรต่ออัลลอฮฺ พระองค์จะตอบรับ น้ำนี้มีความประเสริฐกว่าการขอพรแบบธรรมดา ด้วยกับพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่าน้ำซัมซัมมีอิทธิฤทธิ์โดยตรงที่จะตอบรับพรของเราครับ

การที่สิ่งๆหนึ่งพระเจ้าให้ฐานะมีความพิเศษ มันคนละอย่างกันเลยกับการเคารพกราบไหว้

ปัญหาคือวิธีคิดของกลุ่มคนที่อคติกับอิสลาม หรือสมาทานแนวคิดเสรีนิยม พวกเขามีความเลยเถิดในการมองประเด็นให้มนุษย์มีสถานะ เสมอกัน โดยไม่มีความประเสริฐหรือความเหลื่อมล้ำกันเลย

เพราะแบบนี้พวกเขาจึงพยายามรื้อถอนเรื่อง ฐานะของแม่กับลูก เกิดวาทกรรมเลวร้ายขึ้นมาที่บอกว่า "ลูกเป็นเพียงผลลัพธ์ความสนุกจากพ่อแม่"

พ่อแม่ไม่ได้ถามลูกก่อน ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเรียกร้องการเชื่อฟังและการเคารพจากลูก สิ่งนี้นำไปสู่การนิยามอะไรที่เลอะเทอะหมด พอได้ยินคำสอนของอิสลามที่บอกว่านบีมีฐานะพิเศษกว่าคนทั่วไป = เข้าใจว่ามุสลิมกราบไหว้นบี นี่คือตรรกะวิบัติครับ ❌

แม่ก็คือแม่ มีฐานะต้องได้รับการปฏิบัติโดยการเชื่อฟังจากลูก

ศาสตราจารย์กับนักศึกษายังมีสถานะที่แตกต่างกัน ปฏิบัติคนละแบบ ไม่ใช่ว่าในโลกวิชาการจะฟังทุกคนโดยเท่าเทียมกัน

นบีมีความพิเศษด้วยกับพระประสงค์ของอัลลอฮฺ จากหะดีษ ฐานะของท่านคือการชะฟาอะฮฺ (ขอให้พระเจ้าอภัยโทษ) ให้มนุษย์ผู้ศรัทธาได้ในวันกิยามะฮฺ

ข้ออ้างแรกนี้สรุปได้ว่า การกินดื่มไม่ใช่การบูชา สมมติดื่มปัสสาวะของนบีมุฮัมหมัดแล้วปลอดภัยจริง ปัสสาวะมันไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์โดยตัว แต่ผู้ที่ให้เรารอดพ้นปลอดภัยคืออำนาจของอัลลอฮฺ

2.นบีมีความพิเศษอะไรบ้าง เราพูดเองไม่ได้ ต้องกลับไปหาหลักฐานในศาสนา นั่นคืออัลกุรอานและอัลหะดีษ

เริ่มจากคัมภีร์อัลกุรอาน ไม่มีบทใดเลยที่สอนให้ดื่มปัสสาวะของนบีได้

ต่อมาในอัลหะดีษ (คำพูด การกระทำ และการยอมรับของนบีมุฮัมหมัด) ตรงนี้ทุกคนต้องรู้ก่อนว่าหะดีษในอิสลาม มีการแบ่งเกรดหรือระดับของหะดีษแต่ละบทด้วย ไม่ใช่ว่าทุกหะดีษที่หาเจอในเว็บไซต์ (บางคนไม่เคยอ่านหะดีษจากตำราเลยด้วยซ้ำ) จะใช้ยกมาเพื่อเป็นหลักฐานโจมตีอิสลามได้หมด

ภาพหนังสือหะดีษ

ระดับความน่าเชื่อถือของหะดีษแบ่งได้เป็น 3 ระดับหลัก

1. หะดีษเศาะฮีฮฺ เป็นหะดีษที่ถูกถ่ายทอดผ่านกลุ่มคนที่มีความจำแม่นยำสูง

2. หะดีษฮะซัน เป็นหะดีษที่ถูกถ่ายทอดผ่านกลุ่มคนที่มีความจำแม่นยำเหมือนกัน แต่ไม่เท่ากับคนกลุ่มแรก

