ถ้าให้เลือกงานที่หนักที่สุดในชีวิตนี้ งานฟาร์มสตอเบอรี่ในแทสเมเนีย คงเป็นคำตอบแรกที่เข้ามาในหัว

จากคนที่มีความมั่นใจเรื่องการสู้งานของตัวเอง มั่นใจว่าเราออกกำลังกายสม่ำเสมอ มีความฟิตอยู่ในตัว มาเจองานนี้เข้าไป

ความมั่นใจแทบจะเลือกศูนย์

ตัดภาพมา วันรุ่งขึ้นหกโมงเช้า ได้นัดกับ Devon ว่าเราจะไปทำงานด้วยกัน

โชคดีมากที่ มี Flo หญิงฝรั่งเศษอาสาพาไปส่ง แกมีรถยนต์และกำลังไปทำงานที่ฟาร์มสตอเบอรี่เหมือนกัน

พวกเรานั้งรถผ่านทางคดเคี้ยว สองข้างทางมีวิวภูเขาทุ่งหญ้าสีเหลืองอ่อนล้อมรอบไกลสุดลูกหูลูกตา มีแกะกินหญ้า มีม้าที่อยู่ในคอก ถนนยามเช้าที่ว่างเปล่า แล้วเราก็เลี้ยวเข้าซอยๆหนึ่ง ขึ้นเขาไปสักพัก และแล้วรถก็จอดลง

สิ่งที่เห็นต่างจากจินตนาการของเรามาก ภาพในจินตนาการของเราคือ คนออสทำงานที่สวน พวกเขายิ้มแย้มพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง มีบ้านหลังเล็กๆในสวนมีเด็กวิ่งเล่นกันอยู่ไกลๆ เหมือนในหนังฟิลกู้ดที่เราเห็นกัน

ผมเปิดประตูรถ ภาพที่เห็นคือ ฟาร์มสตอเบอรี่ที่ใหญ่สุดลูกหูลูกตาผ่านทิวเขา แต่ให้ฟิลเหมือนเราอยู่ที่ประเทศจีน เพราะมีคนพูดภาษาจีนเต็มไปหมด มองไปยังทางขวามือ มีพี่ป้าน้าอาผิวเข้มๆ ซึ่งมารู้ภายหลังว่า พวกเขามาจากหมู่เกาะแปซิฟิก ที่มีวีซ่าเฉพาะในการทำงานฟาร์มที่ออสเตรเลีย ลงรถบัสสีขาวเก่าๆคันใหญ่ๆ ต่อแถวเดินลงมาด้วยในหน้าที่ยิ้มแย้ม หยิบแท่งเหล็กรูปตัวยูแล้วไปเสียบกับ ตะกร้าสีเขียวสี่เหลี่ยมผืนผ้า เหมือนตระกร้าชอบปิ้งขนาดใหญ่แล้วก็เดินขึ้นเนินไป ตามแถวสตอเบอรี่ที่ยาวสุดลูกหูลูกตา แบ่งกันเป็นคนละแถวแล้วก็นั่งคุกเขาเก็บสตอเบอรี่

แล้วเราก็เห็นคนจีนซึ่งมารู้ภายหลังว่าคือคนไต้หวัน หยิบแท็ปเล็ตมาเดินตรงหัวแถวเหมือนนั่งเช็คอะไรบางอย่าง บางคนก็ขี่รถยนต์ขนตระกร้า บางคนก็นั้งสูบบุหรี่อยู่ไกลๆ

เราจำได้ว่า เราเดินไปหาพวกเขา เขาถามชื่อเรา แล้วก็บอกว่าเราได้เบอร์อะไร แล้วก็ถามว่ามีกระดาษไหม เราก็บอกไม่มี แล้วเขาก็ไล่เราไปเก็บเลย

กระดาษอะไรวะ ?

พวกเราสามคนเดินไปหยิบตระกร้าสีเขียวนั้น ประกอบกับเหล็กรูปตัวยู แล้วก็เริ่มลงมือเก็บ ซึ่งเอาเข้าจริงมันเก็บง่ายมากเลยนะ แค่บิดนิดเดียวมันก็ออกมาแล้ว

แต่หายนะเริ่มเกิด เพราะไอ้สตอเบอรี่พวกนั้นสีมันเขียวๆแดงๆ พอไปถาม Devon มันก็บอกว่า เก็บสีแดงๆ แต่ข้างหน้าเรามันมีสีเขียวปนแดง แล้วกูจะเก็บยังไงวะเนี้ย?

