"ไม่มีใครสนใจเราหรอก"
เมื่อตอนเช้าผมไปวิ่งเทรลมา ในระหว่างที่กำลังคิดว่าวันนี้อยากจะเขียนเรื่องอะไรดี จู่ๆภาพของการวิ่งที่ยะลาก็กลับเข้ามาอยู่ในหัว แล้วมันก็ทำให้ผมนึกถึง บทเรียนชิ้นใหญ่ที่ได้จากงานนั้นเลยก็คือ
No one care about you
ประโยคนี้ไม่ได้ตั้งใจให้มันฟังดูแย่ และไม่ได้ว่าคนอื่นอะไร แต่บอกตัวเราที่ชอบคิดไปเองนี้แหละ
งานวิ่งที่ยะลาครั้งนั้นไปกับ BLC Chiang Mai มีพี่ฝ้าย อีฟ นีโอ ที่ไปวิ่งด้วยกันโดยมีบังฮาบิบ เป็นไกด์นำทาง
เราลงงานวิ่ง 28 กิโลกับนีโอในต้นเดือนพฤษภาคม ก่อนหน้าน้ันเราแทบไม่ได้ซ้อมเลย ข้ออ้างหนึ่งอย่างในตัวผมตอนนั้นก็คือ มันเป็นฤดูหมอกควันเราเลยไม่ได้ไปซ้อมวิ่ง ผมก็เลยหยุดซ้อมไปประมาณ สองเดือน แทบไม่ได้ซ้อมอะไรจริงจัง
พอถึงวันวิ่งจริง ทุกอย่างมันดูน่าตื่นเต้นไปหมด คนเยอะมาก และเป็นเรื่องที่แปลกมากว่า เราไม่เหนื่อยเลย ทั้งๆที่หัวใจเราตอนนั้นเต้นเกือบ 170 BPM เราคิดว่าเราวิ่งไหวแน่ๆ 28 โลจิ้บๆ
ตัดภาพมา 15 กิโลเมตรผ่านไป... ผมกำลังวิ่งอยู่ที่โล่งๆ แสงแดดส่องตรงหน้า ตาพร่ามัว ความรู้สึกเหมือนเราไม่เคยทรมานอะไรขนาดนี้มาก่อน อาการที่ชื้น เสื้อที่แทบจะไม่รู้จักคำว่าแห้ง เข่าก็เจ็บ มือที่โดนหนามตำตอนลงเขา น้ำที่หมดแล้วไม่เจอที่เติมน้ำสักที
เรารู้เลยว่า ไอ้ความไม่เหนื่อยในช่วงแรก มันคือฮอร์โมนที่หลั่งแห่งความตื่นเต้น พอมันหมดเราก็เผชิญกับความจริงว่า เราฟิตไม่พอ
หนึ่งอย่างที่ผมชอบวิ่งก็คือ การวิ่งมันมักจะสอนผมอะไรบางอย่างเสมอ และยะลามันก็ได้มอบบทเรียนนี้ให้กับผม จากความคิดที่เกิดขึ้นในตอนวิ่ง ณ ขณะนั้น
"อย่าหยุดวิ่ง" เป็นคำที่เราพูดกับตัวเองซ้ำๆในงานครั้งนั้น แต่เรารู้ตัวว่า...
คำนี้มันไม่ได้มาจากการไม่ยอมแพ้อะไรของตัวเราหรอก แต่มันเป็น
"คนอื่นจะมองเรายังไง" เขาจะมองเราเป็น looser หรือเปล่า ไอ้น้องนี้อ่อนจังวะ อายุก็น้อย วิ่งแปปเดียวเดินละ อ่อ ไอ้นี้เองที่แซงเรา นึกว่าเก่งที่ไหนได้ ฮ่าๆ
ความคิดที่อยู่ในสมองเราแล่นออกมา ทำให้เราหยุดวิ่งไม่ได้แม้ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม แต่แล้วด้วยความเหนื่อยขั้นสุด เจ็บเข่าขั้นสุด ผมหยุดเดิน...
มีพี่ชายสองคนวิ่งผ่านไป มีผู้หญิงวิ่งผ่านไป มีป้าคนนึงวิ่งผ่านเราไป
แล้วผมก็พบว่า "No one care about you"
about you ในที่นี้คือ ไม่มีใครสนใจเอ็งหรอก แค่วิ่งพวกเขาก็เหนื่อยมากพอแล้ว แล้วความจริงก็คือ เรามาค้นพบว่า ทุกคนโฟกัสจังหวะก้าวเท้าของตัวเองกันทั้งนั้น
ทุกคนวิ่งไปหาเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้ เขาไม่มีเวลามาสนเสียงในหัวของเรา หรือ สิ่งที่เราเชื่อในหัวเราหรอก แล้วมิงก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับชีวิตเขาขนาดนั้น
อาจจะจริงที่เขาอาจจะคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเราในใจ แต่เชื่อไหมถ้ามันจริงนะ อีกแปปเดียวเขาก็ลืม
ก็ดูจากตัวผมเองก็ได้ พอผ่านมา สามสัปดาห์ผมแทบจะลืมไปหมดแล้ว ว่าระหว่างทางผมเจอใครมาบ้างในตอนวิ่งวันนั้น ขนาดผมยังสนใจแค่สิ่งที่อยู่ในหัวของตัวเองเลย
ณ ขณะนั้นเอง ผมก็มาเข้าใจว่าในช่วงชีวิตของตัวเองว่า หลายครั้งผมมีความฝันจะทำนู้นทำนี้ แต่ท้ายที่สุดก็จบลงที่หน้ากระดาษ เสพติดการเรียนรู้ ไม่กล้าลงมือทำ
เพราะ การกลัวโดนดูถูก ตัดสิน คนอื่นจะมองเรายังไง ถ้าเราล้มเหลวละ ทำให้เราไม่กล้าเสี่ยงเดินออกมาจากจุดเดิมๆ
ซึ่งเอาจริงๆมันก็คือ ตัวเราเองนั้นแหละที่กำลังตัดสินดูถูกตัวเองอยู่ ชีวิตเรามันสั้นนิดเดียว มีคนรอบตัวเราจากไปเร็วที่ละคนสองคน หนึ่งวันก่อนที่เขาจะจากไป เขาคงไม่ได้นึกหรอกว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต ตัวเราเองก็เช่นกัน
เพราะฉะนั้น ทำไปเถอะ ไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้นหรอก
หลายคนที่ยังไม่เคยวิ่งก็อาจจะสงสัยว่า วิ่งไปทำไมเหนื่อยเปล่าๆ วิ่งแล้วได้อะไร
โพสนี้คือหนึ่งสิ่งเล็กๆที่ผมได้จากการวิ่ง ผมหวังว่าโพสนี้จะทำให้เพื่อนๆพี่ๆ อยากมาลองวิ่งไปด้วยกันมากขึ้นนะครับ

Comments