3. หะดีษฎออีฟ เป็นหะดีษที่ถูกถ่ายทอดผ่านกลุ่มคนที่ความจำไม่ดี ไม่มีประวัติถูกรับรอง

ใน 3 ระดับนี้ 2 ระดับแรกสามารถใช้เป็นหลักฐานทางศาสนาได้ แต่ระดับฎออีฟ ถือว่าเป็นหะดีษสถานะอ่อน ใช้เป็นหลักฐานทางศาสนาไม่ได้

นักวิชาการในวงการหะดีษจะรู้ดีว่าใครเป็นศิษย์ของใคร ท่องจำอย่างไร ประวัติชีวิตเป็นยังไงบ้าง (ให้รู้ไว้ว่าการจัดสถานะหะดีษมีที่มาที่ไป ในที่นี้ยกมาแค่ระดับความจำ แต่จริงๆแล้วมีรายละเอียดให้ตรวจสอบนอกจากนี้อีกเยอะครับ)

และหะดีษบทนี้จัดอยู่ในระดับ ฎออีฟ

อิมาม อัฏ-เฏาะบะรอนีย์ ในหนังสือ มุอฺญัม กล่าวว่าผู้รายงานหะดีษบทนี้ ไม่ถูกรับรองความน่าเชื่อถือ ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เราเรียกแบบนี้ในอิสลามว่า เป็นคนที่ประวัติไม่เป็นที่รับรู้ ไม่มีประวัติมากพอนั่นเอง 👤

จากข้อมูลทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่มีหลักฐานที่ถูกต้อง ปัสสาวะของนบีก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่สะอาด เป็นนะญิส (สิ่งสกปรก) เหมือนกับของมนุษย์คนอื่น ไม่ได้มีความวิเศษอะไรครับ


กฎหมายชนกลุ่มน้อยในอิสลาม

ก่อนการมาของอิสลาม ประชาชนที่นับถือศาสนาไม่ตรงกับศาสนาหลักของรัฐในพื้นที่นั้นๆจะถูกกดขี่ รังแก และมีสิทธิจำกัด

เมื่อถึงยุคของอิสลาม การปกครองในรัฐอิสลามเรามีสิทธิให้คนที่ไม่ใช่มุสลิมอยู่ร่วมกันกับมุสลิมได้

อิสลามเป็นศาสนาแรกในโลกที่ระบุไว้ชัดเจนในคัมภีร์อัลกุรอานว่า ห้ามบังคับคนด้วยกำลังให้รับอิสลาม

ทุกคนสามารถอยู่ในรัฐอิสลามได้ แม้ว่าจะไม่ได้นับถืออิสลามก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องจ่ายภาษี ในขณะที่ประวัติศาสตร์ยุโรป คริสตจักรไล่สังหารคนที่ไม่ศรัทธาไปเยอะ โลกเวลานั้นไม่มีสิทธิให้ชนกลุ่มน้อยในรัฐเลย 🌍

อิสลามกล่าวถึงสิทธิเหล่านี้ก่อนที่ชาวยุโรปจะสร้างแนวคิดเสรีนิยมขึ้นมาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะ John Locke

อาจารย์ท่านหนึ่งของ John Locke เคยเดินทางไปอียิปต์ เพื่อศึกษาตำราของมุสลิม เขาเจอกฎว่าด้วยสิทธิของชนกลุ่มน้อยในรัฐอิสลาม ที่มีชาวยิว คริสเตียน โซโรอัสเตอร์ อาศัยอยู่ร่วมกันได้

อิทธิพลบางประการของเสรีนิยม มีความเป็นไปได้ว่าอาจได้รับอิทธิพลจากอิสลามในส่วนนี้

นอกจากเรื่องการปกครองแล้ว ในระดับบุคคล ท่านนบีก็ยังเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ให้มุสลิมปฏิบัติตามเช่นกัน


การเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ของนบีมุฮัมหมัด

บรรดาศาสดาท่านก่อนๆ เมื่อเสียชีวิตไป หนีไม่พ้นคนเอาหลุมศพมาเคารพ ทำให้คำสอนที่ทุกศาสดาส่งมาในเป้าหมายหลักเดียวกันคือ ให้เคารพสักการะพระเจ้าองค์เดียว ถูกเปลี่ยนแปลงไป เกิดความเชื่อใหม่ๆขึ้นที่ผิดเพี้ยนจากแนวทางเดิม ❌

ท่านนบีมุฮัมหมัดนำอิสลามมาประกาศและออกคำสั่งชัดเจน ว่าอย่าเคารพสักการะตัวท่าน เพราะนบีก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา มีเจ็บ ป่วย ตาย เหมือนคนปกติ ท่านประเสริฐกว่าเราในแง่ของคุณธรรม แต่เราจะไม่กราบไหว้ท่าน รูปเคารพก็ห้ามทำเช่นกัน

ท่านนบีเป็นแบบอย่างของเราในทุกมิติของชีวิต

ทั้งการแปรงฟัน การดูแลร่างกาย การใส่น้ำหอม

การมีภรรยา ก็ดูแบบอยากจากท่านนบี จะปฏิบัติตัวเป็นสามีที่ดีอย่างไร อิสลามไม่ได้ถือหลักคิดที่ว่าศาสดาต้องห้ามมีภรรยา การมีคู่ครองคือสัจธรรมของมนุษย์ทุกคนที่หนีไม่ได้ และมันไม่ใช่แค่เรื่องเพศสัมพันธ์ แต่มีรายละเอียดความรับผิดชอบมากกว่านั้น

ท่านเป็นแบบอย่างตั้งแต่การมีภรรยาคนเดียว ภรรยาหลายคน หรือช่วงอายุและสถานะของภรรยา มีทั้งคนที่เป็นแม่หม้ายอายุมากกว่าและภรรยาอายุน้อย

ตอบโต้ข้อกล่าวหาว่าท่านนบีมุฮัมหมัดแต่งงานกับเด็ก

ส่วนนี้นี่เองครับ ที่ปัจจุบันเหล่าผู้เกลียดชังอิสลามใช้ข้อกล่าวหานี้โจมตีใส่ร้ายท่านนบีมุฮัมหมัดว่าท่านแต่งงานกับเด็กอายุ 9 ขวบ (ท่านหญิงอาอิชะฮฺ) และเรามีคำอธิบายเรื่องนี้อยู่แล้วครับ

จากหนังสือ The Islamophobe's Glass House เขียนโดย Ibn al-Hashimi กล่าวว่า ทุกอารยธรรมก่อนการมาของอิสลาม ช่วงวัยแต่งงานของผู้หญิงมีตั้งแต่ 8 ขวบขึ้นไป

และในมุมของการแพทย์ สตรีเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ในช่วงอายุต่างกัน ไม่ได้มีอายุตายตัว

ในหนังสือมีกล่าวถึงช่วงอายุต่างๆในแต่ละความเชื่ออีกมากมาย ใครอยากศึกษาเพิ่มเติม ผมมี e-book เล่มนี้ ฉบับแปลไทยให้อ่านกันด้วยครับ คลิกที่นี่เลย 👉🏼 เรือนกระจกของผู้เกลียดชังอิสลาม (The Islamaphobe's Glass House)

มีบันทึกคำพูดของท่านหญิงอาอิชะฮฺ เมื่อท่านอายุ 9 ปี ท่านเข้าสู่วัยสาวและมีประจำเดือนแล้ว ทั้งข้อมูลการแพทย์และข้อมูลประวัติศาสตร์ล้วนเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในยุคสมัยนั้น (อายุ 9 ขวบในสมัยเมื่อ 1,400 ปีที่แล้ว กับ 9 ขวบในปัจจุบัน ปัจจัยต่างกันมาก ทั้งสภาพแวดล้อมและสงคราม อย่าเอามาตรฐานปัจจุบันไปเทียบกับอดีตครับ)

