จาก Keyword หนึ่งที่ได้ในโพสต์ก่อนหน้านี้ ปลดล็อกพลังของ AI : สรุปจาก Mini Gemini Bootcamp Day1-2 ว่าข้อจำกัดจริงๆ ตอนนี้คือตัวเราเองว่าเราสามารถใช้ AI เป็นแค่ไหน ความคิดและไอเดียมีมากน้อยแค่ไหน วันนี้จะมาพูดถึงการลงทุนที่ดีที่สุด สกิลที่สำคัญที่สุดที่เราควรมีในยุคนี้ ปรัชญาชีวิตที่สำคัญ จากบางส่วนของ Bonus class ใน Mini Gemini Bootcamp ของคุณทอย Datarockie กันค่ะ
การลงทุนที่ดีที่สุดในตอนนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการลงทุนในตัวเอง ลงทุนกับหนังสือ ลงทุนกับคอร์สเรียน แล้วออกมาสร้างอะไรที่เป็นของตัวเองจริงๆ
Reading
ขอเริ่มต้นที่หนังสือก่อน คุณทอยจะย้ำเสมอว่าให้อ่านเยอะๆ ตื่นเช้าขึ้นมาทำสิ่งที่ควรทำ ตื่นมาอ่านหนังสือทุกวัน เพราะการอ่านหนังสือก็เหมือนการได้อ่านชีวิตของผู้เขียนหนังสือเล่มนั้น คนเราเกิดมามีชีวิตเดียว แต่เราสามารถเรียนรู้อีกหลายชีวิตได้ผ่านการอ่านงานเขียนของคนคนนั้น เหมือนเป็น shortcut ที่เราจะได้ wisdom จากคนอื่นโดยใช้เวลาไม่มาก หนังสือเปลี่ยนชีวิตเราได้เพราะฉะนั้นเลือกหนังสือให้ดีแล้วอ่านเยอะๆ เพื่อเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นกันค่ะ
The Truth
ความจริงข้อหนึ่งบนโลกนี้ก็คือ เราเป็นคนเดียวในโลกที่จะทำให้ชีวิตของตัวเราเองดีขึ้นได้ เพราะฉะนั้นปรัชญาสำคัญข้อหนึ่งที่เราชอบมากก็คือ
Never stray from the Way ล้มได้ แต่ต้องลุกกลับมาใหม่เสมอ
แน่นอนว่าในชีวิตของเราทุกคน ไม่ใช่ทุกวันที่เราจะมีแรงลุกมาอ่านหนังสือ ลุกขึ้นมาเรียน มันจะต้องมีบางวันที่เราเหนื่อย เราล้า วันที่เจอเรื่องหนักหน่วงเหมือนต้องแบกโลกทั้งใบไว้ แต่ปรัชญานี้จะคอยเตือนใจว่า ถ้าวันไหนเราไม่ไหว ไม่เป็นไร เราอาจจะพักก่อน แต่พรุ่งนี้ต้องกลับมาใหม่นะ จงอย่าออกนอกเส้นทางที่จะเป็นตัวเองเวอร์ชันที่ดีขึ้น
The Most important skill
สกิลที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือ "Agency" คือความสามารถในการเลือกสิ่งที่จะลงมือทำโดยไม่ต้องมีใครมาสั่ง จงเป็นคนที่มี High Agency คือเลือกเป้าหมายในชีวิตด้วยตัวเอง
ทุกวันนี้เราเรียนเยอะแต่ยังไม่ลองนำไปใช้หรือเปล่า หรือทุกวันนี้เราทำงานหนักจนจะ burnout แต่เงินเดือนยังเท่าเดิมอยู่หรือเปล่า ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเพราะเรายังติดกรอบ Low Agency ที่ยังใช้ชีวิตแบบต้องมีคนมาสั่ง ต้องมีเจ้านายมาบอกว่าต้องทำอะไร เราจึงควรเบรกกรอบนี้ได้แล้วหรือยัง เราควรจะคิดหรือสร้างอะไรที่เป็นของตัวเองแล้วหรือเปล่า ไม่ได้แปลว่าต้องลาออกจากงานประจำ แต่ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ลองเริ่มต้นทำอะไรเป็นของตัวเอง ลองเริ่มต้นทำเพื่อตัวเองจริงๆ ดีมั้ย
แต่ก่อนจะคิดหรือสร้างอะไรได้ขนาดนั้นก็ต้องใช้เวลาทั้งสะสมความรู้และลงมือทำ ผ่านการเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นทุกวัน ไม่ใช่แค่การอ่านหนังสือหรือเรียนแค่วันหรือสองวัน อาจจะต้องใช้เวลาเป็นปีเพื่อที่จะเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
Greatness takes time
