วันนี้ผมอยากจะมาสรุปหนังสือ The Millionaire Fastlane ให้ทุกคนได้อ่านกันฉบับตามความเข้าใจของผมเองต้องบอกเลยคำพูดของพี่ทอยที่บอกว่า
"เล่มนี้คือหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตทอยเมื่อปีที่แล้วนะ เป็นหนังสือที่ทอยพูดเลยว่า รู้งี้อ่านไปนานแล้ว " ที่พูดขึ้นระหว่างไลฟ์ไม่เกินจริงเลย
ช่วงนี้เราตั้งปฎิฐานเลยว่าจะอ่านหนังสือทุกวันวันละ 5% ใน Kindle (ในนั้นจะมีบอกว่าเราอ่านหนังสือไปแล้วกี่เปอร์เซ็น) แล้วยังไม่พอผมบอกกับตัวเองว่า ถ้าอ่านจนเราจะสรุปสิ่งที่เราเข้าใจมาให้กับเพื่อนๆได้อ่านกัน เหมือนกับที่ เซเนก่า นักปรัชญาสโตอิก เขียนไว้ว่า Docendo discimus "เราเรียนรู้ผ่านการสอน"
จากที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักแต่ทำไมชีวิตกลับไม่ดีขึ้น ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวหรือทำในสิ่งที่ชอบ และรู้สึกว่าเราถูกขังอยู่ในกล่องๆหนึ่งที่ไม่ว่าเราจะผลักดันตัวเองแค่ไหนเราก็พังกล่องนั้นออกไปไม่ได้สักที
ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนค้อนที่ซ่อนอยู่ในกล่องที่ทำให้เราสามารถทุบกล่องออกมาสูบอากาศได้อย่างเต็มปอดซักที
หนังสือเปิดเรื่องมาด้วยการถามเราว่าปัจจัยที่ทำให้เรามีความสุขคืออะไร
หนังสือก็เฉลยว่า นิยามความรวยไม่ใช้จำนวนเงินแต่เป็น 3 อย่างที่ประกอบกันเรียกว่า The Wealth Trinity (3F)
Family (Relationships): ครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ดี
Fitness (Health): สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและมีพลังชีวิต
Freedom (Choice): อิสรภาพในการเลือกใช้ชีวิตตามใจปรารถนา
ทั้งสามอย่างจะต้องสัมพันธ์กันเสมอ
ถ้าเรามี Freedom ตอนอายุ 70 ร่ายกายเราก็อาจจะไม่แข็งแรงเที่ยวไหนคงไม่สนุก (No-Health)
ถ้าเรามี Freedom แต่ครอบครัวห่างเหินอยู่ตัวคนเดียว มันก็คงมีเงินไปก็ไม่มีความสุข (No-relationship)
ถ้าเรามี Health แต่ไม่มี อิสรภาพก็ทุกข์ (No-Freedom)
เพราะฉะนั้น The Wealth Trinity (3F) จึงเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงอยู่เสมอเกี่ยวกับเป้าหมายในการใช้ชีวิตของเรา
1.เส้นทางชีวิต หนังสือแบ่งเป็นสามเส้นทางหลักๆคือ Sidewalk , Slowlane และ Fastlane
Sidewalk คือ ชีวิตเดือนชนเดือนไม่มีเงินเก็บ ชอบใช้เงินของอนาคต ใช้ชีวิตตามใจตนเองอยากซื้ออะไรซื้อรอไม่ไหว ส่วนใหญ่ก็เลยเป็นหนี้และต้องหมุนเงินอยู่ตลอดเวลาและเส้นทางนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้เพราะคนที่มีรายได้สูงก็ก็สามารถเป็นได้เช่นกัน
Slowlane คือเส้นทางชีวิตที่ทำงานประจำประหยัดมัธยัธเน้นความปลอดภัยและเก็บออมลงทุนโดยมีความฝันว่าเมื่อเกษียณเงินออมก็จะงอกเงยให้เราใช้เพื่อได้ใช้ชีวิตที่เป็นอิสระในวันข้างหน้า ยอมอดทนตอนนี้ในการทำงาน เก้าโมงเช้า ถึง ห้าโมงเย็นเพื่อความสุขในอนาคต ฟังดูเหมือนจะดี แต่เราลืมนึกไปว่า สมมุติเราเก็บเงินมาตลอดเพื่อวันเกษียณของเราตอนอายุ 60ปี แต่เราดันตายตอนอายุ 59 เราอดใช้เงินนั้นเลยนะ หรือถ้าเราเกิดป่วยกระทันหันแล้วต้องเอาเงินเก็บทั้งหมดมารักษา แล้วยังไม่พอเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าเงินที่เราเก็บลงทุนในหุ้นมันจะเติบโตคงที่ตลอดไป ?
