"การทำความเข้าใจตัวเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิต"
การวิ่งมาราธอนนั้น หากผู้ใดที่เคยมีประสบการณ์มาบ้างจะทราบดีว่า ไม่ใช่กีฬาที่นึกอยากจะลองก็สามารถสมัครและเข้าร่วมการแข่งขันจนจบได้อย่างง่ายดาย ต้องมีการฝึกซ้อมที่เป็นระบบ มีวินัยที่ดี ความอุตสาหะ และ passion ที่แรงกล้าพอสมควร และถ้าถามว่าสำหรับผมมันควรเริ่มฝึกยังไง
สิ่งนี้เริ่มต้นง่ายๆ โดยไม่เกี่ยวกับการขยับร่างกายแต่อย่างใด นั่นคือ “การทำความเข้าใจตัวเอง”
คุณทำความเข้าใจตัวเองล่าสุดตอนไหน ?
ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ ต้องถามก่อนว่าแล้วอะไรคือสิ่งที่มันทำให้เกิดความคิดนี้ขึ้นมาได้
สำหรับผมนั้นการทำความเข้าใจตัวเอง คือการ รู้ถึงสิ่งที่เรามีอยู่ เราเป็นอยู่ เราทำได้ และเราต้องการจะทำ ดูเหมือนจะง่ายเพราะเป็นเรื่องของตัวเอง แต่ไม่ใช่ทุกวันที่เราจะมานั่งพิจารณาถึงอะไรพวกนี้ และเมื่อมองย้อนไปในอดีตสิ่งเหล่านี้ ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จุดเริ่มต้นที่ดีจึงควรจะเป็นการทำความเข้าใจตัวเอง แต่โดยส่วนใหญ่เรามักจะเริ่มทำก่อนแล้วจึงค่อยมาคำนึงทีหลังว่ามันเหมาะกับเราจริงๆหรือ
"ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลย เพราะถ้าเราไม่ลงมือทำก็จะไม่มีคำถามต่างๆ ตามมา"
ผมเป็นบุคคลผู้ที่ดำเนินชีวิต ตามแบบแผนที่วัฒนธรรมและสังคมวางไว้มาตลอด โดยยกเอาสิ่งที่ชอบจริงๆ หรืออยากกทำจริงๆ ไว้เบื้องหลัง ทำไงได้ละครับ อาจเป็นเพราะว่า เบื้องลึกผมขี้เกรงใจเอาสะเหลือเกิน หากใครคาดหวังอยากให้ผมทำสิ่งใด ผมก็แค่อยากให้มันประสบความสำเร็จให้ได้ เพราะผมเองก็คงมีความสุข คนที่คาดหวังก็จะภูมิใจ วินๆกันทั้งคู่แหละ สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี และ ดำเนินยาวมาตลอด 27 ปี ผมเรียนมัธยม เรียนมหาวิทยาลัย และมีช่วงหนึ่งที่หลงไหลการศึกษาสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ลึกขึ้น จนถึงขั้นเรียนต่อระดับปริญญาโท และก็ถึงวัยที่ต้องทำงานหาเงิน ตามแบบฉบับของสังคม ซึ่งไม่ได้ทำให้ผมเห็นความหมายของชีวิต ได้แต่พยายามทำสิ่งใหม่ๆ ตามหาหลากหลายสิ่งต่อไป โดยที่เป้าหมายที่ชัดเจนนั้น ยากที่จะจับต้อง
เวลาผ่านไป มีทั้งวันที่สนุก และวันที่เหนื่อยล้า อายุเพิ่มขึ้นมาจนถึงจังหวะที่ต้องมานั่งคิดว่า ชีวิตต่อไปหรือในอนาคตอยากทำอะไร หรืออะไรที่ทำแล้วจะมีความสุข สารภาพจากใจผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าเหตุผลที่ผมเริ่มออกวิ่งด้วยเพราะเหตุใด เท่าที่นึกออก ได้ฟัง podcast ที่เขาพูดถึงบทสัมภาษณ์ของผู้ประสบความสำเร็จท่านหนึ่ง โดนให้แนะนำถึงสิ่งที่ควรทำเพื่อประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือ
“ลองวิ่งจบมาราธอนสักครั้ง”
เหตุผลที่อยากเริ่มวิ่งผมจำได้ราวๆ นี้ หลังจากนั้นผมก็ลุกขึ้นมาวิ่งด้วยรองเท้ากีฬาธรรมดา บางครั้งเป็นรองเท้าบาสเกตบอล…
