ในห้องที่เย็นเฉียบ เสียงแอร์ที่ดังสนั่น ตัวของผมยืนนิ่งอยู่ที่หน้าเครื่องจักรใหญ่ ที่มีผลเชอรี่ไหลมาตรงหน้าของผมแบบไม่หยุดหย่อน

หน้าที่ผมในโรงงานนั้นก็คือพนักงานแพ็คเชอรี่ เมื่อเชอรี่ไหลลงมาหล่นในกล่องจนเต็มตามน้ำหนักที่กำหนด ผมก็แค่ยกกล่องนั้นแล้วหันหลังเอาไปให้กับอีกคนนึง เอาไปติด Sticker ต่อ เพื่อนๆหลายๆคนอาจจะมองว่า โอโห้งานสบายจัง ได้เงินเยอะด้วย และ ไม่เหนื่อย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ถูกที่มันง่าย แต่ทำไมเราถึงเกิดคำถามกับตัวเองว่า เรามาที่นี้ทำไมวะเนี้ย

ก่อนที่จะไปเจาะลึกถึงสาเหตุมาทำไมเราถึงมีความถามนี้เกิดขึ้น มีเรื่องแปลกเรื่องหนึ่งก็คือ ตอนนี้เราอยู่ที่ออสเตรเลียใช่ไหม แต่โรงงานที่เรายืนอยู่ ณ ตอนนี้ มีแต่คนภาษาจีน เราจำได้ว่าทั้งโรงงานมีอยู่แค่ 5% เท่านั้นที่พูดภาษาจีนไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมช็อคเหมือนกัน หลายคนอาจจะมองว่า เราน่าจะลำบาก มีปัญหาในการสื่อสาร แต่เอาเข้าจริง มันกลับเป็นเรื่องที่โชคดีด้วยซ้ำ เดี่ยวผมมาบอกว่าเพราะอะไร

กลับเข้ามาถึงสาเหตุว่าทำไม เราถึงมีคำถามนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง ว่าเรามาที่นี้ทำไมวะเนี้ย เราคิดว่าด้วยความง่ายของมันนั้นแหละ มันเลยทำให้เรารู้สึก ว่าตัวตนของเรามันค่อนๆเล็กลงๆ เหมือนเราเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเครื่องจักร เหมือนการเกิดมาของเรา เป็นเพียงก้อนเนื้อที่ทำงานเคลื่อนไหว ตามเชอรี่ที่ไหลเข้ามา ไม่มีโฟล์ค ไม่มีทอม ไม่มีใคร นอกจากก้อนเนื้อธรรมดา ที่เกิดมาเพียงแค่ ยกกล่องเชอรี จากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง

มันสบายมากก็จริงแต่มันก็น่าเบื่อมากเช่นกัน แต่เราก็ไม่มีทางเลือก เพราะต้องยอมรับว่าก้อนเนื้ออย่างผม ก็จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อที่จะอยู่รอด แต่เราก็รู้าึกโชคดีแค่ไหนที่ยังมีงานทำอยู่ และยังอยู่รอดได้มาจนถึงทุกวันนี้

Routine การทำงานของพวกเรา ก็จะแบ่งเป็นช่วงเช้าเก็บเชอรี่ ช่วงบ่ายแพ็คเชอรี่ สลับกันไปตามจำนวนเชอรี่ที่เราเก็บได้ในแต่ละวัน

แต่ด้วยงานที่อาจจะเบื่อเกินไป ในแต่ละวันก็มักจะมีเรื่องระทึกใจเกิดขึ้นเสมอๆ ในทุกๆครั้งที่เราเข้าโรงงาน เกือบทุกช่วงโมง

"kdsmf@#%kf" ลุง Shen เจ้าของโรงงาน จะตะโกนด่าใครสักคนนึง หรือบ่นอะไรบางอย่างอยู่เสมอ เรามักจะเห็นแกใส่หมวกเก่าๆ สวมเสื้อกั้กที่คนเขาชอบใส่ตกปลา แล้วก็กางขายาวสีดำ รองเท้าบูธ ตัวเล็กๆ

บางครั้งถ้าโมโหมากๆ แกก็จะถอดหมวก แล้วก็ด่าแบบไม่หยุดไม่หย่อน แต่สิ่งที่หน้าตลกคือทุกครั้งที่แกถอดหมวก เราก็จะเห็นหัวโล้นของแกที่ใสจนเห็นแสงสะท้อนของไฟในโรงงาน จนพวกเราก็อดขำไม่ได้เมื่อมองย้อนกลับไป

บางครั้ง เขาก็จะเดินเข้ามาดูทีละคนเลยว่า คนนี้ทำงานเป็นไง แบบมาเดินดูใกล้ๆเลย จำได้ครั้งนึงเขาเดินมาข้างๆผม แล้วก็หยิบลูกเชอรี่ในกล่อง "esaf#2kapm@" แกพูดแบบหน้าตาจริงจังมาก แล้วแกก็เดินจากไป จะเป็นยังงี้ประจำ

และนี้คือความโชคดีของผมคือ เมื่อเวลาลุงแกบ่น มันก็จะกลายเป็นบทสวดอะไรบางอย่างที่เราไม่เข้าใจ แต่เมื่อผมมองเพื่อนๆไต้หวันของผม สีหน้าเขาดูเครียดอย่างเห็นได้ชัด

ในการทำงานที่โรงงานนั้น มันทำให้เราเข้าใจอะไรบางอย่าง ว่างานที่สบายมันไม่สนุกเลย มันให้อารมณ์เหมือนตอนผมอยู่ค่ายทหารฃ ที่นับเวลาถอยหลังอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่เราจะได้ปลดประจำการ นับทุกชั่วโมง นับทุกวัน ว่าเมื่อไรจะจบซักที เพราะวันทั้งวันที่เราใช้ในโรงงาน หน้าที่เราคือมองดูเชอรี่ไหลตามสายผ่านแค่นั้นเอง

จริงๆมันก็ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า อะไรที่เราไม่ชอบและงานไหนที่มันไม่เหมาะกับเรา ซึ่งงานโรงงานก็คืองานหนึ่งที่เราได้รู้จักกับมันแล้ว

เพราะฉะนั้นผมจึง ชอบบอกน้องๆเสมอเลยว่า ถ้ามีโอกาสได้ออกไปต่างประเทศ ก็ให้ไปลองอะไรหลายๆอย่าง ถึงแม้มันอาจจะดูน่ากลัว หรือลำบาก ผมเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านั้น มันจะทำให้เรารู้จักกับตัวเองมากขึ้น ว่าเราเหมาะกับอะไรไม่เหมาะกับอะไร ซึ่งในตอนหน้า

ผมอยากจะมาแชร์เรื่องราวของคราบครัวหนึ่ง ที่ผมได้มีโอกาสรู้จักและพูดคุยกับพวกเขา พวกเขาคือต้นแบบของชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข ที่ผมมองเป็นแบบอย่าง และทำให้เราเข้าใจว่าการใช้ชีวิตที่เรารู้จักและเข้าใจตัวเอง นั้นเป็นอย่างไร

ไว้ผจะมาเล่าให้ฟังในตอนที่ 9 นะครับ : )