เนื้อหาในบทความนี้มาจากคลิป 👉🏼 ตอนที่ 7 การศรัทธาต่อศาสนทูตของพระเจ้า : ซีรีส์ อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ

🎙️ บรรยายโดย อาจารย์อามีน ลอนา

(ใครยังไม่ได้อ่าน EP ก่อนหน้า ตามไปอ่านกันก่อนที่ลิสต์ท้ายบทความครับ 👇🏼)

ในบทความนี้จะเข้าสู่การอธิบายเงื่อนไขของการรับอิสลามข้อที่ 3 แล้วครับ นั่นคือ "การยอมรับว่าท่านนบีมุฮัมหมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ"

ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญเพราะอยู่ในส่วนหลังของคำปฏิญาณตนรับอิสลาม "ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่า นบีมุฮัมหมัดคือบ่าวและศาสนทูตท่านสุดท้ายของอัลลอฮฺ"

คนไทยอย่างพวกเราสมัยนี้ เวลาศึกษาเรื่องอะไร เราจะเน้นการศึกษาแบบสรุปความง่ายๆ แต่อาจารย์อามีนก็บอกเช่นกันว่าไม่อยากให้ง่ายไปทั้งหมด ไม่งั้นเราจะไม่เข้าใจ

เนื้อหาหลังจากนี้อาจลงรายละเอียดบางอย่างบ้าง ขอให้ทุกคนติดตามกันเรื่อยๆ ยังมีอีกหลายตอนให้ศึกษาครับ

ในตอนนี้เราจะไม่พูดเรื่องการพิสูจน์พระเจ้า เพราะทำครบไปแล้วในตอนก่อนหน้า ต่อจากนี้เราจะมาพูดถึงศาสนทูตกันครับ

ไปเริ่มกันเลย ▶️


การศรัทธาต่อนบีมุฮัมหมัด ศาสนทูตท่านสุดท้าย

ศาสนทูต (นบี) คือบุคคลที่พระเจ้าเลือกและประทานบทบัญญัติคำสอนผ่านการบัญชาให้มะลาอิกะฮฺ (ทูตสวรรค์) นำคัมภีร์ลงมายังนบี และให้นบีนำคำสอนไปประกาศแก่มนุษย์

ความแตกต่างของนบีมุฮัมหมัดกับนบีก่อนหน้าท่านอื่นๆคือ นบีมุฮัมหมัดถูกส่งมาเพื่อเผยแผ่บทบัญญัติให้กับ มนุษยชาติทั้งหมด ไม่ได้เจาะจงแค่ชนชาติใดชนชาติหนึ่ง

ยกตัวอย่างนบีก่อนหน้า เช่น นบีมูซา (โมเสส) นบีอีซา (พระเยซู) ถูกส่งมายังชนชาติอิสราเอล ไม่ได้ถูกส่งไปยังสากลโลก

ทั้งอัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺ (คำพูด การกระทำ และการยอมรับของนบีมุฮัมหมัด) ไม่ได้เจาะจงเฉพาะชาวอาหรับเท่านั้น แต่เป็นบทบัญญัติสำหรับทุกคนในโลก

ส่วนคนที่อคติกับอิสลามแล้วกล่าวอ้างว่าอิสลามเป็นศาสนาของชาวอาหรับ เป็น "ลัทธิทะเลทราย" คุณต้องศึกษาที่มาที่ไปให้ดี

ศาสนาคริสต์ที่คนทั่วโลกมองว่าเป็นสากล จุดกำเนิดก็หนีไม่พ้นทะเลทราย

(พระเยซูเกิดที่ Bethlehem ในภาษาอาหรับเรียกว่า บัยตุ ละฮฺมิน (بیت لحم) แปลว่าบ้านแห่งเนื้อ)

ตลอดชีวิตของพระเยซูก็อยู่ที่เยรูซาเล็ม ชาวอิสราเอลก็วนเวียนในแถบนี้ อยู่ในตะวันออกกลาง ในทะเลทรายเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นมาจากไหนไม่ใช่ประเด็นครับ ต่อให้มาจากดินแดนอุดมสมบูรณ์ แต่ความเชื่อไม่กินกับสติปัญญาก็ไม่มีผลอะไรอยู่ดี ❌


นามและสายสกุลของท่านนบีมุฮัมหมัด

Family Tree

มุฮัมหมัด (مُحَمَّد) ในภาษาอาหรับแปลว่า "ผู้ที่ถูกสรรเสริญ" (อีกชื่อที่ความหมายเดียวกันคือ อะห์หมัด أحمد)

ชาวอาหรับรู้จักคำนี้อยู่แล้ว แต่ไม่มีใครเคยตั้งเป็นชื่อมาก่อน นบีมุฮัมหมัดเป็นผู้แรกที่ใช้ชื่อนี้ และในปัจจุบันมุสลิมทั่วโลกก็สรรเสริญท่านอยู่ทุกวัน (ตรงตามความหมาย)