เราก็เลยเลือกไอ้สีที่มันแดงที่สุด ผ่านไปสิบห้านาที Devon กับ Flo ไปโน้นแล้ว เราช้า เราเริ่มเร่ง พอเร่ง ตระกร้าก็เริ่มเต็ม เราก็เดินยกตระกร้านั้นไปที่ปลายแถวของสตอเบอรี่ เพื่อจะเปลี่ยนตระกร้าใหม่ แต่ดันพี่ไต้หวันไปอยู่แถวอื่น เราเลยต้องรอ สุดท้ายเรามารู้ว่าไอ้กระดาษที่แกถามหา คือใช้ในการเขียนเบอร์ของเราลงไปวางไว้ในตระกร้า แล้วเราก็ไปเก็บต่อได้เลย

ซึ่งเราไม่มีไงก็เลยต้องรอ ทำให้ช้าไปอีก

"ไอหย๊า มันเขียวเกินไป" แกบ่นเมื่อมาถึง แล้วไปหยิบสตอเบอรี่ที่มีสีแดงๆให้เราดู แล้วชี้ว่าเอาแบบนี้ แล้วแกก็คุ้ยๆสตอเบอรี่เรา โยนทิ้ง ซึ่งแกหยิบอันสีเขียวๆออก

แล้วแกกดไปในแท็ปเล็ตโชว์ให้เราดูว่านับเป็น 0.5 ตะกร้านะ ช้าไม่พอ เก็บได้น้อยอีก

ระหว่างที่เดินกลับคอตกก็เจอพี่ฝรั่งฮิปปี้ผมยาว ให้อารมณ์เหมือนอยู่งานชัมบาล่า แกก็ยิ้มให้แล้วบอกเราว่า ตอนแรกๆเขาก็ยังงี้แหละ ค่อยๆทำเดี่ยวก็เร็วขึ้น

ปรากฎว่าวันต่อมา แกโดนไล่ออก เหตุผลเพราะแกดูชิวเกินไป

มารู้ภายหลังว่า ถ้าเราช้าเกินไปหรือดูเล่นๆไม่จริงจัง การโดนไล่ออกของเรื่องปกติ และสาเหตุก็พอเข้าใจได้ เพราะออสมีกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ แม้เราจะเก็บช้าแค่ไหนค่าแรงก็ได้พอกัน ฟาร์มจริงต้องหาคนที่เก็บเร็วๆเพื่อที่จะลดต้นทุน เพราะฉะนั้นเราต้องเก็บต่อชั่วโมงให้ถึงขึ้นต่ำที่เขากำหนด แล้วลุ้นว่าวันต่อมาจะได้ทำงานต่อหรือเปล่า ส่วนคนที่เก็บเร็วเขาก็จะคิดเป็นแบบตะกร้าแทน ยิ่งเก็บได้เร็ว ก็จะได้เงินเยอะขึ้น

ตัดภาพมาที่ฟาร์ม

1 ชั่วโมงแรกร่างกายยังสบาย แต่หลังจากนั้นอาการเริ่มมา ด้วยความที่เราต้องนั้งคุกเข่า นั้งก้ม ลุกเดิน แถมมืออีกข้างต้องแบกตะกร้าสตอเบอรี่ อาการปวดหลัง สะโพก และขา เริ่มแสดงออก สายหน่อยแสงแดดเริ่มปะทะสู่แผ่นหลังของเรา ไอชื้นจากดินที่กระทบมายังใบหน้า มันทำให้เราช้าและร้อนขึ้นกว่าเดิม ปรากฎว่าวันนั้นทำไป หกชั่วโมง เมื่อเทียบกับเพื่อนๆแน่นอนว่าเราจมบ๊วย แล้วไม่ต้องถามถึงพี่ๆชาวหมู่เกาะ Devon บอกว่าพวกเขาอยู่คนละชั้นกับพวกเรา 555 เรามือใหม่ส่วนเขา Elite

จำได้ว่าวันนั้นหลังเลิกงาน ไม่มีอารมณ์ทำอะไรเลย มันเหนื่อยเมื่อยไปทั้งตัว ตอนนี้เราเข้าใจแล้วละว่า ทำไม Devon ถึงบอกว่างานนี้มันหนัก

