เมื่อวันก่อนเราได้คุยกันถึงการรับค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ เพื่อรักษาสมดุลของความสัมพันธ์ไปใช่ไหมครับ link

แต่การรับค่าตอบแทนนี้มี กับดัก ที่น่ากลัวซ่อนอยู่ครับ เพราะมันอาจทำให้เราเผลอก้าวข้ามเส้นบางๆ ระหว่าง น้ำใจ ไปสู่ การตีค่าด้วยเงินทอง ได้ และเมื่อไหร่ที่เป็นเช่นนั้น เรื่องราวที่อาจดูจบลงอย่างสวยงาม อาจจบลงไม่เหมือนสิ่งที่เราคิดก็ได้ครับ

ใช่ครับ...ผมกำลังจะเล่าให้ฟังถึงเรื่องของการ ตีค่า ในโลกของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มีเคสหนึ่งที่ถูกยกมาเล่าถึงบ่อยๆ ถึงกรณีศึกษานี้ครับ นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน สถานรับเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่ง ในเมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล ครับ

เรื่องมีอยู่ว่า ช่วงประมาณปี 2000 พอเศรษฐกิจเริ่มโต สังคมก็เร่งรีบมากขึ้น ผู้ปกครองก็เลยติดปัญหามารับลูกช้าบ่อยๆ ทำให้ครูต้องอยู่เวรเกินเวลา ทางศูนย์ฯ เลยคิดหาวิธีการแก้ปัญหาครับ และเขามองว่า งั้นเอาเป็นค่าปรับดีกว่า เผื่อจะดัดนิสัยผู้ปกครองให้ตรงต่อเวลามากขึ้นได้ โดยมีการคิดค่าปรับในกรณีมารับบุตรหลานล่าช้า ประมาณ 10 Shekel (ราวๆ 3 USD) สำหรับการมารับเลทเกิน 10 นาที

ฟังดูเข้าท่าใช่ไหมครับ ถ้าไม่อยากจ่ายเพิ่ม ก็รีบๆ มารับลูกสิ

แต่ผลของมันกลับตรงกันข้ามเลยครับ จำนวนผู้ปกครองที่มารับลูกช้ากลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากประมาณ 25% เพิ่มขึ้นเป็น 33% และสูงถึง 40% ในสัปดาห์ที่ 16 ของการทดลอง

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

เพราะเดิมทีการมารับช้า ถูกตีเป็นบรรทัดฐานทางสังคม หรือ Social Norms ครับ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง จะรู้สึกผิด รู้สึกเกรงใจครู แต่พอมีค่าปรับเข้ามา คนเลยมีการตีค่าเป็นบรรทัดฐานทางการตลาด (Market Norms) แทน พ่อแม่ไม่ได้รู้สึกผิดแล้ว เพราะรู้สึกว่าสามารถจ่ายเงินชดเชยได้ และมองว่าเป็นการซื้อบริการเสริมแทนนั่นเอง

แต่ความพีคมันไม่ได้อยู่ที่การกลับตาลปัตรเท่านั้นครับ พอทางศูนย์ฯ เห็นว่าไม่ได้ผล ก็เลยสั่งยกเลิกค่าปรับครับ ลองเดาดูไหมครับ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ไม่ผิดหรอกครับ...พ่อแม่ไม่ได้กลับมาพยายามตรงต่อเวลาเหมือนเดิม จำนวนคนมารับช้ายังคงสูงเท่าเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

นั่นเป็นเพราะ ความเกรงใจ มันถูกทำลายไปแล้วครับ เมื่อเราเริ่มตีค่าน้ำใจเป็นตัวเงินไปครั้งหนึ่งแล้ว มันยากมากที่เราจะย้อนเวลากลับไปสู่ความรู้สึกบริสุทธิ์ใจแบบเดิมได้ครับ (แม้ จะยกเลิกค่าปรับไปก็ตาม)

มาดูอีกเคสกันต่อดีกว่าครับ เราอาจคุ้นเคยกับเมืองไทย ที่การบริจาคเลือด เป็นสิ่งที่ทำกันด้วยใจ และคนก็พร้อมช่วยเหลือกันเสมอ แต่เคยมีงานวิจัยว่า ถ้าเรา จ่ายเงิน ให้กับคนที่มาบริจาคเลือด จะจูงใจผู้บริจาคได้หรือไม่

และคงเดากันได้ใช่ไหมครับ...พอเริ่มมีการให้ค่าตอบแทนเป็นตัวเงิน จำนวนคนบริจาคลดลงอย่างมีนัยสำคัญครับ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริจาคเพศหญิงที่จำนวนผู้บริจาคลดลงไปเกือบครึ่ง (จาก 52% เหลือเพียง 30%)

นั่นเป็นเพราะว่า เดิมทีคนที่มาบริจาคเลือด เขามาเพราะความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้ให้ แต่พอเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง พฤติกรรมที่ดูสูงส่งกลับให้ความรู้สึกคล้ายกับ งานเสริม ไปซะอย่างงั้น ความภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นถูกเบียดขับออกไป โดยเงินรางวัลที่มีค่าน้อยกว่าความรู้สึกทางใจครับ

นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Motivation Crowding-Out ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งจูงใจภายนอก (เงิน) สามารถทำลายแรงจูงใจภายใน (ความดีงาม) ได้

เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแม้กระทั่งกับการสร้างพื้นที่ฝังกลบขยะนิวเคลียร์ในสวิตเซอร์แลนด์ครับ ตอนแรกชาวบ้านส่วนใหญ่ยินดีให้สร้างในหมู่บ้านเพราะถือเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วยสูงถึง 50% เลยครับ

