"ตราบใดเรารับค่าตอบแทน พวกเขาก็ไม่ติดค้างอะไรเราแล้วไง... พวกเราเป็นปาร์ตี้ผู้กล้า เราทำสิ่งที่ทำอยู่ ก็เพื่อช่วยเหลือผู้คน ไม่ใช่เพื่อให้ใครมาสำนึกบุญคุณ หากเราทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนติดค้างเรา มันก็ไม่ใช่การช่วยเหลือที่แท้จริงน่ะสิ"

นี่เป็นคำพูดของผู้กล้าฮิมเมลที่ตอบฟรีเรน (จากอนิเมะ Frieren season 2 ep. 37) ว่าทำไมเขาถึงต้องรับของตอบแทนแม้จะเล็กๆ น้อยๆ ทุกครั้ง

Episode_37

ขณะที่ดู ผมรีบกด paused และจดประโยคนี้ทันทีครับ ไม่ใช่ว่ามันกินใจอะไรสักเท่าไหร่ แต่ผมรู้สึกถึงมุมมองใหม่ที่มีต่อการหยิบยื่นโอกาสครับ

เพราะที่ผ่านมา เรามักถูกปลูกฝังมาตลอดว่าการช่วยเหลือคนอื่นไม่ควรหวังสิ่งตอบแทน และไม่ควรเรียกรับสินน้ำใจใดๆ แต่ฮิมเมลกลับมองลึกลงไปในใจของคนที่ถูกช่วย ซึ่งเป็นมุมที่คน (จิตใจ) ดีส่วนใหญ่มักมองข้ามไปเสียสนิท

ในทางจิตวิทยา เมื่อใครได้รับความช่วยเหลือแบบฝ่ายเดียวโดยไม่มีโอกาสตอบแทนเลย สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเขาไม่ใช่ความซาบซึ้ง แต่คือสภาวะที่รู้สึกถึง "หนี้บุญคุณ" (Debt of Gratitude) และถ้ามันหนักอึ้งเกินไป ความรู้สึกนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัด กดดัน จนบางทีถึงขั้นหลบหน้าผู้มีพระคุณไปเลยก็มี

แต่ในทางกลับกัน การยอมรับของตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ คือการบอกว่าเรากับเขามีความเท่าเทียมกัน เป็นมนุษย์ที่พึ่งพาอาศัยกันได้

ผมหวนคิดถึงหนังสือ Give and Take ของ Adam Grant ครับ เราจะเห็นว่าฮิมเมลไม่ใช่แค่ Giver ธรรมดาที่ให้จนตัวเองหมดตัว แต่คือ Otherish Giver หรือผู้ให้ที่ชาญฉลาด คือให้โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น แต่ไม่ยอมให้ตัวเองถูกเอาเปรียบหรือสูญเสียตัวตนไปด้วย

Adam Grant บอกว่า การปฏิเสธการรับอะไรทั้งหมดจะทำให้ผู้รับรู้สึกเป็นหนี้อยู่ตลอดเวลา และความรู้สึกนั้นแหละที่ทำลายความสัมพันธ์ได้ดีที่สุด เพราะมันทำให้คนอยากจะตีตัวออกห่าง (คล้ายสภาวะหนี้บุญคุณก่อนหน้านี้ใช่ไหมครับ)

และถ้ามองลึกลงไปในมุมมองเชิงจิตวิทยาของฝั่งผู้รับ มันจะมีทฤษฎีที่ว่า Effort Justification ครับ ซึ่งบอกว่า มนุษย์มีแนวโน้มให้คุณค่ากับสิ่งที่ต้องแลกหรือลงแรงมามากกว่าสิ่งที่ได้มาง่ายๆ เพราะสมองจะสร้างกลไกปกป้องตัวเองว่า "ฉันตัดสินใจถูกแล้วที่แลกสิ่งนี้มา"

ซึ่งมันก็คล้ายๆกับ The IKEA Effect ครับ ครับ...IKEA ที่ขายเฟอร์นิเจอร์นั่นแหละครับ งานวิจัยนี้พบว่าคนจะรู้สึกผูกพันกับสิ่งของมากขึ้นเมื่อมีส่วนร่วมในการลงแรงหรือแลกเปลี่ยนมันมา เหมือนที่เราได้ต่อโต๊ะหรือตู้อะไรสำเร็จ เราจะรู้สึกว่ามันมีคุณค่ามากขึ้น

ikea-effect

เช่นเดียวกับ การที่ผู้รับได้ตอบแทนบางอย่างกลับไป แม้จะเป็นแค่ของเล็กๆ ก็ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมี "ส่วนร่วม" ในความสำเร็จนั้น ไม่ใช่แค่ผู้รอความช่วยเหลือเพียงฝ่ายเดียวครับ

ซึ่งก็จะเหมือนที่ Adam Grant บอกว่า เมื่อผู้รับได้ตอบแทนบ้าง สถานะของเขาจะเปลี่ยนจากคนที่รับความช่วยเหลือ มาเป็น Matcher หรือ คนที่มีการทำบางอย่างเพื่อแลกเปลี่ยน ซึ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีอยู่

แต่ที่น่าสนใจที่สุด สำหรับกรณีการรับของตอบแทนน้ำใจ คืองานวิจัยเรื่อง The Paradox of Free ของ Dan Ariely ครับ

คำว่า "ฟรี" จะดึงดูดคนได้มากในตอนแรก แต่ในระยะยาวของฟรีจะถูกลดทอนคุณค่าลงเรื่อยๆ เรามักให้ค่ากับของที่เราซื้อมามากกว่าของฟรี (คล้าย Effort Justification กับ IKEA Effect ใช่ไหมครับ) ถ้าเป็นการรับ ผู้รับก็จะขอบคุณคนที่ให้ความช่วยเหลือ (ฟรี) น้อยลงจนกลายเป็นความเคยตัว (Hedonic Adaptation) สมองจะหยุดหลั่งสารแห่งความสุขจากการขอบคุณ และเริ่มโหยหาการรับที่มากขึ้นแทน

คุ้นๆ เลยใช่ไหมครับ ไม่แปลกเลยครับ ที่เวลาเราช่วยเหลือคนแบบไม่หวังผลตอบแทน (จนเกินพอดี) คนบางประเภทจะเริ่มมองว่าความใจดีของเราคือ "หน้าที่" ครับ

"ช่วยมันร้อยครั้ง มันไม่จำ มันจำครั้งเดียว...คือครั้งที่เราไม่ช่วย" (จี๊ดเลยใช่ไหมครับ)

ดังนั้น ค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ มันคือเครื่องมือรักษา "คุณค่า" ของการช่วยเหลือนั้นไว้ในใจผู้รับครับ

#Frieren #AnimeQuotes #GiveAndTake #IkeaEffect #Gratitude