โมเมนต์วันนั้นผมยังจำได้ดี วินาทีที่เหนื่อยสุดขีด อยากจะหนีมันไปให้พ้นๆ แต่ผมเลือกที่อยู่ต่อ

โชคดีมากที่ช่วงนั้น เป็นช่วงที่ฝนตกทุกวัน ฟาร์มเลยหยุดทำงาน เราเลยมีเวลาให้ได้พัก ได้ให้เวลากับตัวเอง

สาเหตุหลักที่ ผมเลือกที่จะเดินต่อ เราไม่อยากหนีอีกแล้ว เรารู้ตัวเลยว่า ชีวิตนี้เราหนีจะความกลัว ความอ่อนแอของตัวเอง และปัญหาต่างๆมาตลอด

ตอนอยู่ที่โฮบาร์ต เราก็รู้สึกเฟลกับตัวเองมากอยู่แล้ว ที่ยืนนิ่งอยู่หน้าร้านกาแฟไม่กล้าเข้าไปขอสมัครงาน พอมาเจออุปสรรคที่นี้เราจะหนีมันอีก ยังงี้ถ้าเราเจอเรื่องยากลำบาก เราก็จะหนีมันไปเรื่อยๆยังงี้นะหรอ ผมเลยเลือกที่จะสู้กับมัน โดยเชื่อว่าถ้าผมเอาชนะมันได้ ไม่ว่างานไหนที่ออส ผมก็จะสามารถทำได้ทั้งหมด เพราะเราผ่านในสิ่งที่ยากที่สุดมาแล้ว

ข้อเสียของการอยู่ที่ชนบท ก็คือ ขนส่งสาธารณะที่นานๆมาที การที่เราจะต้องไปซื้อของทำอาหาร จึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและเหนื่อยสำหรับคนที่ไม่มีรถอย่างเรา มีรุ่นน้องที่กำลังไป Working and Holiday ที่ออส ผมเข้ามาถามเหมือนกันว่า "เรื่องไหนที่พี่อยากจะแนะนำผมมากที่สุด" ผมก็จะบอกว่า "ให้ซื้อรถมาใช้เลย"

รถในที่นี้ไม่ใช่รถมือหนึ่งแพงๆคันเป็นแสนแต่เป็น รถมือสามมือสี่ที่ขายอยู่ตามเฟสบุ็คซึ่งราคา ก็ไม่ได้สูงมากประมาณ 40000 - 70000 บาท เพื่อแลกมากับความสะดวกและโอกาสต่างๆที่เข้ามา เพราะ Visa Working and Holiday เป็นวีซ่า ที่เราต้องไปทำงาน ตามประเภทงานและช่วงเวลาที่รัฐกำหนด เพื่อที่เราจะสามารถต่อวีซ่าได้ซึ่งงานส่วนใหญ่ ก็เป็นพวกงานฟาร์มและงานบริการที่อยู่นอกเมือง เพราะฉะนั้นการมีรถจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็นมากๆในการใช้ชีวิต

แต่ข้อดีของมันคือ ไม่มีอะไรทำ มันเลยทำให้ วันว่างๆของผม ณ ตอนนั้น ก็ได้มีโอกาสนั้งพูดคุยกับเพื่อนๆในโฮสเทล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไต้หวัน และพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลย แต่ก็มีบางคนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งมากเช่น

Roburg หนุ่มอินดี้ผมยาว ชอบใส่หมวกไหมพรมรูปใบกัญชา มานั้งสูบกัญชาอยู่คนเดียวหน้าบ้านในตอนเช้า