การยอมรับนบีมุฮัมหมัดจากนักประวัติศาสตร์โลก

นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน Michael H. Hart เขียนหนังสือ The 100: A Ranking of the Most Influential Persons in History

100 ลำดับบุคคลผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

เกณฑ์เงื่อนไขการพิจารณามีหลายอย่าง เช่น ทางด้านจิตวิญญาณ การเมือง ศีลธรรม วิทยาการ ฯลฯ เขายกให้นบีมุฮัมหมัดเป็นอันดับ 1 ผู้มีอิทธิพลในทุกด้านของการใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์ ☝🏼

และการวิเคราะห์ของเขายังเป็นจริงอยู่ถึงปัจจุบัน ท่านนบีมุฮัมหมัดคือมนุษย์ที่ถูกสรรเสริญมากที่สุด ในการละหมาดทุกๆวัน จากมุสลิมทั่วโลก

اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ

"โอ้อัลลอฮฺ ขอทรงโปรดประทานพร (ความเมตตา, ความจำเริญ) แก่นบีมุฮัมหมัด และแก่วงศ์วาน (ครอบครัว) ของท่าน"

ไม่มีมนุษย์คนใดในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกชีวประวัติได้ละเอียดเท่ากับนบีมุฮัมหมัดอีกแล้ว ด้วยกับรูปแบบการถ่ายทอดที่น่าสนใจจากศาสตร์หะดีษ ท่านกินอะไร ไว้ทรงผมแบบไหน มีผู้บันทึกไว้ละเอียดมาก

มีคนท่องจำคำพูด บันทึกประวัติของท่านเป็นลายลักษณ์อักษร และพร้อมพลีชีพเพื่อปกป้องสิ่งนี้อีกด้วย

เรียกว่าท่านเป็นแบบอย่างของความดีทุกมิติในฐานะมนุษย์ให้เราปฏิบัติตามได้ เพราะท่านก็เป็นคนเหมือนกัน แม้เราทำตามไม่ได้หมดทุกอย่าง แต่ต้องพยายามทำตัวเองให้ดีและใกล้เคียงกับท่านให้มากที่สุด ✅

"ใครปฏิบัติตามคำสอนของท่านนบี จะไม่พบกับความขาดทุนอย่างแน่นอน"


ตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ความรุนแรง

ปัจจุบันมีแฟนเพจของลัทธิเอทิสต์บิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับอิสลามหลายอย่าง อีกเคสคือการกล่าวหาว่า ท่านนบีตีท่านหญิงอาอิชะฮฺ

จุดแรกเลยคือการแปลผิด ในภาษาไทย คำว่า ตี ไม่จำเป็นต้องรุนแรงเสมอไป เช่น ผู้หญิงตีแขนผู้ชายเพราะเขิน ในลักษณะนี้เป็นการตีแบบเบาๆ ไม่ใช่บอกว่าตีต้องหมายถึงทำร้ายร่างกายรุนแรงทุกกรณี 🔴

สมมติว่าในหะดีษนี้ท่านนบีตีท่านหญิงอาอิชะฮฺจริง ต่อมาที่ต้องคิดคือ เป็นการตีแบบไหน ในบริบทของภาษาอาหรับ คนที่อ้างแบบนี้มาโจมตีปัญหาคือแปลหะดีษไม่ตรง และชอบไปแปลมาจากภาษาอังกฤษ ไม่ได้แปลมาโดยตรงจากตัวบทภาษาอาหรับ

ในหะดีษบทนี้ แปลว่า กด เป็นการกดเฉยๆเอานิ้วจิ้มหน้าอกเพื่อเตือนสตินาง ไม่ใช่การตีแบบเลือดตกยางออก