แต่พอรัฐบาลลองยื่นข้อเสนอว่าจะจ่ายเงินชดเชยให้เป็นรายปีด้วย ผลปรากฏว่าชาวบ้านที่เคยตกลงกลับเปลี่ยนใจไม่เอาด้วยทันที จาก 50% เหลือเพียง 25% เท่านั้นที่ยังคงเห็นด้วย

ทั้งนี้ เป็นเพราะความรู้สึกเปลี่ยนครับ จาก ทำเพื่อชาติ กลายเป็น ถูกจ้างให้เอาขยะมาไว้ที่บ้าน ซึ่งมันให้ความรู้สึกที่ต่างกว่ากันเยอะครับ ตรงนี้ นักวิจัยพบว่าการเสนอเงิน ทำให้ชาวบ้านมองว่ามันเป็นการติดสินบน มากกว่าการขอความร่วมมือในฐานะพลเมืองครับ

ถ้ามองเคสใกล้ตัวเราเข้ามาหน่อย สมมติว่าเราไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วเพื่อนเราก็อยากได้ของอะไรสักอย่าง เราก็ใจดีเบียดพื้นที่ในกระเป๋าแบกมาให้ด้วย พอเราเอาของมาให้ แล้วเพื่อนเลี้ยงกาแฟหรือเลี้ยงข้าวตอบแทน เราก็คงรู้สึกว่าเพื่อนเป็นคนน่ารักและอยากช่วยอีกในครั้งหน้าใช่ไหมครับ (เพราะมันก็จะเหมือนการต่างตอบแทนที่เล่าไปในตอนที่แล้ว)

แต่ถ้าเปลี่ยนใหม่สักเล็กน้อย ไม่มีการเลี้ยง แต่กดโอนเกินมาดื้อๆ 100 นึง แล้วบอกว่าค่าหิ้ว เราจะรู้สึกแปลกๆทันทีเลยใช่ไหมครับ

เอ๊ะ! เรากลายเป็นคนรับหิ้ว?

แค่ร้อยนึงอ่ะนะ

แม่ค้ารับหิ้วยังได้มากกว่านี้อีก

สมองเราจะเปรียบเทียบทันทีโดยอัตโนมัติ และเปลี่ยนน้ำใจ กลายเป็นการตีค่าไปทันทีครับ

แต่ตรงนี้จริงๆ มันก็พอมีทางเลี่ยงนะครับ ถ้าเพื่อนเปลี่ยนไปใช้คำว่า "ช่วยค่าน้ำหนัก" อันนี้ ความรู้สึกต่างทันทีใช่ไหมครับ เพราะมันยังคงรักษากรอบของ ความเกรงใจ และ การช่วยเหลือกัน ไว้ ไม่ได้มองว่าเงินนั้นคือ ค่าจ้าง ของตัวเรา

เอาล่ะครับ ถ้าย้อนไปนิดนึง ลองนึกภาพสถานการณ์แบบไม่ไบแอสดูครับ ถ้าเราบังเอิญมีการตีค่าแรงจากค่าตอบแทนที่เพื่อนโอนเงินเกินมาให้แล้ว เราจะมองเพื่อนแบบเดิม และเต็มใจช่วยอีกครั้งไหมครับ

แต่เดี๋ยวนะ บางคนอาจเถียงครับ

ถ้าจำนวนเงินมันมากพอ ดูสมน้ำสมเนื้อล่ะ?

นั่งไงครับ...ในสมองเราตีมูลค่า เป็น Side Gig ไปโดยปริยาย

เรื่องความสัมพันธ์อาจดูซับซ้อนครับ เพราะในขณะเดียวกันหากเราไม่รับอะไรเลย บอกว่านิดหน่อยเอง เพื่อน (บางคน) ก็อาจไม่ได้เกรงใจเรา และเกิดเป็นความเคยตัว (ตามที่ผมเล่าไว้ในตอนที่แล้ว)

ขอยกเคสฮิมเมล (ผู้กล้าจากเรื่อง Frieren) อีกรอบละกันครับ การที่ฮิมเมลรับของเล็กๆ น้อยๆ เพราะเขากำลังประคอง บรรทัดฐานทางสังคม ไว้ครับ เขาเข้าใจดีว่าการไม่รับสิ่งตอบแทนใดๆ เลย อาจทำให้ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือรู้สึกติดค้างและเป็นหนี้บุญคุณไปตลอดชีวิต การรับของเล็กๆ น้อยๆ จึงเป็นการปิดช่องว่างของความรู้สึก และทำให้ความสัมพันธ์ยังคงเป็นไปในเชิงของน้ำใจครับ

แต่ลองคิดดูสิครับ ถ้าวันไหนที่ฮิมเมลบอกว่า "จะช่วยปราบปีศาจตนนี้ แต่ขอคิดเงิน 500 เหรียญทองนะ" คนก็จะไม่ได้มองเขาว่าเป็น ผู้กล้า แล้ว แต่ถูกมองเป็น นักล่าค่าหัว ทันทีเลยใช่ไหมล่ะครับ

that-boba-fett-film-is-still-moving-forward (รูปไม่เกี่ยว แต่อยากใส่ 555)

ดังนั้น เวลาเราจะช่วยเหลือใคร หรือจะตอบแทนจากใคร อาจต้องระมัดระวังนิดนึงครับ เพราะเมื่อไหร่ที่น้ำใจถูกตีค่าราคา ความสัมพันธ์อันดีอาจหยุดลง และกู้คืนกลับมาได้ยากจริงๆ ครับ

#BehavioralEconomics #SocialNorms #MarketNorms #MotivationCrowdingOut