ความสำเร็จหรือความแข็งแกร่งมันไม่ได้มาในทันที บางอย่างต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นจงทำในสิ่งที่ควรทำ แล้วให้เวลาเป็นเพื่อนเรา
เอาจริงประโยคนี้ปลดล็อกบางอย่างในชีวิตเราเลย เพราะส่วนตัวเคยคิดมาตลอดว่า ทำไมถึงยังรู้สึกว่าชีวิตอยู่ที่เดิม ยังไม่ไปไหนสักเท่าไร คิดยังไม่ออกว่าจะสร้างอะไรดี บางครั้งก็ท้อ แต่ลืมไปว่าเราก็เพิ่งเริ่มพยายามพัฒนาตัวเองได้ไม่นาน มีท้อบ้าง พักบ้าง กลับมาบ้าง ก็คงไม่แปลกเลยถ้าจะยังต้องสะสมความรู้และลงมือทำอีกมาก
ส่วนตัวรู้สึกว่าไม่ต้องรีบเกินไป แต่ต้องใช้เวลาที่มีอยู่อย่างมีความหมาย ถ้ามองตามความเป็นจริง ชีวิตเราเดินหน้าสู่ความตายทุกวัน เวลาในชีวิตเราเหลือน้อยลงทุกที เราจึงควรเลือกทำสิ่งที่มีความหมาย เลือกทำในสิ่งที่ควรทำ เลือกทำในสิ่งที่ตัวเราในอนาคตจะไม่เสียใจถ้ามองย้อนกลับมา เลือกทำสิ่งที่จะทำให้เราเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นทุกวัน
Thinking
One person business จะอยู่รอดได้ เราต้องทำสิ่งที่คนอื่นทำเหมือนเราไม่ได้ คุณทอยบอกว่า "ทักษะ" คือสิ่งที่คนส่วนน้อยทำได้ และสังคมมองว่ามีคุณค่า พอได้ยินสิ่งนี้เราก็นึกถึง Specific knowledge จากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant: A Guide to Wealth and Happiness ซึ่งก็คือการผสมผสานระหว่างสิ่งที่เราทำได้ดี กับสิ่งที่เราสนใจและทำได้นาน ต่างคนต่างมีสกิลที่ไม่เหมือนกัน
Specific knowledge คือความรู้ความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณสอดคล้องกับตัวตนของคุณและไม่เหมือนใคร เป็นสิ่งที่ไม่มีสอนในโรงเรียนหรือมหาลัยเพราะถ้าหากมี คนอื่นก็จะทำได้เหมือนกันและแทนที่คุณได้ง่าย สังเกตได้จากว่าคุณสนใจเรื่องอะไร สิ่งไหนที่คุณทำแล้วรู้สึกเหมือนไม่ใช่งานในขณะที่คนอื่นมองว่าเป็นงาน แล้วนำมาคิดต่อว่าสิ่งนั้นสามารถตอบความต้องการของคนในสังคมอย่างไรได้บ้าง และเมื่อมันเป็นเอกลักษณ์ของคุณ เมื่อนั้นคนจะยอมจ่ายเงินเพื่อคุณ
ความคิด > การกระทำ > คนที่คุณจะเป็น ความคิดนำไปสู่การกระทำ และการกระทำนำไปสู่ตัวเราที่จะเป็นอนาคต ถ้ามองตามเหตุและผลนี้ จะเห็นได้ว่าในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร ดูได้จากความคิดของเราในปัจจุบัน
เราอาจจะคิดว่าทุกวันนี้ก็คิดได้ดีแล้ว ก็ต้องดูว่าทุกวันนี้ชีวิตเราดีแล้วหรือเปล่า เพราะถ้าเราคิดได้ดีตามสมการนี้ ชีวิตเราก็ต้องดีแล้ว
Leverage Skill
หนึ่งในสกิลสำคัญที่จะช่วยทุ่นแรง ช่วยให้เราเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นได้ก็คือ "ทักษะการเขียน"
Writing is thinking on paper - William Zinsser
เพราะการเขียนคือการได้คิดบนกระดาษ การเขียน > การได้คิด > คิดได้ดีขึ้น > ลงมือทำได้ดีขึ้น > ชีวิตดีขึ้น ดูจากสมการนี้แล้วการเขียนจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้
คุณ Naval บอกว่า ใครเขียนโค้ดได้ ก็ให้เขียนสร้าง product หรือ software ใครที่เขียนโค้ดไม่ได้ก็ให้เขียน content เพื่อสร้าง media หรือถ้าทำได้ทั้งสองอย่างก็เขียนทั้งสองอย่างไปเลย
แล้วเราจะเขียนอะไรดี?