ช่วงนั้นผมก็แค่เจียดเวลาที่ว่าง หลังเลิกงาน หรือ วันหยุด ออกมาวิ่ง ไม่มีโปรแกรมใดๆ ไม่สมัครงานแข่ง แค่วิ่งเฉยๆ จนได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนที่วิ่งมาก่อน ชวนให้ลงงานแข่งบ้าง ชวนให้มาวิ่งด้วยบ้าง จึงได้มีความจริงจังขึ้นมาหน่อย ถึงกระนั้นตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้ตระหนักว่ามันจะเป็นจุดเปลี่ยน หรือเป็นส่วนที่ทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากสักเท่าไหร่ ถ้าจะให้เล่าความเป็นมาก็คงจะยืดยาวอีกหลายบท (ผมหวังว่าจะใช้มันมาเขียนอีกสักเล่มที่ลงรายละเอียดในการค้นหาและค้นพบมันในแบบฉบับของผม) แต่เมื่อผมวิ่งมาได้ระยะเวลาประมาณ 9-10 เดือน สิ่งหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยทำ เป็นสิ่งที่ทำซ้ำๆ ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่ผมทำเพื่อท้าทายตัวเอง
ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่ทำซ้ำๆ วินัยที่ทำประจำจะทำให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างแบบนี้ได้ ความรู้สึกที่ว่านั้นคือ ความรู้สึกถึง **”เป้าหมาย”**
การซ้อมวิ่ง ไม่ว่าคุณจะซ้อมจริงจังเพื่อการแข่ง หรือ วิ่งเพื่อสุขภาพ คุณล้วนต้องมีเป้าหมาย วันนี้จะวิ่ง 5 กิโล วันนี้จะวิ่งด้วยความเร็วเท่านี้ วันนี้จะฝึกวิ่งขึ้นที่ชัน ล้วนต้องมีโจทย์ให้ท้าทายและลงมือทำ
การชนะใจตัวเองซ้ำๆ ในแต่ละวันกับกลายเป็นสิ่งเสพติดที่เกิดขึ้นสำหรับผม
แม้จะมีบางวันที่ผิดหวัง แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ พระอาทิตย์ยังขึ้นและตก ผมมีความหวังใหม่เสมอ ผมพึงพอใจกับสิ่งนี้ ผมมีความสุขกับสิ่งนี้ และผมเข้าใจตัวเองแล้วว่า ผมรักในการทำสิ่งนี้ โดยมันไม่ได้ผ่านกระบวนการความคิดอย่างหนักเหมือนที่ผ่านมา มันเกิดขึ้นเองอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้เรียกร้องหามัน พอมานึกย้อนดู ช่วงชีวิตที่ผ่านมาผมชื่นชอบกีฬาและการแข่งขันเป็นอย่างมาก ไม่แข่งกับตัวเองก็กับคนอื่น และผมวิ่งมาโดยตลอด ผมเครียดผมวิ่ง ผมมีความสุขผมวิ่ง ก่อนเล่นกีฬาผมวิ่ง ผมคิดไม่ออกผมวิ่ง แต่ไม่เคยมองว่ามันเป็นความสุขมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งนี้มันอยู่ใกล้ตัวมากจนบางทีเรามองข้ามผ่านมันไป
ถึงจุดนี้ผมไม่ได้จะสื่อว่าให้คุณออกมาวิ่งเหมือนกับผม หรือ ออกมากำหนดเป้าหมายจริงจังและต้องทำตามให้สำเร็จ คุณอาจจะเริ่มต้นทำสิ่งที่คุณทำมันได้ดีและพอใจที่จะทำมันให้สำเร็จในทุกวัน เน้นย้ำว่าคุณควรทำให้สำเร็จ เพราะชัยชนะเล็กๆที่สะสมขึ้นมาจะเป็นกำลังใจที่ดีในวันที่คุณเหนื่อยล้า คุณอาจจะใช้เวลานานหลายเดือน หรือ เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ ถ้ามันเป็นสิ่งที่คุณรัก คุณจะทำต่อได้โดยไม่มีเงื่อนไข ดังนั้นการทำความเข้าใจตนเองของผมไม่ได้เกิดจากการคำนึง หรือ ครุ่นคิด แต่เป็นการกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนก่อเกิดสิ่งที่พิเศษขึ้นมาในใจ
เนื้อหาต่อจากนี้ผมอยากแชร์ความรู้สึกทุกก้าว ทุกลมหายใจ ทุกความคิดที่กลั่นออกมาระหว่างวิ่งของผม เพื่อหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะย้ำเตือนความตั้งใจ และ เป้าหมายที่แน่วแน่ ของตัวผมเองและผู้อ่านทุกท่าน
ขอบคุณครับ
เรบี้บอย ศรีบราวน์ คาเฟ่ 20 มีนาคม 2569

Comments