ผมจะไล่สายสกุลของนบีมุฮัมหมัดดังนี้ :

เริ่มจากนบีอิบรอฮีม (อับราฮัม) มีบุตร 2 คน

1. นบีอิสมาอีล (อิชมาเอล) พี่ชาย

นบีอิสมาอีล ➡️ (หลายเจเนอเรชัน) ➡️ อัดนาน ➡️ เผ่ากุเรช ➡️ ตระกูลบะนีฮาชิม ➡️ อับดุลลอฮฺ (บิดา) ➡️ นบีมุฮัมหมัด

ท่านเป็นบรรพบุรุษของชาวอาหรับ และสายเลือดของนบีมุฮัมหมัด

2. นบีอิสฮาก (ไอแซ็ก) น้องชาย

นบีอิสฮาก ➡️ นบียะอฺกูบ (อิสรออีล) ➡️ ยะฮูดาห์ ➡️ (หลายเจเนอเรชัน) ➡️ นบีดาวูด (กษัตริย์เดวิด) ➡️ (หลายเจเนอเรชัน) ➡️ พระนางมัรยัม (แมรี่) ➡️ นบีอีซา (พระเยซู)

ในสายนี้นบียะอฺกูบ (อิสรออีล) ถือเป็นบรรพบุรุษของชาวอิสราเอลและสายเลือดของนบีอีซา (พระเยซู)

เมื่อเราเทียบสายเลือดของนบีมุฮัมหมัด กับนบีอีซา (พระเยซู) จะพบว่าทั้งสองท่านมีบรรพบุรุษบรรจบร่วมกันที่นบีอิบรอฮีมครับ 🩸

(ใครอยากศึกษาสายเลือดของบรรดานบีแบบเต็มๆ แนะนำคลิปนี้ครับ 👉🏼 Islamic Prophets Family Tree)

รายงานจาก ท่านวาษิละฮฺ บิน อัล-อัสเกาะอฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮฺ (ﷺ) กล่าวว่า :

‏ إِنَّ اللَّهَ اصْطَفَى كِنَانَةَ مِنْ وَلَدِ إِسْمَاعِيلَ وَاصْطَفَى قُرَيْشًا مِنْ كِنَانَةَ وَاصْطَفَى مِنْ قُرَيْشٍ بَنِي هَاشِمٍ وَاصْطَفَانِي مِنْ بَنِي هَاشِمٍ ‏

"แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงคัดเลือกกินานะฮฺ จากบรรดาลูกหลานของอิสมาอีล และทรงคัดเลือกกุเรช จากกินานะฮฺ และทรงคัดเลือกบะนีฮาชิม จากกุเรช และทรงคัดเลือกตัวฉัน จากบะนีฮาชิม"

ที่มา : เศาะฮีฮฺ มุสลิม หมายเลข 2276

นี่เป็นการยืนยันว่าท่านนบีมุฮัมหมัดไม่ได้มีเพียงแค่จริยธรรมที่สมบูรณ์แบบ แต่ท่านยังมาจากสายเลือดและตระกูลที่มีเกียรติและบริสุทธิ์ที่สุดในหมู่ชาวอาหรับด้วยครับ

ชาวกุเรชเป็นกลุ่มแรกที่รับอิสลาม สนับสนุนการประกาศศาสนาและอยู่เคียงข้างนบีมุฮัมหมัดมาตลอด ตำแหน่งคิลาฟะฮฺของโลกอิสลามจึงต้องสงวนเฉพาะชาวกุเรชเท่านั้น

(ชาวกุเรชที่ดีที่สุดรองจากท่านนบีคือ ท่านอบูบักรฺ ท่านอุมัร ท่านอุสมาน และท่านอาลี หรือก็คือคอลีฟะฮฺทั้งสี่นั่นเอง)


ภารกิจหลัก 3 ประการของศาสนทูตทุกท่าน

อิหม่ามอัชเชากานีย์ ได้อธิบายภารกิจหลักของบรรดานบีไว้ 3 ข้อ ดังนี้ :

1. สอนให้ผู้คนกราบไหว้อัลลอฮฺเพียงผู้เดียว (เตาฮีด)

สอนให้ละทิ้งการตั้งภาคี ไม่ว่าศาสนทูตท่านนั้นจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม แม้ว่ายุคของพวกท่านจะไม่ร่ำรวย ไม่มีผู้สนับสนุน พวกท่านจะไม่ละทิ้งภารกิจข้อนี้

เช่น นบีมูซา (โมเซส) ถูกส่งไปยังอียิปต์ ในยุคสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เพื่อสอนฟาโรห์ให้ละทิ้งการอ้างตัวเองเป็นพระเจ้า และการกราบไหว้สิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ

2. สอนให้ผู้คนยอมรับตำแหน่งการเป็นศาสนทูตของพระเจ้า (อันนุบูวะฮฺ)

สอนให้ผู้คนยอมรับท่านว่าคือนบี รอซูล ผู้ที่พระเจ้าเลือกให้มาประกาศศาสนา

3. สอนผู้คนให้เตรียมพร้อมกับการสอบสวนในโลกหน้า (อัลมะอาด)

สอนให้มนุษย์เชื่อฟังพระเจ้าในโลกนี้ เตรียมการงานทั้งหมดที่ทำ รอรับการตอบแทนจากพระเจ้า เราทำดี ทำชั่วอะไรบ้าง จะถูกสอบสวนทั้งหมด

นี่คือสาระสำคัญที่บรรดานบียึดถือเป็นภารกิจหลักร่วมกันหมดครับ


การตั้งภาคีในหน้าประวัติศาสตร์ และการมาของอิสลาม

อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัน-นะหฺลุ โองการที่ 36 ว่า :

ۖوَلَقَدْ بَعَثْنَا فِى كُلِّ أُمَّةٍۢ رَّسُولًا أَنِ ٱعْبُدُوا۟ ٱللَّهَ وَٱجْتَنِبُوا۟ ٱلطَّـٰغُوتَ

"และโดยแน่นอน เราได้ส่งศาสนทูตมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) พวกท่านจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺและจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด"

ก่อนการมาของอิสลาม การตั้งภาคีถือเป็นเชื้อร้ายที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างในสังคมมนุษย์ เป็นรากเหง้าของทุกประชาชาติ ทุกอารยธรรมในอดีตก็หนีไม่พ้นการตั้งภาคี

อาณาจักรที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมดที่พวกเราเรียนกันในประวัติศาสตร์ ล้วนแล้วแต่วางอยู่บนรากฐานการตั้งภาคีทั้งสิ้น

อาณาจักรเปอร์เซีย

หนึ่งในศูนย์กลางอารยธรรมของมนุษย์ในอดีต ก็มีการตั้งภาคีเป็นรากฐานของอาณาจักร จักรพรรดิประกาศตนเป็นพระเจ้า และยังเชื่อเทพเจ้าหลายองค์ด้วย

จีน

จักรพรรดิประกาศว่าตัวเองมีอำนาจพิเศษเหนือธรรมชาติ มีสายเลือดเกี่ยวข้องกับบรรดาเทพเจ้า เป็นตัวแทนมาปกครองมนุษย์

อียิปต์โบราณ

กษัตริย์ถูกยกย่องเป็นเทพเจ้าบนโลกมนุษย์

อาณาจักรไบแซนไทน์

แม้กระทั่งอาณาจักรไบแซนไทน์ของคริสเตียน ต้องเชื่อว่าพระเยซูคือบุตรของพระเจ้า

เหล่านี้คือความมืดมนของประวัติศาสตร์มนุษย์ก่อนการมาของนบีมุฮัมหมัด

ผู้นำในอาณาจักรต่างๆรับเอาความเชื่อการตั้งภาคีเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง มนุษย์ในอาณาจักรนั้นๆก็หนีไม่พ้นการตั้งภาคี

และความร้ายแแรงของการตั้งภาคีอีกข้อหนึ่งคือ

การตั้งภาคีเป็นต้นตอความทุกข์ของมนุษย์ 🔴

ผู้นำครองความสบายทุกอย่าง อ้างว่ามีความพิเศษกว่าคนทั่วไป มีอำนาจเทียบเคียงพระเจ้า พวกเขาอ้างสถานะเหล่านี้มากดขี่ประชาชน ทุกคนต้องเป็นขี้ข้าให้มหาอำนาจด้านบนหมด

ภารกิจของนบีมุฮัมหมัดจึงเป็นการปลดแอกมนุษย์จากการกดขี่โดยการเผยแผ่อิสลาม ละทิ้งการตั้งภาคีทุกรูปแบบ และหันมากราบไหว้อัลลอฮฺองค์เดียว ☝🏼


วิทยปัญญา (Wisdom) ในการส่งท่านนบีมายังดินแดนอาระเบีย

อย่างที่เคยอธิบายไปในตอนก่อนๆ ว่าวิทยปัญญาของพระเจ้า มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงความลับของพระเจ้าได้หมด แต่จะบอกได้เท่าที่รู้เห็นและใคร่ครวญบางส่วนเท่านั้น

และที่นบีมุฮัมหมัดถูกส่งมายังดินแดนอาหรับก็มีวิทยปัญญาแฝงอยู่ มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้างที่เรารู้และวิเคราะห์ได้