เหตุการณ์ในหะดีษบทนี้ เพราะนบีออกจากบ้านไปช่วงดึก ท่านหญิงอาอิชะฮฺคิดว่านบีออกไปหาภรรยาอีกคน แต่ไม่ใช่ ท่านไปกุโบร์ (สุสาน) เพื่อระลึกถึงความตาย นบีจึงกลับมาเตือนสตินาง โดยการกด ท่านไม่ได้อธรรมภรรยา ท่านหญิงเลยบอกว่ารู้สึกเจ็บ ไม่ใช่เจ็บเพราะการตบตี

รายงานจาก ท่านหญิงอาอิชะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เล่าว่า :

مَا ضَرَبَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم شَيْئًا قَطُّ بِيَدِهِ وَلاَ امْرَأَةً وَلاَ خَادِمًا إِلاَّ أَنْ يُجَاهِدَ فِي سَبِيلِ اللَّهِ وَمَا نِيلَ مِنْهُ شَىْءٌ قَطُّ فَيَنْتَقِمَ مِنْ صَاحِبِهِ إِلاَّ أَنْ يُنْتَهَكَ شَىْءٌ مِنْ مَحَارِمِ اللَّهِ فَيَنْتَقِمَ لِلَّهِ عَزَّ وَجَلَّ ‏.‏

"ท่านรอซูลุลลอฮฺ (ﷺ) ไม่เคยใช้มือของท่านทุบตีสิ่งใดเลย ไม่ว่าจะเป็นภรรยา หรือคนรับใช้ เว้นแต่เมื่อท่านทำการต่อสู้ (ญิฮาด) ในหนทางของอัลลอฮฺ และท่านไม่เคยแก้แค้นเอาคืนเป็นการส่วนตัวต่อผู้ที่ล่วงเกินท่านเลย เว้นแต่เมื่อสิ่งต้องห้ามของอัลลอฮฺถูกละเมิด ท่านก็จะทำการลงโทษ (เพื่อปกป้องบทบัญญัติ) เพื่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงเกียรติและทรงเกรียงไกร"

ที่มา : เศาะฮีฮฺ มุสลิม หมายเลข 2328

หะดีษบทนี้รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺเอง แสดงให้เห็นว่าท่านนบีไม่เคยตบตีใครไม่ว่าจะเป็นภรรยาหรือทาสของท่าน

ทั้งหมดนี้ทำให้รู้ว่าเพจทั้งหลายที่ใช้โจมตีอิสลามคงมีความสามารถแค่นี้ เหล่าผู้ที่อคติกับอิสลามทำอะไรเราไม่ได้ จะกล่าวหาอิสลามก็เอาหะดีษฎออีฟมาใช้ พอเอาหะดีษเศาะฮีฮฺมาใช้ก็แปลผิดอีก ผู้เป็นมุสลิมจงยินดีและยืนหยัดในหลักการศาสนาต่อไป ความจริงย่อมชนะความเท็จเสมอครับ


สัญญาณและคำทำนายที่ยืนยันการเป็นศาสนทูต (Prophecies)

ภาพโลกจากมุมมองนอกอวกาศ มีหลายคำทำนายที่มาใช้เป็นหลักฐานยืนยันการเป็นนบีของท่านนบีมุฮัมหมัด ผมจะยกมาคร่าวๆดังนี้ครับ

1.จากเศาะฮีฮฺ อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 3176 ท่านนบีกล่าวว่า หนึ่งในสัญญาณวันสิ้นโลก คือเยรูซาเลมจะถูกพิชิตโดยมุสลิม และมันเกิดขึ้นจริงในยุคของท่านอุมัร ⚔️

2.จากเศาะฮีฮฺ อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 7118 ท่านนบีกล่าวว่า วันสิ้นโลก (วันกิยามะฮฺ) จะยังไม่อุบัติขึ้น จนกว่าจะมีไฟลุกโชนขึ้นจากดินแดนฮิญาซ ซึ่งแสงสว่างของมันจะสาดส่องไปจนเห็นคอของบรรดาอูฐที่เมืองบุศรอ 🔥

