"คนเราเปลี่ยนลักษณะบุคลิกได้"
ผมเคยได้ยินเรื่องนี้จากเพื่อนและหลากหลายบทความตามอินเทอร์เน็ต แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับผมเอง
ผมทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ (MBTI) อยู่เสมอ อาจจะปีละครั้ง ในหลากหลายแบบทดสอบและแพลตฟอร์ม ซึ่งที่ผ่านมาผลลัพธ์ก็บ่งชี้ว่าผมเป็นบุคคลประเภท "ENFJ" ซึ่งก็ถูกบัญญัติไว้ประมาณว่า
เป็นคนเปิดเผย (Extroverted) ชอบเข้าสังคม ใช้อารมณ์และความรู้สึกในการตัดสินใจ (Feeling) และชอบวางแผนจัดการชีวิตอย่างเป็นระบบ (Judging)
พออ่านดูก็ใช่ตามสิ่งที่ผมเป็นอยู่และรู้สึก จึงเข้าใจและพยายามทำตัวให้สมกับบุคลิกภาพของตัวเองเสมอมา ซึ่งมันก็ไม่ได้ลำบากอะไร และสุขใจกับประสบการณ์ที่เผชิญเป็นปกติสามัญ แต่ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ถ้าจะให้พูดตามตรงก็ตั้งแต่ผมเริ่มวิ่ง ชีวิตผมเปลี่ยนไปมากมาย ผมเคยสาธยายไว้ในบทความนี้แล้ว Sole Stories: เรื่องเล่าจากฝ่าเท้า - ความหมายของชีวิตผ่านก้าววิ่ง ใครสนใจลองอ่านได้ครับ
นั่นแหละครับเนื่องด้วยอะไรเหล่านั้น การใช้ชีวิตและแนวคิดของผมเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก จนตัวเองรู้สึกได้ และเมื่อได้ลองมาทำแบบทดสอบบุคลิกภาพอีกครั้ง ผมเปลี่ยนจาก ENFJ เป็น INFJ ไปเสียแล้ว
"ก็จริงแหละ" ผมยอมรับแบบทันควันได้เลย
ผมคงจะไม่ปฏิเสธว่าผมรู้สึกแบบ INFJ จริงๆ และ ความรู้สึกแบบ ENFJ ก็ได้มลายหายสิ้นไปแล้ว (หรือผมแค่คิดไปเองว่าผมเป็น?) และผมโอเคมากที่ตัวผมเองจะเป็น Interverted แถมยังรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ผมเข้าสังคมเก่งและเป็นมิตร สิ่งเหล่านั้นทำให้รู้สึกดี แต่มันดูดพลังผม เอาจริงผมเป็นแบบนี้มาตลอด และก็นึกว่าทุกคนก็ต้องเป็นแบบนี้เป็นธรรมดาเมื่อเราต้องมอบพลังงานดีๆ ส่งออกไป
ความจริงทุกอย่างมันล้วนฝังอยู่ในตัวตน ในจิตใจมาแต่เดิม เมื่อมานั่งพิจารณารู้สึกเหมือนผมเองที่ปิดกั้นความรู้สึกเอาไว้ ผมเข้าใจไปเอง พยายามทำตัวเองให้เป็นมนุษย์ Extroverted (คิดว่างั้นนะ) เพราะแค่อยากให้ตัวเองเป็นแบบนั้น ให้คนอื่นสบายใจที่ผมเป็นแบบนั้น (เป็นหน้ากากทางสังคมที่ผมสร้างขึ้น ช่างไร้สาระสิ้นดี) แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมพบว่าความกระตือรือร้นในการเผชิญอะไรใหม่ๆ มันสนุก และทำให้ชีวิตที่ผ่านมาได้พบเจอเรื่องดีๆ มากมาย ปนไปกับวัยแห่งการเรียนรู้ มันจึงไม่ได้เหนื่อยมาก ไม่ได้รู้สึกว่าต้องพยายามมากสักเท่าไหร่ เป็นช่วงเวลาที่สวยงาม ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ผมหรอก ผู้คนรอบตัวต่างก็เข้าใจตัวผมในแบบนั้น เพราะพลังงานผมแสดงออกไปแบบนั้น ผู้คนที่รับพลังงานก็คงรู้สึกได้ (ผมเชื่อว่าเป็นแบบนั้นนะ 555)
แต่ทุกคราเมื่อหลุดพ้นจากสังคม ผู้คน และได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ช่วงเวลานั้นกลับเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุดมาโดยตลอด ความสงบในโลกของผมเป็นการชาร์จพลังที่ยอดเยี่ยม พอมาคิดๆ ดูแล้ว การประสบพบเจอเรื่องราวใหม่ๆ ไม่ได้ทำให้พลังงานของผมเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด แต่การอยู่กับตัวเองนี่สิ มอบคืนพลังชีวิตให้ผม และมันเป็นแบบนั้นมาตลอด
ผมไม่รู้ว่าอนาคตผมจะเจอกับเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ผมเปลี่ยนไปอีกหรือไม่ แต่ใครสน ?
ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว ผมกล้ายอมรับในความรู้สึกจริงๆ ตัวตนจริงๆ ของตัวเอง และโลกก็ยังหมุนเหมือนเดิม มันไม่ได้กระทบกับใครเลย อย่ากลัวที่จะเป็นตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นแบบไหน และไม่ได้ไปเบียดเบียนผู้อื่น มันดีเสมอ

Comments