นักประวัติศาสตร์เห็นตรงกันว่าสภาพดินแดนอาหรับตอนนั้น ไร้อารยธรรมที่สุด

แม้แต่มหาอำนาจโลก ณ เวลานั้น 2 อาณาจักร ก็ไม่อยากยุ่ง

อาณาจักรไบแซนไทน์ (คริสเตียน) ☦️ ขยายอำนาจมาถึงแอฟริกา อียิปต์ เยเมน เลบานอน ดามัสกัสซีเรีย

อาณาจักรเปอร์เซีย (โซโรอัสเตอร์) 🔥 ก็ขยายอำนาจมาเช่นกัน

ทั้งสองอาณาจักรไม่เคยยกกองทัพเข้ามาในฮิญาซ (ตอนกลางของประเทศซาอุฯปัจจุบัน) เพราะไม่มีผลประโยชน์อะไรที่นี่ เจอแต่ทรายละความยากลำบาก ไม่คุ้มค่าที่จะเข้ามา

เป็นพื้นที่ปิดตาย ขาดการเข้ามาของอารยธรรมภายนอก ความเจริญเข้าไม่ถึง

ความเชื่อหลักในดินแดนอาหรับตอนนั้นแบ่งได้ 2 ความเชื่อ

กลุ่มที่ 1 : นับถืออิสลามดั้งเดิมที่นบีอิสมาอีลเคยสอนไว้ (เพราะท่านอาศัยอยู่ที่นครมักกะฮฺ บรรพบุรุษของชาวอาหรับ) เรียกว่า อัลฮะนีฟ

สักการะอัลลอฮฺองค์เดียว ไม่ตั้งภาคี ถือเป็นส่วนน้อย นบีมุฮัมมัดเป็นส่วนหนึ่งของอัลฮะนีฟเช่นกัน ท่านไม่เคยกราบไหว้รูปปั้น

กลุ่มที่ 2 : เชื่อว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าตามที่นบีอิสมาอีลสอน แต่ละทิ้งเตาฮีด กราบไหว้สิ่งอื่นไปด้วย

ทั้งหลุมศพ ต้นไม้ ดวงวิญญาณ รูปปั้น ในฐานะที่สิ่งเหล่านี้เป็นสื่อกลาง นี่คือส่วนใหญ่ที่ชาวอาหรับนับถือ

ส่วนคริสเตียนในสมัยนั้นมีแค่คนเดียวคือ ท่านวะรอเกาะฮฺ อิบนุ เนาฟัล (เป็นลุงของท่านหญิงคอดีญะฮฺ ภรรยาของนบีมุฮัมหมัด)

ท่านไม่อยากนับถือศาสนาท้องถิ่น จึงเดินทางออกไปหาศาสนาในดินแดนอื่น นั่นคือเอธิโอเปีย และท่านรับคริสตศาสนามา เท่าที่ทราบท่านนับถือส่วนตัว ไม่ได้เผยแผ่คริสต์ให้คนนอก

(เมื่อท่านรู้ว่าอัลลอฮฺแต่งตั้งนบีมุฮัมหมัดท่านก็ยอมรับในทันที แล้วเสียชีวิตหลังจากนบีรับวะฮีย์จากอัลลอฮฺครั้งแรก เสียชีวิตก่อนนบีจะประกาศอิสลาม)

ผมจะขอขยายความ คำว่า ไร้อารยธรรม ดังนี้ครับ (สภาพก่อนนบีมุฮัมหมัดเกิด)

ในยุคนั้นสังคมอาหรับไม่มีการปกครอง ไม่มีกฎหมายและมีความป่าเถื่อนรุนแรง

ชาวอาหรับชอบทำสงครามระหว่างเผ่า นิยมดื่มสุรา ละเมิดสัญญา กินดอกเบี้ย กดขี่ขมเหงคนอ่อนแอ สิทธิทาสไม่มี ดูถูกผู้หญิง

หนักสุดถึงขนาดที่ว่ามองลูกสาวเป็นของเสีย ต้องฝังลูกผู้หญิงทิ้ง นี่คือนิสัยเดิมของชาวอาหรับ

เราเรียกชาวอาหรับก่อนการมาของอิสลามว่า ยุคญาฮิลียะฮฺ (ยุคแห่งความโง่เขลา)

ยุคที่ไม่มีแม้แต่ความรู้และสติปัญญาเหลืออยู่เลย พิธีกรรมงมงายพวกเขาคือ เข้ากะอฺบะฮฺ (บริเวณหินดำที่มักกะฮฺ) ต้องแก้ผ้าหมด 🕋

พวกเขาเชื่อว่าบาปที่ทำจะติดเสื้อผ้า เมื่อเข้ากะอฺบะฮฺต้องไม่นำสิ่งปนเปื้อนบาปเข้ามา นี่เป็นความเชื่อที่งมงายไม่มีที่มาทั้งสิ้น

