เมื่อเราอยู่ใกล้ใคร เราก็จะเป็นคนแบบนั้น นี้คือบทเรียนที่เรามักจะเห็นตามหนังสือ How to ทั่วไป ตอนอ่านเราก็จะมีคำถามว่า มันจริงไหมที่เขาพูดมา หรือว่าเป็นแค่วลีสวยๆที่แปะไว้เท่ๆบนหน้าหนังสือ แต่เหตุการณ์ที่ฟาร์มเชอรี่นี้แหละ ที่มันทำให้เราเชื่อว่า มันจริงวะ . หลังจากนั้งคุยกับตัวเอง ว่าเราไม่รอดแน่ถ้าเรายังคงทำงาน ด้วยความเร็วแค่เท่านี้ ผมเลยวางแผนว่า เราจะไปตีซี้กับหนุ่มแว่นคนนั้นที่เก็บเชอรี่ได้เก่งมากๆ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าเทคนิคในการเก็บเชอรี่ เขาสามารถทำได้รวดเร็วแบบนั้นได้อย่างไร . เราเป็นคนที่ประหม่าทุกครั้ง เวลาที่จะเข้าไปทักใครก่อน มักจะมีความกลัวเข้ามาเสมอว่า ถ้าเขาปฎิเสธเราละ ถ้าเขาไม่อยากคุยกับเราละ จนเกิดความกลัวจนไม่กล้าที่จะทักใครก่อน . มีเหตุการณ์หนึ่งในอดีตที่เรายังจำได้ชัด ช่วงที่ผมกำลังฝึกภาษาอังกฤษ เราอยากจะไปฝึกพูดจริงกับฝรั่ง . เราก็เลยขี่มอไซเข้าไปที่ มช แล้วก็เดินดุ่มๆไปทักฝรั่งคนหนึ่ง "Hi How are you ?" "What's you name?" ฝรั่งคนนั้นยิ้มให้ แล้วก็คุยกับเราเป็นภาษาอังกฤษจนเป็นเพื่... . เอี๊ยด... เสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้น เราสะดุ้งตื่นจากความฝันมาพบกับความจริง ขณะที่เรารวบรวมความกล้าอยู่ในห้องน้ำสถาบันภาษาที่มช เราตัวแข็งทื่ออย่างงี้มาครึ่งชั่วโมงแล้ว ด้วยความประหม่า ตื่นเต้น มือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ มันทำให้ผมไม่กล้าไปทักฝรั่งที่ผ่านไปผ่านมา "ไหนๆก็มาแล้ว ลองดูสักตั้งวะ" ผมรวบรวมความกล้า เปิดประตูออกมา เจอลุงฝรั่งคนนึงเดินผ่าน แล้วเขาก็ผ่านไป... . เรายืนแข็งทื่ออีกแล้ว จนในที่สุดเราก็เดินคอตก ยอมแพ้และกลับบ้าน แต่ก่อนจะถึงรถ มีลุงฝรั่งเดินมา จู่ๆความรู้สึกไหนก็ไม่รู้ ผมอ้าปากพูดทันควัน "Hello" พร้อมยื่นมือมาจับมือ ฝรั่งหันมาตอบอย่างรวดเร็ว ภาษาไทยชัดแจ๋ว "ผมไม่ชอบจับมือครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ" ผมยิ้มเขินๆ "อ่อ ไม่มีอะไรครับ" แล้วเขาก็ทำหน้างงแล้วก็เดินจากไป เฟลวะ นี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่า มันยากมากๆที่จะเดินเข้าไปหาใครก่อน สำหรับผม ณ ตอนนั้น . ถ้าเราไม่ทำ เราโดนไล่ออกแน่ๆ ถ้าเราไม่กล้า เราโดนไล่ออกแน่ๆ ถ้าเราทำแบบเดิม เราโดนไล่ออกแน่ๆ เสียงนี้เกิดขึ้นซ้ำไปมาอยู่ในหัวของผม . แต่วันนั้นผมก็ตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องทำ เพราะอย่างน้อย ถ้าเราทำมันก็ยังมีโอกาสสัก 0.1% ที่จะทำให้เรารอดก็ยังดี ด้วยความที่หลังชนฝา ผมจึงตัดสินใจว่าให้ตายยังไงก็ต้องทักเขาให้ได้ . และแล้ววันรุ่งขึ้นก็มาถึง เหมือนโชคชะตาเข้าข้าง หนุ่มแว่นนั้นมาเก็บเชอรี่ต้นใกล้ๆผมพอดี ระหว่างที่กำลังเก็บ ในหัวผมก็มีคำถามเยอะแยะเลยว่า เราจะทักเขาก่อนยังไงดี ตอนนี้เขาอาจจะยุ่งอยู่มั้ง เราจะกวนเขาไหม แต่ท้ายที่สุด หนุ่มแว่นนั้นคงเห็นว่าผมมองบ่อย "Hey How is going?" เขาถามขณะที่มือของเขากำลังเก็บเชอรี่อย่างรวดเร็ว และนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของผมกับ Shion ที่ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของผมที่ออสในเวลาต่อมา หลังจากคุยไปซักพักเราก็รู้ว่า Shion เป็นคนญี่ปุ่นที่มาอยู่ออสมาเกือบปี พอเขารู้ว่าผมเป็นคนไทย "I love ข้าวมันไก่" นี้เป็นประโยคแรกเลยที่มันบอก แล้วผมก็พบเจอบ่อยมากๆ เวลาที่คนรู้ว่าผมเป็นคนไทย เรื่องอาหารจะมาเป็นที่ 1 เลยใน topic การเจอกันครั้งแรกของเรา . เมื่อถึงเวลาพักเที่ยงผมเห็น Shion Tom Jamie และHongy (แฟน Shion) นั้งคุยกันอยู่ ผมรวบรวมความกล้า แล้วก็เดินไปหาพวกเขา . Shion ทักมาก่อนเลย "What's up bro" ผมก็บอกไปตามตรงถึงสถานการณ์ของผมกับความกังวลที่มี ในการทำงานเก็บเชอรี่ แล้วก็ขอความช่วยเหลือว่า ช่วยสอนเทนนิคให้หน่อย ว่าทำยังไงให้เก็บได้เร็ว ซึ่ง Shion พร้อม Tom Jamie Hongi ก็สอนผมตรงนั้นเลย ซึ่งเทคนิคหลักๆที่พวกเขาบอกผมก็คือ เลือกต้นที่มีเชอรี่เยอะๆก่อน ไม่ใช่จะเอาต้นไหนก็ได้เพราะกว่าเราจะย้ายของกว่าจะเดิน แล้วก็ต้องเอาต้นที่ใกล้กับ ลังไม้ที่ใส่เชอรี่ให้ใกล้ที่สุด วิธีการเก็บเชอรี่ให้เร็วต้องทำไง เขาก็บอกผมหมดเลย . ซึ่งเหตุการร์นี้ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญให้กับผมเหมือนกันนะ ว่า "อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ" ยิ่งอยู่ตัวคนเดียว เราก็ต้องกล้าขอความช่วยเหลือ แล้วเอาเข้าจริงจากประสบการณ์ของผม เพื่อนๆที่ผมเจอตลอดการเดินทาง พวกเขาจิตใจดีพร้อมช่วยเหลือคนอื่นอยู่แล้ว . และนั้นก็เป็นโมเมนต์เปลี่ยนชีวิตเราเลย เพราะหลังจากนั้นเราเริ่มพูดคุยกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น ผมก็มักจะขอคำปรึกษา และผมก็ค้นพบ 1 อย่างที่ผมเห็นว่าทำไมเขาถึงเป็นคนที่ เก็บเชอรี่ได้เร็วที่สุดเป็นอันดับ 1 ในฟาร์ม นั้นคือ Mindset ล้วนๆเลย คนอื่นจะคิดว่า เราจะทำให้เร็วขึ้นเพื่อจะไม่โดนไล่ออกได้ยังไง แต่ Shion จะตั้งเป้าเลยว่าวันนี้จะต้องเก็บให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน จะต้องเก็บให้เร็วที่สุดและวัดผลทุกครั้งหลังเก็บด้วยว่า ถ้าจบงาน รายได้ต่อชมเข้าอยู่ที่เท่าไร และวันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเดิมให้ได้ มันเลยทำให้ผลลัพธ์ของเขามันโดดเด่นกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัดเลย . พอเราได้รับพลังจากเขา ได้อยู่ด้วยกันบ่อยๆ คำพูดที่ว่า เราอยู่ใกล้ใคร เราก็จะเป็นแบบนั้น ไม่เกินจริงเลย เพราะหลังจากการพูดคุยครั้งนั้น ผมก็เก็บเชอรี่ได้เร็ว กว่าคนส่วนใหญ่ในฟาร์มทั้งหมด ซึ่งกลุ่มของพวกเราห้าคน Shion Jamie Tom Hongi และผม ต่างก็เป็นหัวแถวของฟาร์ม 555 . เพราะฉะนั้นนอกจากบทเรียนของ "อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ" อีกหนึ่งบทเรียนที่ผมได้รับจากฟาร์มเชอรี่ก็คือ "ถ้าเราอยากได้ผลลัพธ์แบบไหนให้เอาตัวเราเข้าไปอยู่กับผู้คนที่มีผลลัพธ์เหล่านั้น" . ถ้าผมกลัวที่จะขอความช่วยเหลือ ถ้าผมกลัวที่จะโดนปฎิเสธ ถ้าผมไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าพวกเขา ผมก็ไม่มีวันที่ได้เรียนรู้บทเรียนเหล่านี้ . แต่แล้วในระหว่างที่กำลังภาคภูมิใจ กับความเร็วในการเก็บเชอรี่ของตัวเอง "หลังเก็บเชอรี่เสร็จขอให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่โรงงาน" เสียงของ Henry ดังขึ้น ทุกคนรวมตัวเดินกันไปที่โรงงานนั้น "ผมอ้าปากค้าง" เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้า คือเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีกล่องเชอรี่เรียงรายเต็มไปหมด พร้อมความหนาวที่ทำให้ผมต้องหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่ "เราจะมาแพ็คเชอรี่กัน" Henry พูดขี้น . และนี้ก็เป็นเหตุการณ์แรกที่ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง อย่างมากมาย โดยเฉพาะคำถามที่ว่า เรามาทำอะไรที่นี้วะเนี้ย ? ไว้ผมจะมาเล่าประสบการณ์ทำงานโรงงานเชอรี่ครั้งแรกให้ในตอนที่ 8 นะครับ 🙂