ถ้าให้เราเลือก 1 งานที่นำพาโอกาสดีๆต่างๆเข้ามาในชีวิต และทำเงินให้กับเรามากที่สุด ก็คืองานเชอรี่นี้แหละ
มันให้ความรู้สึก เหมือนเราที่เพิ่งลงไปก้นเหว แล้วอยู่ดีดีก็มีคนยื่นมือให้กับเรา ขึ้นมาหายใจได้คล่องบนโลกใบนี้
ซึ่งผมก็ขอบคุณตัวเองมากๆ ที่ตัดสินใจที่จะอยู่สู้ต่อ และไม่ได้หนีไปไหน
Ruby เป็นคนประสานงานให้เราทุกอย่าง และนำพาเราให้มารู้จักกับ Henry พี่ชายไต้หวันที่ภายหลังก็เป็นเพื่อนกันในเวลาต่อมา Henry อยู่ที่ออสมานานมากๆและทำบริษัทของตัวเอง เป็นตัวแทนในการหาคนงานให้กับฟาร์มต่างๆ โดยได้รับ Comission จากฟาร์ม ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนไต้หวันเนี้ยแหละ
Henry ก็ได้เตรียมประสานงาน ให้มีคนมารับเราที่ Hostel ซึ่งเป็นทางผ่านในการไปฟาร์มเชอรี่ โดยอยู่ห่างจาก Hostel ไปประมาณ 15 นาทีรถยนต์ ซึ่งคนที่มารับก็จะเป็นคนที่ไปทำงานด้วยกันเนี้ยแหละ โดยเราก็ต้องช่วยค่าน้ำมันวันละ 5 ดอล
และแล้วเช้าวันรุ่งขึ้นก็มาถึง ผมยืนรออยู่ที่หน้า Hostel พร้อมที่จะทำงานวันแรก
รถ 4wd โตโยต้าสีขาวหยุดจอดตรงหน้าเรา เราเดินขึ้นรถด้วยความประหม่า ในรถเป็นคู่รักชาวไต้หวัน ชื่อ Jamie แล้วก็ Tom ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่ออสในเวลาต่อมา Jamie ก็เป็นคนที่อัธยาสัยดีพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก ซึ่งทำให้เราสบายใจ แต่ Tom นั้นเงียบจนเรารู้สึกว่า เขาเกลียดเราหรือเปล่า 555
รถโตโยต้าขับลัดเลาะไปตามหุบเขา ประกอบกับไอเย็นที่มาเกาะอยู่ตามกระจก ทั้งสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสลับกับวิวของทะเลที่อยู่ไกลๆ มันสวยงามมากๆ ซึ่งเรามาเข้าใจในเวลาต่อมาว่า ถ้าเราเห็นความสวยงามนั้นทุกวัน ภาพที่อยู่ข้างหน้าก็จะค่อยๆกลายเป็นความธรรมดาในที่สุด
เรามาถึงที่ฟาร์มเชอรี่ ภาพข้างหน้าของผมคือ พื้นที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยโครงตาข่ายสีดำ ที่ปกคลุมต้นเชอรี่เป็นร้อยๆต้น แบ่งเป็นส่วนๆสุดลูกหูลูกตา
เราขับผ่านไปเรื่อยๆ ก็เห็นรถยนต์จอดเรืยงรายกัน เป็นสิบๆคันอยู่ข้างทางเข้าตาข่ายใหญ่นั้น ซึ่งพอพวกเราลงจากรถเราก็เห็น คนเอเชียแทบจะ 100% กำลังรวมกลุ่มกันอยู่ พวกเขากำลังฟัง ลุงผิวดำชื่อว่าลุงเจมส์เป็นชาวซูดานใต้ที่เป็นคนดูแลสวนที่นี้ แล้วก็มีคุณปู่ไต้หวันหัวโล้นซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์มยืนนิ่งๆข้างๆ Henry