เมื่อนบีมุฮัมหมัดเกิด ท่านกลายเป็นลูกกำพร้า พ่อเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ แม่เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก

เราลองคิดดูครับ ศาสดาที่จะมาล้มล้างสิ่งเหล่านี้ ต้องทำภารกิจหนักขนาดไหนในการเปลี่ยนให้คนเหล่านี้มาละหมาดเคารพพระเจ้าองค์เดียว

นบีประกาศอิสลามในมักกะฮฺ ถูกชาวอาหรับไล่ล่า ต้องอพยพพร้อมกับท่านอบูบักรฺ หนีไปนครมะดีนะฮฺ ผ่านทะเลทรายกว้างใหญ่บวกกับมีคนตามฆ่าอีก

ถ้านบีถูกส่งไปยังดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ มีกฎระเบียบ มุสลิมจะไม่ภูมิใจในนบีมุฮัมหมัดขนาดนี้ ☪️

เมื่อนบีประกาศอิสลามแล้วเอาชนะอุปสรรคทั้งหมดในดินแดนอาระเบียได้ โลกใบนี้ก็ไม่ยากสำหรับท่านแล้ว

บรรดาซอฮาบะฮฺ (สาวก) ของท่านเผยแผ่อิสลามไปกว้างไกล เพราะผ่านพื้นที่ยากลำบากที่สุดมาได้

อัลลอฮฺจึงยกย่องคนเหล่านี้ให้มุสลิมและมนุษย์ทุกคนได้เห็น ว่าพวกท่านอดทนมากเพียงใดในการผ่านบททดสอบอย่างหนักจากพระองค์

💡 ไม่มีใครในดินแดนอาหรับที่สถาปนาการปกครองรวมผู้คนเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกันมาก่อน นบีมุฮัมหมัดเป็นคนแรกที่ทำสำเร็จ


วิทยปัญญาด้านภูมิศาสตร์

แผนที่อาณาจักรอิสลามยุคสมัยของนบีมุฮัมหมัด สัญลักษณ์ของวิทยปัญญาด้านภูมิศาสตร์ในการแผ่ขยายอิสลามจากอาระเบีย

ทุกคนมองไปที่แผนที่โลกนะครับ เปอร์เซียทางตะวันออก ไบแซนไทน์ทางตะวันตกของคริสเตียน อิสลามปรากฎขึ้นตรงกลางระหว่าง 2 อารยธรรมใหญ่ของโลกนี้

อัลลอฮฺส่งนบีมุฮัมหมัดมาที่ดินแดนอาหรับ เพราะเมื่อเผยแผ่ศาสนา อิสลามจะกระจายออกไปได้กว้างไกลทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา 🌍

ลองจินตนาการถ้าท่านบีมุฮัมหมัดถูกส่งไปที่ดินแดนอื่น เช่น เกาะในอินโดนิเซีย หรือออสเตรเลีย การแผ่ขยายศาสนาจะยากกว่ามาก

จากหนังสือ Empires of Faith: The Fall of Rome to the Rise of Islam, 500-700 กล่าวว่า :

การขยายตัวของอิสลามหลังนบีมุฮัมหมัดเสียชีวิต ชนชาติที่ครั้งหนึ่งเลี้ยงสัตว์อยู่ในทะเลทราย ภายใน 30 ปีแรก กลับทำให้มหาอำนาจ 2 อาณาจักรล่มสลายได้

นี่คือความสำเร็จของอิสลาม คือวิทยปัญญาของอัลลอฮฺที่เราใคร่ครวญคิดได้

และยังมีอีกมากเหลือเกินที่เราไม่รู้


หลักฐานการมาของนบีมุฮัมหมัดในคัมภีร์ศาสนาอื่น

สัญลักษณ์ของการค้นพบคำทำนายถึงนบีมุฮัมหมัดในคัมภีร์ศาสนาอื่น

นอกจากยิว คริสต์ อิสลาม มีศาสนาอื่นๆที่โยงความเกี่ยวข้องของตัวเองให้เข้ากับ 3 ศาสนานี้ด้วย (หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน)

โซโรอัสเตอร์ ซาเบียน ญาซิดี ดรูซ อ้างว่าความเชื่อตัวเองมีความเกี่ยวข้องกับนบีอิบรอฮีมหมด

และกลุ่มชีอะห์คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการตั้งศาสนาใหม่ เช่น ดรูซ บาไฮ ซูฟีย์ ต่างแตกแขนงมาจากความเชื่อของชีอะห์