นักประวัติศาสตร์และอุลามาอฺมุสลิม ท่านชีฮาบุดดีน อบูชามะฮฺ ได้บันทึกว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริงๆ

ในปีฮิจเราะฮฺศักราช 654 ค่ำวันพุธที่ 3 เดือนญุมาดัลอาเคร มีเสียงดังสนั่นในนครมะดีนะฮฺ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ต่อเนื่องจนถึงวันศุกร์ ผลของแผ่นดินไหวทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ในวันศุกร์ที่ 5 ประชาชนและนักวิชาการในยุคนั้นต่างตกตะลึง ที่เห็นไฟขนาดใหญ่ปะทุขั้นในนครมะดีนะฮฺ มันเยอะจนส่องแสงไปถึงเมืองบุศรอในซีเรีย โดยมีผู้สอบสวนคนเลี้ยงอูฐตามทะเลทรายในเมืองนั้น บอกว่าเห็นประกายไฟนี้จริงๆ

3.จากสุนัน อบีดาวูด หะดีษหมายเลข 4646 ท่านนบีแจ้งสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลังจากท่านนบีเสียชีวิต 30 ปีแรกของศักราชอิสลาม จะเกิดการปกครองที่ทรงธรรมขึ้น เป็นผู้ปกครองที่อยู่บนแนวทางเดียวกับท่านนบี (คอลีฟะฮฺทั้งสี่) หลังจากนั้นจะเกิดระบอบกษัตริย์ขึ้น (ในยุคท่านมุอาวิยะฮฺ) 👑

ในประวัติศาสตร์ การปกครองเริ่มที่ท่านอบูบักรและจบที่ท่านฮะซัน (6 เดือน) รวมเป็น 30 ปีพอดี และท่านมุอาวิยะฮฺขึ้นมาปกครองต่อหลังจากนั้น เปลี่ยนเป็นระบอบกษัตริย์

ท่านนบีกล่าวไว้ว่าหลังจากนั้นจะมีผู้นำโลกอิสลามเกิดขึ้นแล้วเป็นเผด็จการ ใช้กำลังปราบปรามประชาชนอยู่ไประยะหนึ่ง และเกิดขึ้นจริงในสมัย ยาซีด บิน มุอาวิยะฮฺ (ยาซีดที่ 1)

4.จากเศาะฮีฮฺ อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 335 ท่านนบีกล่าวว่า ผืนดินถูกทำให้เป็นสถานที่ที่มีความสะอาด แผ่นดินทุกที่จึงใช้ละหมาดได้ 🟤

ปัจจุบันถูกพิสูจน์แล้วว่าแผ่นดินสะอาดจริง ในชั้นดินมีสารแอนตี้ไบโอติกจำนวนมาก สารนี้เป็นเหตุให้ชั้นดินถูกชะล้างให้สะอาดได้ แม้ว่าจะมีสิ่งสกปรกลงไปเปื้อน (เช่นมูลของสัตว์ต่างๆ) แต่เมื่อการปนเปื้อนหยุดลง สารนี้จะช่วยทำให้ดินคืนสภาพกลับมาสะอาดเหมือนเดิมได้

5.จากเศาะฮีฮฺ มุสลิม หมายเลข 157c ท่านนบีกล่าวว่า วันสิ้นโลกจะไม่มาถึง จนกว่าแผ่นดินอาหรับทะเลทรายที่แห้งแล้ง จะกลับไปเป็นดังเดิมอีกครั้ง (ครั้งหนึ่งทะเลทรายเคยเขียวขจีเต็มไปด้วยพืช มีแม่น้ำปกคลุม) 🍃

ซึ่งสอดรับกับวิทยาการสมัยใหม่ในยุคเรา รายงานจากองค์กร NASA พืชและต้นไม้กำลังขยายตัวในพื้นที่ทะเลทรายของซาอุฯมากขึ้นทุกปี มีภาพดาวเทียมยืนยันตั้งแต่ปี 1987 -2012 แสดงให้เห็นพื้นที่สีเขียวก่อตัวมากขึ้นในทะเลทราย

