นอกเหนือจากเรื่องการทำงาน ที่สร้างโอกาสมอบบทเรียน สอนให้รู้จักผมตัวเอง และชีวิตคนทำงานที่ออสเตรเลียแล้ว ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร ผู้คนที่พบเจอระหว่างทาง ก็เปรียบเสมือนครูที่ชี้ทางให้กับชีวิต ความจริง และความฝันให้กับตัวผมด้วยเช่นเดียวกัน

หลังจากที่ผมได้รู้จัก Shion Tom Jamie Hongi พวกเราห้าคน ไม่สิ พวกเขาสี่คนก็เริ่มสนิทกับผมมากขึ้น พวกเราเริ่มชวนกันไปไหนต่อไหน ในวันหยุด ไปตกปลาบ้าง ขับรถเข้าเมืองบ้าง ไปช้อปปิ้งด้วยกันบ้าง จากแต่ก่อนที่ Tom จะเงียบจนแทบจะไม่มองหน้าผม กลับกลายเป็นหัวเราะกับมุกตลกใต้สดือแทบจะทุกวินาที จนผมได้มารู้ว่า Tom กับ Shion เป็นเพื่อนกันมาก่อนแล้วในปีที่แล้ว พวกเขาเจอกันที่ฟาร์มสตอเบอรี่ที่ควีนส์แลนด์ แล้ว Tom ก็เจองานนี้จากกลุ่มไต้หวันของเขา

Tom เป็นคนที่มีพลังวิเศษอย่างนึงคือ เป็นคนที่หางานและหาบ้านได้เก่งมาก ตั้งแต่รู้จักกันมา ผมไม่เคยเห็น Tom จะเป็นคนว่างงาน หรือไร้บ้านเลย ด้วยความเก่งของ Tom เขาก็มักจะดึงดูดผู้คนที่ดีๆเข้ามาในชีวิตของเขา โดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่เขาไปเช่าห้องอยู่ด้วย

ในออสเตรเลีย เป็นเรื่องที่ธรรมดามากๆ ที่เราจะแชร์บ้านอยู่กัน คน Local ที่นี้ก็มักจะเปิดห้องให้คนเข้ามาเช่าอยู่ ซึ่งพออยู่ไปนานๆเราก็มาเข้าใจว่า บ้านที่ออสเตรเลีย มันแพงมากๆจนเจ้าของบ้านผ่อนไม่ไหวเลยต้องให้คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ ยิ่งโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ยิ่งมีแบบนี้เยอะ เพราะฉะนั้นชาว Backpacker อย่างเราๆ ส่วนใหญ่ก็จะเข้าไปพักอาศัยอยู่ตามบ้านเหล่านั้นกัน

ซึ่งถ้าเจอเจ้าของบ้านที่ดี ก็ถือว่าเราโชคดีไป แต่ถ้าเจออีกแบบนึง ก็ถือว่าโชคร้าย ซึ่ง Tom เป็นคนที่โชคดีมากๆ และผมก็รู้สึกโชคดีเช่นเดียวกัน ที่ได้มีโอกาสไปพบเจอและรู้จักผู้คนที่ Tom ได้พบเจอ ซึ่งครอบครัวนี้ได้มอบแรงบัลดาลใจ เป็นตัวอย่างว่าชีวิตที่ผมต้องการเป็นแบบไหน

วันหยุดวันนึง หลังจากที่พวกเราไปตกปลากันที่ชายหาดใกล้ๆเมืองที่เราอยู่ Tom ก็ได้ชวนพวกเราไปที่บ้านหลังนั้น เพื่ออาสาขอทำอาหารไต้หวันให้พวกเรากินกัน จากปลาที่เราไปตกมา

ผมนั้งรถ toyota 4wd สีขาวของ Tom มุ่งตรงไปยังเนินเขาลูกหนึ่ง ภาพสองข้างทาง เป็นทุ่งหญ้าสีเขียวขจี เห็นวิวของทะเลที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา

เมื่อเราถึงบ้านของ tom ในขณะที่ลงจากรถ สายลมเย็นก็พัดผ่านเข้าใบหน้าของผม พร้อมทั้งกลิ่นของควันไม้อ่อนๆที่ลอยเข้ามาแตะจมูก ผมเห็นบ้านไม้ชั้นเดียวสีขาวที่ล้อมรอบไปด้วย ต้นไม้เล็กๆ ดอกไม้หลากสี และผักใบสีเขียวที่สลับไปกันไปมารอบๆบ้าน เมื่อเดินตรงเข้า ก็จะเห็นกำแพงหินขนาดครึ่งลำตัวโอบอุ้มบ้านหลังนั้นเอาไว้ พร้อมทั้งประตูไม้เล็กๆเก่าๆที่เหมือนมีหน้าที่ ให้พวกเรารับรู้ว่าเป็นทางเข้าบ้านเพียงเท่านั้น จู่ๆมาตัวหนึงก็วิ่งเข้ามาหา Tom อย่างรวดเร็ว เข้ามาทักทาย เหมือนเป็นพนักงานต้อนรับที่ทำหน้าที่ได้อย่างดี

และเราพบก็ได้พบเจอกัน มิกกี้ ผู้หญิงญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว พร้อมผิวสีแทนที่บ่งบอกว่าเธอ ใช้ชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่นอกบ้านตลอดเวลา พร้อมกับเด็กๆตัวน้อยสองคนที่ยิ้มแย้มโบกมือทักทายพวกเรา

มิกกี้ได้พาพวกเราเข้าไปในบ้าน ให้อารมณ์เหมือน บ้านในซีรีย์ฝรั่งย้อนยุคแบบ 50 ปีที่แล้ว ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและกลิ่นควันไม้อ่อนๆ มีเปียโนเก่าๆตั้งอยู่อีกด้านหนึ่ง พร้อมกระดาษที่เต็มภาพวาดหลากสี พร้อมของเล่นกระกระจายตามพื้น

อีกฝั่งหนึ่ง ก็จะเป็นครัวที่มีเตาไฟตั้งอยู่มีฝืนไม้เผาอยู่ข้างใต้ โดยข้างบนฝืนเหล่านั้นก็จะเป็นเหมือนกระทะแบนใหญ่ๆที่มีทั้งกาน้ำ และหม้อวางอยู่

Tom บอกว่าที่นี้ไม่มีเตาแก๊ส วิธีที่เขาใช้คือเอาพวกหม้อหรือกาน้ำ ไปตั้งไว้บนเตาไฟเพื่อใช้ความร้อนจากตรงนั้น และที่นี้ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ต้องต้มน้ำแล้วยกไปอาบ ไม่มีอะไรแบรนด์เนม ไม่มีทีวี ไม่มีพัดลม มีแต่สิ่งของที่พวกเขาใช้จริงๆในชีวิตประจำวันเท่านั้น

"ออสเตรเลียเป็นไงบ้าง" มิกกี้ถามผมขณะที่เราทั้งสองคนนั้งอยู่บนเก้ามีไม้เก่าๆ ระหว่างที่รอ Tom ทำอาหารให้พวกเรากิน

จะต้องบอกว่าตั้งแต่เกิดมา มิกกี้ทำให้ผมรู้สึก ว่าการที่มีคนรับฟังเราจริงๆเป็นยังไงเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งคำถามที่เขาถามเรา สายตาที่เขามองเรา การพยักหน้าเล็กๆระหว่างที่เรากำลังเปิดเผยตัวตนของเราอย่างช้าๆ ผ่านเรื่องราวที่กำลังเล่าออกไป ในตอนนั้นผมรู้สึกสบายใจจนผมระบายความรู้สึกทั้งหมด เหมือนเรากำลังแก้ผ้าโดยที่ไม่มีความอายหลงเหลืออยู่เลย

ผมจำได้ดีเลยว่า บทสนทนานั้น มิกกี้ไม่ได้แนะนำอะไรเราเลย มีแต่การรับฟัง เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า จนมาถึงวันนี้พอนึกถึงบทสนทนานั้น กลับกลายเป็นบทสนาที่ผมรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่นึกถึงมัน จนผมรู้สึกว่าผมอยากทำให้ได้แบบนี้มั้งจัง เพราะในโลกที่วุ่นวายและยุ่ง มันเป็นเรื่องที่ยากมากๆที่เราจะสนใจเรื่องของคนอื่นมากกว่าตัวเอง