เจมส์ได้บอกกับพวกเราว่า การเก็บเชอรี่ต้องระมัดระวัง เพราะในต้นเชอรี่จะมีทั้งลูกและขั้วดอกที่จะเติบโตเป็นผลเชอรี่ในปีถัดไป ถ้าเราไม่ระวัง เด็ดทั้งลูกทั้งขั้วดอกเราก็จะไม่มีเชอรี่ให้เก็บกันเลยนะเว้ย ต้องระวัง และจู่ๆปู่แกก็พูดภาษาจีนรั่วๆ สุดท้าย Henry ก็มาแปลว่า ถ้าเขาเห็นว่าใครเด็ดขั้วดอกติดมือมา จะไล่ออกให้หมด
"โหดจัด" ผมคิดในใจ บรรยากาศเริ่มตึง งานนี้มันไม่ง่ายซะแล้วสิ แต่ในใจก็คิดว่า ถ้าสตอเบอรี่เราผ่านมาได้ เชอรี่เราก็ต้องทำได้สิวะ
พวกเราทุกคน จะได้อุปกรณ์คู่ใจคือ บันไดกับตระกร้าสีขาวมีสายสะพายเพื่อให้มันแขวนอยู่ข้างหน้าเรา โดยทุกคนจะได้ใบกระดาษสีเหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ ที่มีชื่อเราติดอยู่แล้วมีเลข 1-40 ล้อมรอบกระดาษใบนั้น เพื่อที่ดูว่าวันนี้เราเก็บได้กี่ตระกร้านั้นเอง
หนึ่งตระกร้าจะมีราคาเท่ากับ 11 ดอล ค่าแรงขั้นต่ำที่พวกเราได้คือ 26 ดอล เพราะฉะนั้นเราต้องเก็บให้ได้ประมาณ 2.5 ตระกร้าต่อชั่วโมง เพื่อไม่ให้โดนไล่ออก แต่ถ้าเก็บเกินกว่านั้น เราก็จะได้เงินมากขึ้นอีกตามราคาตระกร้าเลย
และแล้วการทำงานจริงๆก็เริ่มต้นขึ้น ผมจำได้ดีคือจังหวะแรกที่เด็ด
"ชิบหายแล้วไง" ผทเด็ดออกมาเป็นพวงเลย รวมถึงขั้วดอก
มันออกมาง่ายมากแค่สะกิดมันนิดเดียว มันก็หลุดมาแล้ว ผมมองไปรอบข้าง โชคดีมากๆที่ไม่มีใครเห็น ผมรีบแยกเชอรี่ออก มองไปรอบๆ แล้วเอาขั้วดอกใส่กระเป๋ากางเกงไว้ และผมก็ค่อยๆเด็ดด้วยความระมัดระวัง ไปเรื่อยๆ
"sdf%kfm!@#!!!" เสียงปู่ด่าเป็นภาษาจีนมาแต่ไกล ทุกคนหันมอง
"เห้ย" ผมอุทานในใจ ขั้วดอกของเชอรี่ตกกระจายเต็มพื้น ของผู้ชายคนนึง
ผมจำได้เลยคือชายคนนั้นโดนไล่ให้กลับทันที บรรยากาศเริ่มกดดัน ซึ่งเอาเข้าจริงการเก็บเชอรี่ ไม่ว่ายังไงก็ตาม เราก็ต้องพลาดเก็บขั้วดอกมาด้วยอยู่แล้ว ด้วยความเร็วที่เราเก็บ แต่ผมก็มารู้ภายหลังว่า มันขึ้นอยู่กับเรานั้นแหละ ว่าจะทำให้ขั้วดอกที่เราเก็บหายไปได้อย่างไร
พอเต็มผมก็รีบวิ่งไปที่ Henry นั้งอยู่กับสมุนอีกสองสามคน จะมีลังไม้สีเหลี่ยมใหญ่ๆวางอยู่ แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ เชอรี่เยอะมาก แสดงว่ามีคนเก็บได้เร็วกว่าเราไปเยอะมากแล้ว ผมรีบเอาเชอรี่ไปใส่...