แกบอกว่า

คนไต้หวันจะมีชื่อภาษาอังกฤษกันทุกคน แล้วคนจีนกับคนไต้หวันไม่ค่อยถูกกัน สาเหตุที่พวกเขามาที่นี้ก็เพราะ Ruby โพสไปในกลุ่มคนไต้หวันหาคนทำงานในออส แล้วที่นี้ให้เงินดี พวกเขาก็เลยมากัน งานที่พวกเขาทำส่วนใหญ่ก็เป็นการแพ็คสตอเบอรี่ ซึ่งต่างจากผมที่เป็นคนเก็บ คนงานแพ็คเกือบทั้งหมดเป็นคนไต้หวัน เขาก็เลยอยากได้เฉพาะคนไต้หวันเท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่แกพูดภาษาอังกฤษได้เก่งคือแกอยู่นี้มาจะ 5 ปีแล้ว เพราะดันโชคดีที่ได้อยู่ช่วงโควิดรัฐก็เลยยกเว้นช่วงนั้นออกไป เพราะตอนนั้นออสเตรเลียขาดแคลนแรงงานมากๆ

ซึ่งหลังจาก Devon และ Flo จากไป Roburg ก็เป็นเพื่อนไต้หวันที่เราคุยด้วยมากที่สุด

หนึ่งอย่างที่ผมรู้สึก ประทับใจเพื่อนไต้หวันกลุ่มนี้มากๆ แล้วมันเป็นโมเมนต์ที่เราแบบจำมาถึงวันนี้คือ มันเป็นไหว้พระจันทร์หรือวันพิเศษของไต้หวันเนี้ยแหละ แล้วพวกเขาก็จะกินเลี้ยงกัน เราเห็นเขาซื้อปูตัวใหญ่มาก ซื้อปลา ทำอาหารด้วยกัน หัวเราะ มีความสุข ตอนนั้นเราก็รู้สึกไม่เข้าพวกไง เพราะเราพูดจีนไม่ได้ฟังไม่รู้เรื่อง เราก็เลยปลีกตัวออกมา หนีไปในห้องนอนของเรา

พอเวลาผ่านไป จู่ๆก็มีเสียงเรียก มีคนมาเรียกเรา ชวนเราไปกินเลี้ยงกับพวกเขา ตอนนั้นนี้คือน้ำตาแทบจะไหล ที่มันให้ความรู้สึกแบบอบอุ่นเล็กๆในใจ ว่าเขาชวนเราไปกินด้วย

มันทำให้เราพบว่า ในระหว่างการเดินทางของชีวิต มันก็จะมีช่วงเวลาที่ไม่ดีและดีเข้ามาปะปนกันไป ไม่มีใครที่จะเจอแต่เรื่องร้ายทั้งหมด และก็ไม่มีใครที่จะเจอแต่เรื่องที่ดีทั้งหมด

ถ้าชีวิตของเราเจอแต่เรื่องที่ดี เรื่องที่ดีนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา เราก็จะไม่มีวันได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่ดีๆเหล่านั้น แต่พอมีเรื่องที่ไม่ดีเข้ามา มันเลยทำเห็นคุณค่าของโมเมนต์เหล่านั้น ที่โครตมีคุณค่าสำหรับผมเลย

ซึ่งหลังจากชาร์ตพลังเสร็จ เราก็ทำงานฟาร์มสตอเบอรี่ได้อีกประมาณ 2 สัปดาห์ และแล้วโมเมนต์เปลี่ยนชีวิตที่สำคัญมากๆของผมก็มาถึง เมื่อ Ruby เดินมาหาแล้วถามว่า

"โฟล์คอยากทำงานฟาร์มเชอรรี่ไหม"

ผมไม่รอช้ารีบตอบทันควัน

"อยากครับ"

และคำตอบนี้จึงทำให้ผมพบเจอ

เพื่อนสนิทที่สุดในออสเตรเลีย เหตุการณ์แอบไปซื้อกัญชาครั้งแรก โดนหลอกครั้งแรก ทะเลาะกับนายจ้างครั้งแรก เจอแร้ปเปอร์คนดังครั้งแรก กินเนื้อจิงโจ้ครั้งแรก และหลายๆอย่างอีกมากมาย

ทำไมงานเชอรี่ถึงนำพอให้เราได้เจอเหตุการณ์เหล่านั้น เดี่ยวมาเล่าให้ฟังในตอนที่ 6 ครับ :)