ในหลักฐานจากอัลกุรอาน ที่กล่าวไว้ว่า นบีถูกส่งมาทุกประชาชาติ สามารถเข้าใจได้เลยว่านบีในยุคก่อนหน้า จะต้องบอกรายละเอียดการมาของนบีมุฮัมหมัดไว้ในคัมภีร์ด้วย

ทุกศาสนาหลักของโลกในยุคนั้นจึงรอคอยการมาของนบีมุฮัมหมัดอยู่ และมีปรากฏในหลายคัมภีร์ 📖

อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ โองการที่ 157 ว่า :

ٱلَّذِينَ يَتَّبِعُونَ ٱلرَّسُولَ ٱلنَّبِىَّ ٱلْأُمِّىَّ ٱلَّذِى يَجِدُونَهُۥ مَكْتُوبًا عِندَهُمْ فِى ٱلتَّوْرَىٰةِ وَٱلْإِنجِيلِ

"คือบรรดาผู้ปฏิบัติตามรอซูล ผู้เป็นนบีที่เขียนอ่านไม่เป็นที่พวกเขาพบ เขาถูกจารึกไว้ ณ ที่พวกเขาทั้งในอัต-เตารอต และในอัล-อินญีล"

อัลกุรอานยืนยัน ว่าคัมภีร์ของชาวยิวและคริสเตียนได้ระบุการมาของท่านนบีมุฮัมหมัด ว่าเป็นผู้ที่จะอุบัติขึ้นเป็นนบีและรอซูลท่านสุดท้าย

คัมภีร์พระเวท

มีนักวิชาการมุสลิมศึกษาว่าชื่อของนบีมุฮัมหมัด ไม่ได้มีแค่ในคัมภีร์ของชาวยิวและคริสเตียน แต่ในศาสนาฮินดูและโซโรอัสเตอร์ก็มีกล่าวไว้เช่นกัน

ท่านมีชื่อว่า ด็อกเตอร์ดิยาอุรเราะฮฺมาน อัล-อะอฺซอมี

ท่านไม่ใช่มุสลิมแต่กำเนิด ท่านเกิดในครอบครัวฮินดู เป็นฮินดูแท้ๆในอินเดียมาก่อน งานเขียนของท่านมีชื่อว่า "การศึกษาเกี่ยวกับศาสนายูดาย ศาสนาคริสต์ และศาสนาต่างๆ ในอินเดีย"

หนังสือเล่มนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และคัมภีร์ของศาสนายิว ศาสนาคริสต์ และศาสนาในอินเดีย (รวมถึงฮินดู) ประเด็นที่จะเล่าคือ ท่านศึกษาคัมภีร์สามศาสนานี้ มีกล่าวถึงการมาของนบีมุฮัมหมัดไว้อย่างชัดเจน

ที่แปลกคือท่านพบชื่อของ นบีมุฮัมหมัดในคัมภีร์พระเวท

ท่านบอกว่า เรื่องชื่อของนบีมุฮัมหมัดในคัมภีร์พระเวท ไม่ใช่แค่มุสลิมที่ศึกษา ชาวฮินดูก็ศึกษาเช่นกัน คนแรกคือ ด็อกเตอร์เวท ผู้ชำนาญภาษาสันสกฤในอินเดีย และ รามีช ประสาธ (ต่อมารับอิสลาม)

ในคัมภีร์สามเวท 2/4/8 มีการกล่าวถึงคำว่า "อะห์มีดู" คำแปลของบทนี้ บอกว่า :

"อะห์มีดู (อะห์หมัด) ได้รับกฎหมายทางศาสนาจากพระเจ้าของเขา โดยที่กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่เปี่ยมไปด้วยวิทยปัญญา และตัวฉันก็ได้รับแสงสว่างจากอะห์มีดู เหมือนที่เราได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์"

นักหะดีษในอินเดีย ชัยคฺซอฟียุรเราะห์มาน อัลมุบาร็อกฟูรีย์ เขียนหนังสือยืนยันเช่นกัน ว่าบทนี้เอ่ยชื่อนบีจริง

อีกจุดหนึ่งในคัมภีร์ปุราณะ 335 ได้พูดถึงการมาของนบีมุฮัมหมัด โดยระบุว่า :

"มเลจฉะ (ตามภาษาแปลว่า ชายต่างชาติ พูดภาษาต่างจากสันสกฤต) ปรากฎพร้อมสาวกของเขา และชื่อของมเลจฉะคือ มหามาดะ (มุฮัมหมัด)"

(ส่วนนี้ในคลิปบรรยาย อาจารย์อามีนได้อ่านอธิบายจากหนังสือของด็อกเตอร์ดิยาอฺ ซึ่งเป็นภาษาอาหรับ คำที่อาจารย์กล่าวออกมาเสียงหรือสำเนียงอาจไม่ตรงกับภาษาสันสกฤต ในคลิปมีหลายชื่อมาก และอาจารย์ลงรายละเอียดเยอะ ผมแนะนำใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ให้เข้าไปฟังได้ในคลิปนี้ กดลิงก์ได้เลยครับ 👉🏼 ช่วงเวลา 1:08:34 เป็นต้นไป )