"หยุดก่อน !" Henry พูดขึ้น "ก่อนโยนยูต้องให้ไอเช็คก่อนว่าผ่านไหม"
ซึ่งแน่นอนว่าครั้งแรกของเรา "ไอหยา ยูไม่ไม่ได้เลย" Henry ก็ครวญครางใหญ่เลยว่าเราเก็บเชอรี่ไม่ดี แล้วโชว์ให้เราดูว่าเชอรี่อันไหนที่ดีและไม่ดี ซึ่งผมก็มารู้อีกว่า เวลาเก็บเชอรี่ต้องเก็บให้มีก้านติดมาด้วย เพราะมันจะขายได้แพงกว่า และสีของเชอรี่ก็ต้องห้ามเป็นสีแดงอ่อน แต่ต้องเป็นสีแดงเข้มเกือบม่วงถึงจะใช้ได้
แต่ด้วย Henry เป็นคนใจดีด้วยแกก็เลย
บอกเราว่ายูเอาใบมา
แล้วก็เซ็นบนกระดาษของเราที่หมายเลข 1
ซึ่งหมายความว่าเราเก็บไปได้ 1 ตระกร้าแล้ว
และเชื่อไหมว่า 1 ตระกร้านั้นตอนแรกเราใช้เวลาไป
เกือบ 40 นาที
ความเครียด กดดันเริ่มเข้ามา ผมพยายามอย่างเต็มที่ ไม่พูดกับใครไม่สนใจใคร แต่ก็อดใจไม่ได้ที่จะมองคนรอบข้างว่าเขาไปถึงไหน แล้วผมก็ไปสะดุดตากับหนุ่มแว่นใส่หมวกแคมป์ปิ้ง เก็บเชอรี่แบบรวดเร็วป่านจรวจ เหมือนจอมยุทธ์ที่หลุดมาจากในหนังยังไงยังงั้น
และแล้วก็ถึงเวลาเลิกงาน ปรากฎว่าผมทำได้น้อยกว่าเกณฑ์ไปมากพอสมควร แต่ผมเหลือบไปเห็นหนุ่มแว่นคนนั้น บนกระดาษของเขาเต็มไปด้วยลายเซ็นที่เกือบจะเต็มกระดาษ มันทำให้ผมมีคำถามว่า "เอ็งทำได้ยังไงวะ" ส่วน Tom และ Jamie ก็เร็วพอที่จะเอาตัวรอดได้ เพราะพวกเขาบอกว่าเคยทำงานฟาร์มเชอรี่มาก่อนในปีที่แล้ว
ในค่ำวันนั้นหลังจากกลับมาที่โฮสเทล ความรู้สึกของผมคือ งานมันหนักน้อยกว่าสตอเบอรี่ก็จริง ในเรื่องการใช้ร่างกายของเราทำงาน แต่มันมีความกดดันที่ค่อนข้างสูงมากๆ เพราะถ้าเราช้าเขาเตะเราออกได้เลย
เพราะวันต่อไปที่เราไปทำ เราสังเกตุเห็นได้ว่าคนที่มาเริ่มน้อยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่เราก็พยายามเอาตัวรอดไปเรื่อยๆวันต่อวัน เรารู้เลยว่า ในไม่ช้าก็ต้องถึงคิวเราแน่ๆ ถ้าความเร็วเรายังพัฒนาได้เท่านี้อยู่ แล้วถ้าเราโดนไล่ออก เราก็ไม่รู้แล้วว่าเราจะทำอะไรต่อไป เพราะเงินที่เตรียมมาก็ใกล้จะหมด จนจะไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไทยอยู่แล้ว
ผมก็เลยวางแผนทำอะไรบางอย่าง ที่ไม่เคยทำในชีวิต เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
ผมวางแผนที่จะทำอะไร ตามต่อกันได้ในตอนที่ 7 ครับ

Comments