ตอนนี้ทุกครั้งที่คุณไถฟีด ทุกๆ 10 คอนเทนต์ ที่คุณเจอจะมีคอนเทนต์ที่สร้างจาก AI กี่ คอนเทนต์? ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การสร้างสรรค์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้พลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เนื้อหาเกิดจากความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ของมนุษย์เป็นหลัก บัดนี้ AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิต เผยแพร่ และแม้กระทั่งกำหนดทิศทางของข้อมูลที่เราบริโภคในแต่ละวัน บทความนี้จะเจาะลึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ AI เข้ามามีอิทธิพลต่อการสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มยอดนิยมต่างๆ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบ ความน่ากังวล และแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สื่อเก่าจะตาย สื่อออนไลน์ ก็ยังปรับตัวไม่ทันเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่เปลี่ยนตั้งแต่พฤติกรรมผู้เสพสื่อ ยันผู้ผลิตสื่อ

X (Twitter): สนามรบแห่งกระแสและดราม่า

บนแพลตฟอร์ม X หรือ Twitter เดิม เราได้เห็นพฤติกรรมที่เรียกว่า "ติ๊กฟ้า" ซึ่งหมายถึงผู้ใช้งานที่มักจะดูดคลิปไวรัลจาก TikTok มาโพสต์ซ้ำ หรือแคปหน้าจอโพสต์ดราม่าจาก Facebook เพื่อหวังผลด้าน Engagement การใช้ AI ในบริบทนี้อาจยังไม่เด่นชัดในการสร้างเนื้อหาโดยตรง แต่ AI สามารถเข้ามาช่วยในการระบุเทรนด์ คาดการณ์ประเด็นร้อน หรือแม้กระทั่งสร้างข้อความที่กระตุ้นให้เกิดการโต้ตอบได้ง่ายขึ้น ผู้ใช้งานอาจใช้ AI ในการวิเคราะห์ว่าประเด็นใดกำลังเป็นที่สนใจ เพื่อ "หย่อน" คำถามหรือข้อความที่ดูเหมือนบริสุทธิ์ใจ แต่แท้จริงแล้วมีเป้าหมายเพื่อปั่นกระแสและเรียกยอดไลก์หรือรีทวีต และแปะลิงก์ Affiliate ให้คนเผลอจิ้มเก็บ Deep link 🔗 ไปสร้างรายได้จากนายหน้า

TikTok: ดราม่าสั้นๆ สนามกระตุ้นโดปามีนและปักตะกร้า

TikTok กลายเป็นแหล่งรวมคอนเทนต์สั้นๆ ที่เน้นความรวดเร็วและกระตุ้นอารมณ์ ผู้สร้างคอนเทนต์มักจะนำโพสต์ดราม่าจาก X มาสร้างเป็นคลิปสั้นๆ พร้อมใส่เสียงประกอบที่ตื่นเต้นเร้าใจ และที่สำคัญคือการ "ปักตะกร้า" เพื่อสร้างรายได้ หากเนื้อหายาวเกินไป ก็จะถูกตัดแบ่งเป็นหลายส่วนเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมติดตามจนจบ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์คลิปเหล่านี้ ตั้งแต่การเลือกประเด็นดราม่าที่กำลังเป็นกระแส การสร้างสคริปต์ที่กระชับและน่าสนใจ การเลือกเพลงประกอบที่เหมาะสม ไปจนถึงการสร้างเสียงบรรยายที่ดึงดูดความสนใจ แม้กระทั่งการสร้างตัวละครเสมือนจริงเพื่อเล่าเรื่องราวก็เป็นไปได้ด้วย AI ทำให้การผลิตคอนเทนต์จำนวนมากเป็นเรื่องง่ายดาย

Facebook: มาเด้อกินข้าว ครีเอเตอร์สร้างรายได้ เมื่อปริมาณคือหัวใจสำคัญ

บน Facebook การใช้ AI ในการสร้างโพสต์กลายเป็นเรื่องปกติ ผู้ใช้งานจำนวนมากไม่สนใจว่าเนื้อหาจะมาจากแหล่งใด หรือมีความถูกต้องแม่นยำแค่ไหน ขอเพียงแค่ AI สามารถแปลและโพสต์เนื้อหาจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมี "คาแรคเตอร์" หรือความคิดเห็นส่วนตัวของมนุษย์ การเน้นปริมาณเป็นหลักนี้ ทำให้ Facebook กลายเป็นแหล่งรวมของข้อมูลที่หลากหลาย แต่ก็อาจขาดความลึกซึ้งและคุณภาพ นอกจากนี้ การแคปโพสต์ดราม่าจาก X มาขยายความบน Facebook ก็ยังคงเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมที่สร้าง Engagement และรายได้จากการ Affiliate ได้อย่างต่อเนื่อง AI สามารถช่วยในการขยายความดราม่าเหล่านั้นให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งสร้างคอมเมนต์ปลอมเพื่อกระตุ้นการสนทนา