ด้วยความที่เราไม่มีทางเลือก และความกลัวที่จะโดนไล่ออก จึงต้องพยายาม ต้องสู้ ทำต่อไป ซึ่งมันก็ทำให้เราเรียนรู้ว่า ทฤษฎีที่ว่าพอทำไปนานๆร่างกายมันก็จะชิน มันไม่จริง 555 เพราะมันเหนื่อยเหมือนเดิม แต่แค่เราทำได้เร็วขึ้น

และแล้วโมเมนต์ที่หนักที่สุดในชีวิตก็มาถึง เมื่อ Flo ลาออกจากงานย้ายที่อยู่ Devon โดนไล่ออก เราก็เลยกลายเป็นผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ จักรยานเก่าๆจึงกลายมาเป็นเพื่อนของเรา ด้วยความที่ว่าฟาร์มนี้มันไม่ได้มีอยู่ที่เดียว มันมีอยู่สามที่ ทุกๆวันจึงสลับไปมาไม่ซ้ำกัน แต่แล้วมีอยู่วันนึง จำได้ว่าอากาศในตอนนั้น มีเมฆครึ้มล่องลอยเต็มท้องฟ้า อากาศเย็นๆที่พอทำให้ไอศครีมไม่ละลาย ลมที่พัดมาเป็นช่วงๆ เหมือนเปิดพัดลมเบอร์ 1

เราปั่นจักรยานขึ้นเขาไปทำงาน ทำไปได้ประมาณ 4 ชั่วโมง ร่างกายเริ่มอ่อนล้า แล้วจู่ๆพวกเขาบอกว่าจะย้ายฟาร์มไปอีกที่นึง ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี้ประมาณ 2 กิโล

พอเรารู้ยังงั้นเลยรีบหยิบจักรยานแล้วปั่นไปให้เร็วที่สุด ด้วยความที่มันเป็นภูเขา การปั่นจักรยานบางช่วง มันเหนื่อยเป็นพิเศษ ด้วยความที่เรากลัวจะโดนว่า โดนดุ ก็เลยกดดันตัวเองให้ปั่นไปให้เร็วที่สุด

จำได้ว่าปั่นประมาณครึ่งทางจู่ๆฝนก็ตกลงมา แล้วดันเป็นช่วงขึ้นเนินพอดี ถ้าใครปั่นจักรยานก็จะรู้ว่ามันเหนื่อยมาก ลมหายใจของเราถี่เร็วขึ้นเรื่อยๆ ตัวเราสภาพซะบักซะบ่อม มือชา ตัวเปื้อนดิน รองเท้าที่ชุ่มน้ำ ฝนที่ตกกระทบใบหน้า บวกกับสภาพศพของตัว wallaby (จิงโจ้แคระ) ที่ตายอยู่ตามรายทาง

ตอนนี้ไม่รู้แล้วว่าน้ำฝนหรือน้ำตา อะไรที่ไหลผ่านใบหน้าของเรามากกว่ากัน

ทำไมก็ต้องมาเหนื่อยขนาดนี้ ทำไมต้องเอาตัวเองมาลำบากขนาดนี้ กูกำลังทำอะไรอยู่กับชีวิตของกูวะเนี้ย

คำพูดของเจ้านายเก่าลอยเข้ามา

"ไอคิดว่ายูตัดสินใจผิดที่ไป " "It's such a sad goodbye"

เมื่อตอนที่ผมบอกเหตุผลที่ลาออกจากงาน เพื่อที่จะมาที่ออสเตรเลีย ทิ้งโปรเจกต์ที่ทำอยู่และโอกาสที่จะเติบโตกับบริษัท

ภาพความฝันในออสเตรเลีย ที่อยากได้เงินเยอะ ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าที่ไทย และภาพต่างๆที่เราเห็นในโซเซี่ยลมีเดียถึงไลฟสไตล์คูลๆ

มาเจอความจริงที่อยู่ตรงหน้า...

"หรือว่าเราตัดสินใจผิดที่มา" "เราควรยอมแพ้ดีไหมแล้วลาออกให้มันจบๆ" "เราควรที่จะหนีไปจากที่นี้แล้วกลับไทย"

ผมเลือก...

ไว้มาเล่าต่อตอนที่ 5 ครับ :)