6.ปรากฏการณ์ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ ท่านนบีกล่าวว่า เวลาฟ้าผ่าลงดิน มันจะ "ย้อนกลับไป" ที่ก้อนเมฆอีกครั้งหนึ่ง นบีใช้คำว่าย้อนกลับไป ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลสมัยใหม่ที่ฟ้าแลบลงมาและย้อนกลับไปด้วยความเร็วไม่ถึงวินาที เร็วในพริบตาเดียวโดยที่สายตาไม่ทันสังเกต ⛈️

7.การตายลงอย่างฉับพลัน ไหลตาย ท่านนบีกล่าวว่า และส่วนหนึ่งจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อใกล้วันสิ้นโลก คือการตายแบบฉับพลันจะเกิดมากขึ้น 🪦

สถิติทางการแพทย์บอกว่าการตายฉับพลันมีตัวเลขเพิ่มขึ้นจริง จากการสำรวจในอเมริกาทุกๆปี

8.การกำเนิดเด็ก เป็นหะดีษที่ถูกบันทึกไว้ในเศาะฮีฮฺ มุสลิม ความหมายโดยสรุปคือ ท่านนบีพูดถึงกระบวนการกำเนิดเด็กในครรภ์ของแม่ โดยที่ท่านพูดถึงตัวเลขของจำนวนวันไว้ที่เลข 40 นักวิชาการอธิบายว่าหะดีษนี้นบีบอกว่า 40 วัน เริ่มการปฏิสนธิในมดลูก กระบวนการจะเป็นตามขั้นตอนดังนี้ 🚼

เริ่มจากกระบวนการที่เป็น อะลัก (แปลว่าสิ่งที่ห้อยติด ก้อนเลือด หรือ ปลิง ก็ได้) ศาสตราจารย์ Keith L. Moore อธิบายว่าคำนี้แปลแล้วตรงตามข้อเท็จจริงทั้งหมด

ตัวอ่อนกำเนิดเด็กมีรูปร่างคล้ายปลิง ตัวมันห้อยติดกับผนังมดลูกของแม่ และคำว่าก้อนเลือด หมายถึงรูปร่างภายนอกที่มีสีแดงเหมือนเลือด

หลังจากนั้นจะเป็น มุดเฆาะฮฺ ตามหลักภาษาหมายถึง "ก้อนที่ถูกเคี้ยว" ลองจินตนาการถึงหมากฝรั่ง เวลาเคี้ยวมันจะเป็นก้อนๆ มีรอยฟัน ในหะดีษใช้คำนี้ และรูปร่างเป็นแบบนี้จริงๆ มีรอยแบบนี้ตรงแผ่นหลังของตัวอ่อน

และหลังจากวันที่ 42 อัลลอฮฺจะส่งมะลัก (ทูตสวรรค์) มาที่ครรภ์มารดา เพื่อเริ่มสร้างเด็กเป็นรูปร่างเกิดขึ้น

นี่คือสิ่งที่นบีเผยออกมา เป็นความรู้ในยุคที่วิทยาการทางการแพทย์ยังเข้าไม่ถึง คิดดูนะครับ จากชาวอาหรับในทะเลทราย ผู้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เมื่อ 1,400 ปีก่อน เป็นไปไม่ได้เลยที่ท่านจะทราบสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง นอกเสียจากว่าเรื่องเหล่านี้เป็นความรู้ที่ได้รับมาจากพระเจ้าที่แท้จริง ผู้สร้างทุกสรรพสิ่งและรู้ถึงกระบวนการทุกอย่าง

ใครอยากศึกษาต่อเรื่องนี้คลิกลิงก์ได้เลยครับ สามารถอ่านได้ที่หนังสือ 👉🏼 Human Development As Describes in the Qur'an and Sunnah เป็นการรวมบทความสัมนาที่ริญาด ลงรายละเอียดเยอะกว่านี้มาก

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าท่านนบีมุฮัมหมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ และถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่เราจะต้องมีในการรับอิสลามนั่นเองครับ ☪️