เมื่อเราจะตั้งคำถามว่าทำไมคัมภีร์พระเวทถึงเอ่ยชื่อนบีมุฮัมหมัด มีความเป็นไปได้ว่านักบวชฮินดูสมัยหลังมุสลิมเข้าไป อาจเพิ่มข้อความนี้ขึ้นมาเพื่อยกระดับชาวฮินดูให้เป็น อะฮฺลุลกิตาบ (ชาวคัมภีร์ เหมือนยิว คริสต์ อิสลาม) ก็ได้ เนื่องจากประวัติศาสตร์การบันทึกคัมภีร์พระเวทค่อนข้างคลุมเครือ

ในฐานะมุสลิมเราจะไม่ฟันธงข้อความเหล่านี้ เพราะมีโอกาสทั้งสองแบบ ทั้งเป็นไปได้จริง หรือถูกกุขึ้นมา

คัมภีร์ของโซโรอัสเตอร์

ในคัมภีร์ของพวกเขา กล่าวถึงการมาของนบีมุฮัมหมัด โดยระบุไว้ว่า :

"ชาวเปอร์เซียต้องเผชิญหน้าจากศึกครั้งใหญ่ในดินแดนอาหรับ ชายหนุ่มผู้นี้มาจากอาณาจักรแห่งบัลลังก์และมงกุฎ เขาจะเป็นผู้ทำลายอาณาจักรเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่แหลกสลายไป คนพาลและโอหังจะถูกปราบปราม บ้านของอับราฮัมที่สักการะพระเจ้าองค์เดียวจะถูกแทนที่ บ้านของพวกบูชาเจว็ดและบูชาไฟจะถูกทำลายลงหมดสิ้น บ้านของอับราฮัมจะไม่มีรูปเจว็ดในนั้น เขาจะเป็นความเมตตาของชาวโลก และพิชิตเปอร์เซีย"

บ้านของอับราฮัมคือกะอฺบะฮฺในนครมักกะฮฺ ภายในไม่มีเจว็ดจริงๆ และผู้พิชิตอาณาจักรเปอร์เซียสำเร็จคือยุคของคอลิฟะฮฺอุสมาน (แต่มุสลิมกับเปอร์เซียต่อสู้กันตั้งแต่สมัยนบีมุฮัมหมัดแล้ว)

คัมภีร์ไบเบิล พันธสัญญาเก่า

มีข้อความกล่าวถึงการมาของนบีแบบชัดเจน ทั้งการออกเสียงและคำแปล จากบท Song of Solomon 5:16 ปรากฎข้อความภาษาฮีบรูว่า :

חִכּוֹ מַמְתַקִּים וְכֻלּוֹ מַחֲמַדִּים זֶה־דוֹדִי וְזֶה רֵעִי בְּנוֹת יְרוּשָׁלָ͏ִם

Ḥikkōw mamṯaqqîm wəḵullōw maḥămaddîm; zeh dōwḏî wəzeh rê‘î, bənōwṯ yərūšālim.

มีคำว่า "Mahamaddim" นักวิชาการอิสลามตีความว่า เป็นชื่อของนบีมุฮัมหมัด คำว่า "im" ต่อท้ายชื่อในหลักไวยากรณ์ แปลว่า พณะท่าน เพื่อแสดงการให้เกียรติ ฝ่ายมุสลิมเชื่อว่าคำนี้เป็นนามเฉพาะ แปลซ้อนไม่ได้

ชื่อชัดเจน แต่ชาวคัมภีร์แปลวรรคนี้ให้ความหมายหายไป เอาคำนี้ไปแปลซ้อน เราจะไม่เจอคำนี้ในตัวเล่ม พวกเขาแปลเป็น "altogether lovely" แทน

ยกตัวอย่างเช่น "ดิเรก" คือชื่อคน แต่คำว่าดิเรกก็มีความหมายในตัวแปลว่ารุ่งเรือง

เวลาเราบอกว่า "ดิเรกได้กินข้าวหมก" จะแปลว่า "ผู้รุ่งเรืองได้กินข้าวหมก" ประโยคจะออกมาแปลกๆ แบบนี้ไม่ได้ครับ


ความเห็นส่วนตัวของผม

ทิ้งท้ายในพาร์ทของ หลักฐานการมาของนบีมุฮัมหมัดในคัมภีร์ศาสนาอื่น ผมรู้ว่าจะต้องมีคนมาโต้แย้งแน่นอนว่าไม่จริง