และเส้นทางสุดท้ายคือ Fastlane ทางด่วนที่ทำให้เราไม่ต้องรอให้เราเป็นอิสระจนถึงอายุ 60 ปี แต่เราอาจจะย่นระยะได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นถ้าเดินทางนี้ แต่มันก็เป็นเส้นทางที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะขึ้นไปอยู่เพราะว่าเราต้องเป็นที่พึ่งของตัวเองไม่มีใครมาสั่งเรา โดยเส้นทางนี้จะใช้ชีวิตโดยเน้นการสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่น แก้ปัญหาและช่วยเหลือ โดยได้รับสิ่งตอบแทนเป็นเงินตามคุณค่าที่เราสร้างผ่านระบบของเราที่ทำงานแทนเรา 24 ชั่วโมงแม้ในตอนที่เราหลับเพราะเป้าหมายเราคืออิสรภาพเวลาในชีวิตของเรา
"Money reflects how many lives I've touched. Money reflects the value I've created" เงินเป็นกระจกสะท้อนว่าเราช่วยเหลือผู้คนไปกี่คนและคุณค่าที่เราได้สร้างขึ้น
Fastlaner ไม่ได้รวยจากการสะสมกำไรไปเรื่อยๆเป็น 40 ปีแต่มาจากสิ่งที่เรียกว่า Liquidation Event การขายธุรกิจที่สร้างเปลี่ยนจากเงินในกระดาษเป็นเงินที่จับต้องได้
และนี้คือสมการที่อธิบายคนรวยที่สร้างฐานะด้วยตัวเองว่าเขาทำได้อย่างไร
ความมั่งคั่ง (Wealth) = กำไรสุทธิ (Net Profit) + มูลค่าสินทรัพย์ (Asset Value)
โดยสมการนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ
1.กำไรสุทธิ (Net Profit)=จำนวนหน่วยที่ขาย (Units Sold) × กำไรต่อหน่วย (Unit Profit)
สมการนี้จะต่างจากงานประจำที่รายได้ถูกจำกัดด้วยเวลา 24 ชั่วโมง เพราะสมการนี้ถ้าเราสามารถสร้างหรือเพิ่มจำนวนตัวแปรทั้งสอง รายได้ของเราก็สามารถเพิ่มได้อย่างไม่จำกัดเพราะเราไม่ได้เอารายได้ผูกกับเวลาของเราอีกต่อไป
และ
2.มูลค่าสินทรัพย์ (Asset Value) = กำไรสุทธิ (Net Profit) × ตัวคูณของอุตสาหกรรม (Industry Multiple) อันนี้แหละคือ ความมหัศจรรย์ ในธุรกิจจะมีตัวคูณประเมินมูลค่าตามสภาวะตลาดในแวดวงอุตสาหกรรมนั้นๆต่างกันไป หมายความว่าวิธีวัดมูลค่าของธุรกิจเรา เขาก็จะเอา กำไรสุทธิ ไปคูณกับตัวคูณของอุตสาหกรรม นั้นหมายความว่า ทุกๆ 1 บาทในการทำให้กำไรสุทธิถ้าเราสามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้มูลค่าบริษัทก็จะทวีคูณเพิ่มขึ้นตามตัวคูณของอุตสาหกรรมนั้นเอง
ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของ Fastlaner ก็คือการขายธุรกิจที่จะทำให้พวกเขาได้เงินก้อนโตภายในเวลาไม่กี่ปี
คุณค่าที่เราสร้าง เกิดมาจาก ปัญหาที่ผู้คนมี ยิ่งปัญหาใหญ่เท่าไร คนก็พร้อมที่จะจ่ายเงินให้เรามากเท่านั้น เช่น ถ้าคนใกล้ตายแต่มันมียาตัวหนึ่งที่ทำให้เขาหายได้ เขาก็พร้อมขายทุกอย่างเพื่อซื้อมัน หรือ ฟันเราผุแล้วทรมานมาก เราก็พร้อมที่จะจ่ายเงินเท่าไรก็ได้เพื่อให้ความทรมานนี้หายไป
ซึ่งค่าบริการก็จะขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาว่า มันสร้างความเจ็บปวดให้กับคนๆนั้นมากแค่ไหน ถ้าไม่มาก = ค่าบริการน้อย = เราต้องการลูกค้าเยอะ ถ้ามาก = ค่าบริการสูง = เราต้องการลูกค้าไม่กี่คน
เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่เราควรรู้เลยก็คือ เป้าหมายเราคืออะไร ? ไลฟ์สไตล์ที่เราอยากมีเป็นแบบไหน? แล้วมาคำนวณว่า รายได้ต่อเดือนเท่าไรที่จะสามารถทำให้ชีวิตเรามีชีวิตได้แบบนั้น
สมมุติว่า เราเป็นครูสอนภาษาไทยให้ฝรั่ง อยากมีรายได้เดือนละแสน ก็จะได้สมการ 100000 (Net Profit) = จำนวนหน่วยที่ขาย (Units Sold) × กำไรต่อหน่วย (Unit Profit) เราอาจจะต้องหานักเรียนให้ได้ 10 คนเพื่อคิดค่าคอร์สคนละหมื่น หรือนักเรียน20 คนเพื่อคิดค่าคอร์สให้ได้ 5000 บาทต่อคนต่อเดือน
แต่ประเด็นคือถ้าให้เราสอนนักเรียน 20 คนทุกเดือนด้วยตัวเอง เวลาในชีวิตเราก็คงจะหมดไปกับการสอน อิสระภาพในเวลาเราก็จะไม่มี แล้วเราจะทำยังไงที่เราไม่ต้องลงแรงเองทุกครั้งเพื่อให้ได้เงินมา
คำตอบก็คือ เราต้องสร้างระบบ
ให้เรามองหาปัญหาของนักเรียน หา Solution ที่ดีกว่า สร้างสินค้าที่แก้ปัญหาให้พวกเขา เช่น เน้นนักเรียนมีปํญหาสมาธิสั้น สร้างคอร์สออนไลน์เรียนวันละ 5 นาทีทุกวัน คิดค่าใช้บริการเป็น subscribtion รายเดือน คนละ 100 บาทต่อเดือน เราก็แค่ต้องหานักเรียนที่มีปัญหาเดียวกับให้ได้ 1000คน เราก็จะได้เงิน 100,000 บาทต่อเดือนจากการลงแรงสร้างสินค้านั้นแค่ครั้งเดียว
แต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจบนโลกที่เดินบนเส้นทาง Fastlane วิธีที่เราจะเช็คว่าเราเดินมาถูกทางแล้วให้เช็ค Framework ที่ชื่อว่า CENTS
C(control) กฎแห่งการควบคุม เราต้องเป็นเจ้าของ เราต้องสามารถควบคุมธุรกิจเราได้ ถ้าเราควบคุมไม่ได้เราก็จะเป็นเพียงผู้โดยสาร ที่พึ่งพาคนอื่น หรือเอาโชคชะตาไปผูกกับคนอื่น เราไม่สามารถสร้างรายได้อย่างที่เราต้องการอย่างแท้จริง "Fastlaner sell stock not buying them Fastlaner sell franchise; They don't buy them Fastlaner offer employment;they don't get employed"
E(entry) ** กฎแห่งการเข้าถึง** ธุรกิจที่ดีต้องมีเพียงบางคนเท่านั้นที่เริ่มต้นได้หรือมีอุปสรรคบางอย่างที่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ ถ้ามันสามารถเริ่มต้นได้ง่ายใครก็ทำได้ มันจะกลายเป็นทะเลครามสีเลือด(Red Ocean)ที่มีการแข่งขันที่สูงและกำไรที่ลดลงเรื่อยๆตามจำนวนคนที่เข้ามา คนจำนวนน้อยและต้องเป็นคนที่โดดเด่นจริงๆถึงจะประสบความสำเร็จได้
N(need) กฎแห่งความต้องการ ใครที่บอกเราว่า จงทำในสิ่งส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ในกลุ่มที่ว่าทำไม 95% ของธุรกิจล้มเหลวภายในสามปี เพราะลูกค้าไม่สนใจหรอกว่าความฝัน วิสัยทัศน์เราคืออะไรสวยงามแค่ไหน เขาสนใจแค่ว่าธุรกิจของเราจะช่วยแก้ปัญหาให้กับพวกเขาหรือเปล่า
T(Time) กฎแห่งเวลา ธุรกิจของเราจะต้องถูกแยกจากการใช้เวลาของเราเมื่อไรก็ตามที่มันผูกติดกับเวลาของเรามันไม่ใช่ธุรกิจแต่มันคืองานต่างหาก เราสามารถส้รางธุรกิจได้โดยการสร้างระบบอัตโนมัติที่สามารถทำเงินให้เราได้แม้ในยามที่เราหลับ
S(Scale) กฎแห่งขนาด Think Global Not local คิดจะทำธุรกิจอะไร ธุรกิจนั้นต้องขยายได้เพื่อสร้างผลกระทบต่อคนจำนวนมหาศาล
โอเคเข้าใจแล้วๆ แล้วเราจะเริ่มต้นทำธุรกิจยังไงละ ?