ถ้าไม่ได้เขียนสิ่งที่ตกผลึกออกมาจากชีวิตของตัวเอง ก็จะเป็นการเขียนสิ่งที่ได้เรียน ได้ฟัง หรือได้อ่านมา ดังนั้นจึงวกกลับไปตรงที่ว่า อ่านหนังสือให้มากๆ เรียนรู้ให้มากๆ เพื่อที่จะได้เขียน ได้คิด และได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น
Summary Formula
เมื่อลองขมวดทุกอย่างมาต่อกันแล้ว ก็จะได้สมการหน้าตาประมาณนี้
อ่านและเรียน > เขียน > ได้คิด > คิดได้ดีขึ้น > ลงมือทำได้ดีขึ้น > ช่วยคนได้มากขึ้น > รายได้มากขึ้น > ชีวิตดีขึ้น
ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลา ตื่นเช้ามาทำในสิ่งที่ควรทำไปเรื่อยๆ แล้วให้เวลาเป็นเพื่อนเรา
Happiness
เมื่อพูดถึงรายได้ที่มากขึ้นจากสมการข้างบน เราอาจจะคิดว่าถ้ามีเงินมากขึ้น เราต้องมีความสุขแน่ๆ แต่จริงๆ แล้ว ความสุขนั้นเกิดจากภายใน ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก เงินสำคัญจริง แต่ความสุขไม่ควรยึดติดกับมัน ลองนึกภาพถ้าเราบอกตัวเองว่า วันไหนเรามีเงิน xx บาท เราจะมีความสุข ถ้าวันนั้นมันมาถึงเราจะมีความสุขจริงๆ มั้ย เราจะตั้งเป้าหมายว่าต้องมีเงินมากขึ้นกว่าเดิมไปเรื่อยๆ หรือเปล่า หรือเราจะเป็นทุกข์เพราะกลัวเงินก้อนนี้จะต้องใช้จ่ายหรือลดลงไปบ้างหรือไม่
บางทีความสุขอาจจะเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกพอหรือยอมรับความจริง เพราะเมื่อเราอยากเราก็จะเป็นทุกข์หากไม่ได้ตามต้องการ หรือถ้าได้ตามต้องการก็เป็นทุกข์เพราะอยากรักษาสิ่งนั้นไว้ให้อยู่กับเรา
ปัจจัยภายนอกทั้งหลายเราควบคุมไม่ได้ ทั้งทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียงหรืออื่นๆ ล้วนแล้วแต่ไม่แน่นอน วันหนึ่งเรามีทรัพย์สินมาก แต่วันใดที่เศรษฐกิจไม่ดีทรัพย์สินเราก็อาจจะลดลง วันหนึ่งเราอาจจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักได้รับคำชมได้รับความสนใจ แต่วันหน้าก็อาจจะมีคนมาแทนที่เรา ได้รับความสนใจมากกว่าเราก็เป็นได้ ถ้าหากเราไปผูกความสุขไว้กับสิ่งที่ไม่แน่นอนเหล่านี้ แน่นอนว่าวันหนึ่งเราก็จะไม่มีความสุขอยู่ดี
เป็นไปตามประโยคที่ว่า "สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี" ประโยคที่ใครหลายคนคงเคยได้ยินจากพุทธศาสนา ถ้าวันไหนเราไม่ได้ปรารถนาอะไร ไม่ได้อยากได้ อยากมีหรืออยากเป็นอะไร จิตใจเราก็คงจะสงบ ปัจจัยภายนอกจะทำอะไรเราไม่ได้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าให้เราขี้เกียจ หรือไม่ตั้งเป้าหมายในชีวิต ส่วนตัวมองว่าเรายังควรตั้งเป้าหมาย ตั้งใจตื่นเช้ามาทำในสิ่งที่เราควรทำในทุกๆ วัน เพียงแต่วางใจให้สงบ ไม่ต้องเร่งหรืออยากให้ผลลัพธ์เป็นแบบนั้นแบบนี้ เพียงแต่เราทำในสิ่งที่ควรทำสม่ำเสมอแล้วปล่อยให้ผลลัพธ์มันเกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่ต้องไปว้าวุ่นใจกับมันเลย

Comments