โดยเฉพาะในคัมภีร์ไบเบิล พันธสัญญาเก่า "เขาโต้กันไปแล้ว ท่อนนี้ไม่เกี่ยวกับนบีมุฮัมหมัด" ผมอยากบอกว่าข้อมูลที่นำมาเสนอนี้ เป็นทรรศนะของนักวิชาการอิสลาม เราจะเชื่อหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง

ที่เอามาแชร์กันเพื่อให้รู้ว่ามันมีความเป็นไปได้ แต่ในฐานะมุสลิมเราจะไม่ฟันธงชัดเจนว่าใช่แน่ๆ เพราะเราเชื่อว่าคัมภีร์ก่อนหน้าคัมภีร์อัลกุรอานนั้นถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ใช่คัมภีร์เดิมเหมือนกับในยุคที่นบียังมีชีวิตอยู่

แต่ถามว่ามีส่วนจริงหลงเหลืออยู่ไหม มีเหลืออยู่แน่นอน แต่มากน้อยขนาดไหนไม่มีใครรู้ได้ครับ


บทสรุป

  1. ความเป็นสากลของสัจธรรม คำสอนของพระเจ้าไม่ได้ผูกติดอยู่กับเผ่าพันธุ์ สภาพภูมิประเทศ หรือภาษาใดภาษาหนึ่ง อิสลามไม่ใช่ศาสนาของชาวอาหรับเท่านั้น แต่เป็นทางนำสำหรับทุกคนบนโลก ✅

  2. ความสำเร็จจากความยากลำบาก การที่อิสลามเริ่มต้นในภูมิภาคที่แห้งแล้งและป่าเถื่อนที่สุด คือบทพิสูจน์ว่านบีมุฮัมหมัดและสาวกมีความอดทนอย่างมาก พวกท่านเอาชนะข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อม และสามารถปฏิวัติสังคมให้เจริญได้ เป็นหนึ่งในวิทยปัญญาของอัลลอฮฺที่เราใคร่ครวญได้ ✅

  3. ความจริงที่สอดคล้องกันในประวัติศาสตร์ ร่องรอยคำทำนายถึงศาสนทูตองค์สุดท้ายในคัมภีร์โบราณต่างๆ ทำให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีรากฐานของความจริงร่วมกัน (แต่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขตามยุคสมัยมาเรื่อยๆ) ซึ่งเราควรใช้สติปัญญาในการเปิดใจศึกษาโดยไม่อคติ ✅


เป็นยังไงบ้างครับทุกคน

ผมหวังว่าทุกคนจะรู้จักที่มาของท่านนบีมุฮัมหมัดเบื้องต้นกันมากขึ้นนะครับ ❤️

ผมแนะนำให้ดูคลิปเต็มอีกเช่นเคย เพื่อฟังการตอบคำถามเพิ่มเติม 📼

ตัวอย่างลิสต์คำถามในช่วง Q&A

และประเด็นอื่นๆ

บอกเลยว่าเป็นประโยชน์ทุกคำถามครับ 💯

ฟังคลิปเต็มที่นี่เลย 👉🏼 ตอนที่ 7 การศรัทธาต่อศาสนทูตของพระเจ้า : ซีรีส์ อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ

ฝากกดติดตามบล็อกผมไว้ด้วยนะครับ 👉🏼rasheedz

แล้วพบกันใหม่ใน EP. ถัดไปครับผม 👊🏼

ใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากให้ Feedback งานเขียนของผม สามารถคอมเมนต์ที่ใต้บทความได้เลย ผมรออ่านของทุกคนอยู่นะครับ 💬👇🏼

📚 อ่านซีรีส์อบรมอิสลามแก่ผู้สนใจ EP. อื่นๆ ได้ที่นี่ : 🎞️

[EP.1] จุดเริ่มต้นสำหรับผู้สนใจอิสลาม : ไขข้อข้องใจง่ายๆ ใน 6 ข้อ

[EP.2] ไขข้อสงสัยเรื่องพระเจ้า : เข้าใจง่ายๆ ผ่านสิ่งรอบตัว

[EP.3] สติปัญญาพิสูจน์พระเจ้า : ปริศนาความตายและรหัสลับ DNA

[EP.4] ทำไมต้องมีพระเจ้าองค์เดียว : สัจธรรมบนความสมเหตุสมผล

[EP.5] ชิริก (Shirk) คืออะไร : สำรวจความร้ายแรงของการตั้งภาคีในอิสลาม

[EP.6] หากพระเจ้ามีจริง ทำไมโลกถึงเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและเจ็บปวด?

[EP.7] ทำความรู้จักนบีมุฮัมหมัด ศาสดาผู้เปลี่ยนโลกจากดินแดนทะเลทราย

[EP.8] เร็วๆนี้...

desert path