ก็ให้เริ่มมองหาปัญหาที่มาจาก การบ่นของผู้คนที่อยู่รอบๆ เช่น ฉันเกลียดเรื่องนี้ รำคาญ ทำไมฉันต้องทำ...
พอเราเห็นปัญหา เอาละฉันจะทำมันละ แต่อ้าว มีคนทำแล้วนิ หลายคนก็จะล้มเลิกแล้วบอกว่ามีคนทำแล้ว ในหนังสือเขาบอกว่า
ไม่จำเป็นต้องมีไอเดียใหม่ระดับโลก แค่ทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น
อะไรที่คู่แข่งเราทำได้ไม่ดี เราต้องทำให้ดีกว่า เหมือนกับแนวคิดของพี่คนนึงที่ผมเคารพรัก ที่พลิกชีวิตด้วยการทำธุรกิจ ผมเคยขอคำแนะนำ พี่เขาบอกว่า "Copy and Develop"
ไม่จำเป็นที่แตกต่างแต่ต้องทำให้ดีขึ้น
หลังจากนั้นคือการลงมือทำ เพราะไอเดียมีค่าเท่ากับศูนย์ เขาบอกว่า Business plan is useless แต่แผนธุรกิจที่ดีที่สุดคือผลของการลงมือทำ
โดยเขาได้แนะนำ 5 เมล็ดพันธุ์ต้นไม้เงิน (Money Tree Seedlings) ที่จะสร้าง Passive Income ได้ดีที่สุด
Rental Systems: ระบบเช่า (อสังหาริมทรัพย์, ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์/สิทธิบัตร)
Computer/Software Systems: ระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต (เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน)
Content Systems: ระบบเนื้อหา (หนังสือ, วิดีโอ, บล็อก ที่สร้างครั้งเดียวขายได้ตลอด)
Distribution Systems: ระบบจัดจำหน่าย (แฟรนไชส์, การกระจายสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรด/Amazon)
Human Resource Systems: ระบบทรัพยากรมนุษย์ (การจ้างคนมาบริหารระบบแทนเรา)
ในท้ายที่สุดเขาบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เขาสังเกตุเห็นคนที่อยู่บนถนน Fastlane แห่งนี้ได้ก็คือ Passion and Purpose ที่เขายอมทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ เพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ไม่เหมือนคนอื่น
และเราต้องย้ายฝั่งให้จงได้ เปลี่ยนมุมมองจาก Cosumer มาเป็น Producer จากคนซื้อคอร์สเรียนให้เริ่มตั้งคำถามว่าเขาขายมันได้ยังไง จากคนที่ชอบดู Content ให้มาถามว่าเขาสร้าง Contentให้คนติมตามได้ยังไง จากคนที่ชอบช้อปปิ้งให้ถามว่าเขาทำให้เราอยากซื้อสิ่งนี้ได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรจำให้ขึ้นใจ ไม่ใช่ว่า เราจะสร้างเงินได้เท่าไร แต่เป็นฉันจะมอบคุณค่าอะไรให้กับโลกใบนี้ได้บ้างจากการแก้ปัญหาที่ทำให้คนอื่นเจ็บปวด
มี quote นึงที่ผมจำขึ้นใจและเขาก็ย้ำอยู่เสมอในหนังสือเล่มนี้คือ
"Impact Millions and Make millions" เมื่อเราสร้างคุณค่าให้คนล้านคนได้ เราก็มีสร้างเงินล้านได้เช่นกัน
มาสร้างคุณค่าไปด้วยกันครับ ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน แนะนำเลยครับ มาถือค้อนแล้วลุยไปด้วยกัน
ขอบคุณครับ

Comments