YouTube: Podcast เพลง และหนัง ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

YouTube กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก AI โดยเฉพาะในหมวดหมู่ Life Hack และช่องสรุปเนื้อหาต่างๆ เราเริ่มเห็นช่องที่ใช้ AI ในการสร้างภาพและเสียงบรรยายจำนวนมาก ทำให้สามารถผลิตวิดีโอได้หลายช่องพร้อมกันในแต่ละวัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่อง Investment Coach ที่ใช้เสียง AI ในการเล่าเรื่องเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน สรุปข้อมูลหุ้น หรืออธิบายแนวโน้มตลาด การใช้ AI ทำให้การผลิตคอนเทนต์เหล่านี้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง แม้เสียง AI จะยังคงมีความแข็งทื่อ แต่ความรวดเร็วในการผลิตก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ช่องเหล่านี้เติบโต

Podcast หนึ่งในช่องทางที่เติบโตมากที่สุด และอัตราการดูจบ และสร้างให้คนอยู่บนแพลตฟอร์ม YouTube ได้นานที่สุด เป็นอีกรูปแบบการนำเสนอที่ถูกนำ Ai มาใช้ในการบรรยายแทนเสียงของมนุษย์จริงๆ ตั้งแต่การมาของ Google Studio, ที่ใช้เสียง Ai หรือตัว ElevenLabs ที่โคลนเสียงคุณได้เป๊ะๆ, หรือจะใช้ Minimax Ai คุณก็สามารถมีเสียงเหมือน คุณรวิศ หาญอุตสาหะ เจ้าของพ็อดคาสท์ Mission to the Moon (และแบรนด์ศรีจันทร์) ได้ง่ายๆ

นอกจากนี้ AI ยังเข้ามา Disrupt วงการช่องสปอยล์หนัง/ซีรีส์ เราเริ่มเห็นช่องที่ใช้เสียง AI ในการเล่าเนื้อหาภาพยนตร์ แม้เสียงจะยังไม่เป็นธรรมชาติ แต่ความเร็วในการผลิตและการไม่กลัวลิขสิทธิ์ (โดยเฉพาะกับภาพยนตร์จากค่ายใหญ่อย่าง Disney) ทำให้ช่องเหล่านี้สามารถผลิตคอนเทนต์ได้จำนวนมากและรวดเร็ว

สำหรับช่องสรุปเนื้อหาหนังสือ AI ได้เข้ามามีบทบาทมานานแล้ว การสรุปหนังสือไทยก็เริ่มเผชิญความท้าทาย เพราะผู้คนหันไปฟังบทสรุปสั้นๆ 30 นาทีแทนการอ่านหนังสือทั้งเล่ม ผู้ที่ต้องการซื้อลิขสิทธิ์หนังสือต่างประเทศมาแปลก็ต้องปวดหัว เพราะหากมีใครปล่อยไฟล์ PDF ทั้งเล่มพร้อมนำรีวิวจากต่างประเทศมาสรุป ก็สามารถสร้างวิดีโอสรุปเนื้อหาหนังสือ หรือโพสต์บน Facebook ได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ผู้โพสต์อาจไม่เข้าใจเนื้อหาหนังสืออย่างถ่องแท้ด้วยซ้ำ

เอาประมาณนี้ก่อนพอหอมปากหอมคอ เดี๋ยวคราวหน้าจะมาวิเคราะห์คร่าวๆ ว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ส่งผลดี และ ส่งผลลบยังไง ทั้งต่อภูมิทัศน์สื่อ ในแง่ทั้งคนทำสื่อ เจ้าของ platform รวมไปถึงผู้ใช้งานหรือผู้ที่เสพสื่อที่ปลายทาง

SharpGPT เขียน ChatGPT ภาพ