บทสรุป

1. ความจริงและหลักการศาสนาอยู่เหนือความอยากของมนุษย์ กฎระเบียบและบรรทัดฐานความดีที่แท้จริงไม่มีทาง "ถูกใจ" มนุษย์ทุกคนได้ แต่เราต้องยืนหยัดบนฐานของ "ความถูกต้อง" ก่อนเสมอเป็นอย่างแรก ✅

2. ศึกษาข้อมูลให้ลึกก่อนตัดสิน เมื่อได้รับข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่โจมตีอิสลาม (เช่น การบิดเบือนการแปลความหมาย หรือการนำข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้มาอ้าง) เราควรมีสติและพิจารณาจากหลักวิชาการและรากฐานของศาสนาก่อน ✅

3.ใช้สติปัญญาพิจารณาหลักฐานเชิงประจักษ์ ความสอดคล้องระหว่างอิสลามกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์หรือบันทึกประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่เราควรใช้สติปัญญาคิดตามได้อย่างไม่มีอคติเพื่อเข้าใจถึงสัจธรรม ✅


เป็นยังไงบ้างครับทุกคน

ตอนนี้ถือว่าได้ชี้แจงข้อกล่าวหาที่บรรดาผู้อคติกับอิสลามตั้งคำถามมาได้ครบถ้วน และรวมไปถึงหลักฐานยืนยันการเป็นศาสนทูตของท่านนบีด้วย หวังว่าทุกคนจะรู้จักนบีมุฮัมหมัดมากขึ้นนะครับ ❤️

ผมแนะนำให้ดูคลิปเต็มอีกเช่นเคย เพื่อฟังการตอบคำถามเพิ่มเติม 📼

ตัวอย่างลิสต์คำถามในช่วง Q&A

และประเด็นอื่นๆ

บอกเลยว่าเป็นประโยชน์ทุกคำถามครับ 💯

ฟังคลิปเต็มที่นี่เลย 👉🏼 ตอนที่ 9 สถานะอันยิ่งใหญ่ของท่านนบีมุฮัมหมัดﷺ : ซีรีส์ อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ

ฝากกดติดตามบล็อกผมไว้ด้วยนะครับ 👉🏼rasheedz

แล้วพบกันใหม่ใน EP. ถัดไปครับผม 👊🏼

ใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากให้ Feedback งานเขียนของผม สามารถคอมเมนต์ที่ใต้บทความได้เลย ผมรออ่านของทุกคนอยู่นะครับ 💬👇🏼

📚 อ่านซีรีส์อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ EP. อื่นๆ ได้ที่นี่ : 🎞️

[EP.1] จุดเริ่มต้นสำหรับผู้สนใจอิสลาม : ไขข้อข้องใจง่ายๆ ใน 6 ข้อ

[EP.2] ไขข้อสงสัยเรื่องพระเจ้า : เข้าใจง่ายๆ ผ่านสิ่งรอบตัว

[EP.3] สติปัญญาพิสูจน์พระเจ้า : ปริศนาความตายและรหัสลับ DNA

[EP.4] ทำไมต้องมีพระเจ้าองค์เดียว : สัจธรรมบนความสมเหตุสมผล

[EP.5] ชิริก (Shirk) คืออะไร : สำรวจความร้ายแรงของการตั้งภาคีในอิสลาม

[EP.6] หากพระเจ้ามีจริง ทำไมโลกถึงเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและเจ็บปวด?

[EP.7] ทำความรู้จักนบีมุฮัมหมัด ศาสดาผู้เปลี่ยนโลกจากดินแดนทะเลทราย

[EP.8] 3 ทางนำพลิกประวัติศาสตร์ : สิทธิสตรีและการปกครองในยุคนบีมุฮัมหมัด

[EP.9] ความจริงที่ถูกบิดเบือน : สยบข้อใส่ร้ายและเผยคำทำนายของนบีมุฮัมหมัด

[EP.10] เร็วๆนี้...