วันนี้ผมอยากจะมาแชร์เรื่อง ความมหัศจรรย์ของการเขียน ที่ผมได้รับจากการทดลองเขียนทุกว้น วันนี้ก็วันที่ 9 แล้วเย้ . ในโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนที่รวดเร็ว สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตุตัวเองได้ชัดเลยคือ อะไรที่มันช้าๆ เราจะกระวนกระวาย ทนไม่ได้ เวลาที่เราเบื่อๆว่างๆ เราก็จะหยิบมือถือขึ้นมาดูมัน วันทั้งวันที่ว่าง หมดไปกับการใช้เวลาบนหน้าจอมือถือ . ข้อดีของเทคโนโลยีคือสะดวกสบาย แต่ข้อเสียอย่างนึงที่ผมเห็นได้ชัดคือ เราเริ่มถอยห่างจากตัวเองไปเรื่อยๆ เมื่อเราออกถอยห่างตัวเองไปเรื่อยๆ เวลาเราที่เรารู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี เราก็มักจะไปหาสิ่งอื่นๆภายนอกมาทำให้ เราลืมๆความรู้สึกเหล่านั้นไป หรืออาจจะไม่มีเวลามาสนใจความรู้สึกภายในของเรา . แต่เอาเข้าจริง ความรู้สึกเหล่านั้นอาจจะเป็น สิ่งที่มีค่าที่กำลังเตือนเราว่า มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ต้องได้รับการใส่ใจมากขึ้น "แล้วเราจะทำไงละ" ถ้าพี่ๆเพื่อนๆคนไหนที่กำลังรู้สึกแย่ ผมว่าการเขียนเนี้ยแหละ ที่ทำให้สุขภาพจิตเราดีขึ้นจริงๆ ไม่แพ้ไปกับการนั้งสมาธิเลย . "โฟล์ค แต่เราไม่เคยเขียน เราเขียนไม่ได้หรอก" คำถามนี้ผมได้รับจากพี่คนนึงที่เขาฟังผมเล่าเรื่องการเขียน "Free writing" ไงพี่ง่ายนิดเดียว ผมตอบ Free writing คือวิธีการเขียนที่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ ขอแค่ตั้งเวลาสิบนาที แล้วเขียนความคิดความรู้สึกทุกอย่างลงไปในกระดาษนั้น . แนวคิดนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดย Peter Elbow อาจารย์และนักวิชาการด้านการเขียน เขาได้แชร์แนวคิดนี้ไว้ในหนังสือชื่อ Writing Without Teachers เมื่อปี ค.ศ. 1973 ซึ่งต้นกำเนิดของแนวคิดนี้คือ เพื่อแก้ไขอาการเขียนไปแก้ไปของนักเขียนในยุคนั้น เพราะเมื่อเราแก้ไปเขียนไป ผลสุดท้ายคือเขียนไม่เสร็จสักที . เมื่อเวลาผ่านไปมีคนทดลองมากขึ้น ก็ได้มีงานวิจัยออกมาว่า การเขียน Free writing ให้ประโยชน์มากกว่าที่เราคิด . เช่น งานวิจัยของ Dr. James Pennebaker นักจิตวิทยาจาก University of Texas at Austin เขาได้วิจัยให้นักศึกษาที่เข้ารับการทดลองแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือได้เขียนสิ่งที่อยู่ในใจในความคิดลงไปในกระดาษ
กลุ่มที่ 2 คือเขียนเรื่องทั่วไปที่เป็นกลางไม่เกี่ยวกับอารมณ์ เช่น แผนผังหอพัก รองเท้าที่กำลังใส่อยู่ โดยทั้งสองกลุ่มจะใช้เวลาเขียน 15 นาทีเป็นเวลา 4 วันเหมือนกัน ผลปรากฎว่าเมื่อเวลาผ่านไปเขาไปเช็คทั้งสองกลุ่ม แล้วพบว่ากลุ่มที่ 1 มีอัตราการเข้าโรงบาล การขาดเรียน น้อยกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างเห็นได้ชัด แถมยังไม่พอ Dr. James Pennebaker ก็ไปสุด โดยที่ไปตรวจเลือดขาวชนิด T-lymphocytes (ซึ่งเป็นกองทัพหลักของระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค) แล้วพบว่ากลุ่มที่ 1 มีปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกัน ที่ "ตื่นตัวและแข็งแรงขึ้น" มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กว่ากลุ่มที่สอง ซึ่งผลสรุปก็คือ การเขียนช่วยปลดปล่อยความรู้สึกที่ติดอยู่ข้างในออกมาสู่ภายนอก เหมือน การล้าง cache ในเครื่องคอมของเราซึ่งทำให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด . โดยผมได้รู้จักแนวคิดนี้ครั้งแรก จากการฟังพอดแคสต์ Readary ของ พี่เนส กับพี่โจที่แนะนำเรื่องนี้ เราได้ทดลองกับตัวเอง ความรู้สึกคือ เมื่อเราเขียนโดยไม่คิด ผลปรากฎว่าเราเขียนได้เรื่อยๆ ไหลไปตามความรู้สึก แบบหยุดไม่อยู่ และในท้ายที่สุดระหว่างที่เราเขียน มันก็มีเรื่องบางอย่างที่เราตกตะกอน นึกขึ้นได้ รู้สึกดีขึ้น บางครั้งก็ร้องไห้ออกมา . เวลาผ่านไป เราพักการเขียน การเขียนเริ่มหายไปจากชีวิต เราเริ่มโกรธง่ายขึ้น โมโหกับเรื่องเล็กๆ มีความรู้สึกร้อนอยู่ในใจบ่อยๆ . แต่พอวันนี้เราได้มีโอกาสกลับมาเขียนอีกครั้ง ผลปรากฎว่า เรานิ่งขึ้น จากแต่ก่อนที่โมโหง่าย ตอนนี้ความรู้สึกนั้น ไม่ค่อยแวะมาหาอีกแล้ว . ซึ่งเรารู้สึกว่าการเขียน มันก็เหมือนเรากลับเข้าไปหาตัวเอง เข้าใจตัวเอง และอยู่เป็นเพื่อนกับตัวเอง . ในโลกที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว เรายุ่งกับเรื่องภายนอก บางทีเราก็ลืมไปแล้วว่า ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ เราเป็นใคร อะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ . ผมว่าการเขียนเป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่ทำให้เรากลับเข้ามาสู่ในปัจจุบัน ที่มันเยี่ยวยาจิตใจของมนุษย์ได้จริง และมันก็ช่วยชีวิตผมจริงๆ ก็เลยอยากจะช่วยพี่ๆเพื่อนๆ มาเขียน Free writing ไปด้วยกันนะครับ . ขอบคุณครับ 🙂