หลังจากนั้นไม่นาน ฝรั่งตัวสูงๆผมสีขาวอายุประมาณ 50 ก็เดินเข้ามาที่ประตู เขามองไปรอบห้อง ยิ้มแย้มทักทาย "สวัสดี John" Tom พูดคุยระหว่างที่ทำกับข้าว แกมาหาพวกผม โบกมือทักทาย แล้วเข้าไปจุ้บ มิกกี้ไปหนึ่งที เด็กๆวิ่งเข้าไปหา และนั้นผมก็รู้ว่า John คือเจ้าของบ้านนั้นเอง ทำไมกันนะ ทำไมเราถึงรู้สึกอบอุ่นกับคนแปลกหน้าที่เราเพิ่งเจอได้ขนาดนี้ หนึ่งในโมเมนต์ที่ผมจดจำได้ขึ้นใจเลยคือ เรากำลังนั้งกินข้าวกันอยู่ แล้ว Tom ก็เล่าว่าผมทำเพลงด้วยตอนมหาลัย John ก็บอกไหนลองมาฟังหน่อย เราเขิล "มันไม่ค่อยดีเท่าไรเลย" จะดีหรอ เพลงเปิดขึ้น John เงียบพร้อมกับตั้งใจฟัง แล้วแกก็หันมาสบตากับเรา แล้วบอกกับเราว่า มันดีมากเลยนะ น่าแปลกใจว่า คนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก เขาใส่ใจกับเรามากจังเลย การกระทำที่ดูเหมือนธรรมดา กลับกลายทำให้เรารู้สึกว่า เราถูกมองเห็นเป็นครั้งแรก และได้นับการยอมรับแบบจริงๆ

หลังจากที่เรานั้งคุยกันระหว่างผมกับJohn ผมก็รู้มาว่า John เกิดมาในตระกุลที่รวยมากในออส John เป็นนักเดินทาง ท่องเที่ยวมาทั่วโลก เคยมาเที่ยวที่ไทยด้วยเป็น backpacker สาเหตุที่ John ออกเดินทางเพราะเครียดกับงานที่ทำ และเบื่อกับชีวิต แล้วเขาก็บอกว่าคำพูดถึงที่ผมจำได้ขึ้นใจเลยก็คือ John ที่ไทยเมื่อสามสิบปีที่แล้ว แล้วเดินทางไปขอนแก่นมั้งถ้าจำไม่ผิด แล้วแกบอกว่าที่นั้นผู้คนไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่แกสังเกตุว่าทำไมพวกเขามีความสุขจัง ช่วยเหลือแกในตอนที่แกเดินทาง

มันเลยทำให้แกกลับไปตั้งคำถามกับชีวิตจริงๆว่า ชีวิตที่แกต้องการเป็นแบบไหน จนแกเป็นแกทุกวันนี้

ตอนนี้ John ทำงานเป็นช่างไม้สร้างบ้านใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ส่วนมิกกี้ก็เป็นแม่บ้านดูแลลูกๆทั้งสองคน ทั้งสองมีความสุข มีเด็กๆทั้งสองที่น่ารัก และยังคงมีความฝันล่องเรือจากออสเตรเลียไปที่ญี่ปุ่น เป็นชีวิตที่เรียบง่ายแต่ขับเคลื่อนด้วยความฝันและครอบครัว

พวกเขาให้แรงบัลดาลใจ กับชีวิตของผม ว่าชีวิตของเราควรเป็นแบบไหน การสร้างครอบครัวที่อบอุ่นเป็นยังไง และหลังจากค่ำคืนนั้นพวกเราก็ไปเที่ยวบ้าน John บ่อยๆ จนเราเป็นเพื่อนกันในที่สุด โดยผมก็มองแกเป็นต้นแบบของความเรียบง่ายในการใช้ชีวิตที่เบาสบาย ซึ่งพวกเขาทำให้เรารู้ว่า ชีวิตที่มีความสุข มันขึ้นอยู่กับว่าเรารู้จักเข้าใจตัวเองมากแค่ไหน

แต่กลับกัน Shion กลับตรงกันข้าม ที่มักจะดึงดูดคนประเภทที่มักจะชอบสร้างคอนเทนต์ให้กับชีวิตเสมอ แต่ก็เป็นคอนเทนต์ที่น่าจนจำในอีกรูปแบบนึง จนวันนึงเมื่อผมได้ไปเที่ยวบ้านของ Shion และได้พบเจอกับคนที่อยู่บ้านเดียวกับเขา จนคอนเทนต์ก็เข้ามาหาตัวของผมเองเหมือนกัน

คอนเทนต์นั้นคืออะไร เดี่ยวผมจะมาเล่าให้ฟังในตอนที่ 10 นะครับ :)