Devon คือคนที่เปลี่ยนโชคชะตาเรา ให้เราได้พบเจอผู้คนที่ดีดีและโอกาส ในออสเตรเลีย ที่สร้างตัวตนของเรามาถึงทุกวันนี้ . คือดีของการอยู่ Hostel คือ การที่เราต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้า อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ . หลังจากที่เราเดินกลับ hostel ด้วยความผิดหวัง ในห้องเราก็มีชายหนุ่มตัวสูง สำเนียงบริติสเข้ามาใหม่ น้องคนนั้นชื่อว่า devon มาด้วยวีซ่าที่เหมือนกับเรา แกมีแพลนที่จะไปทำงานฟาร์มสตอเบอรี่ ในเมืองที่อยู่ห่างจากโฮบารต์ไปประมาณ 1 ชั่วโมง ตอนนั้นเราจำได้ว่า น้องเขาก็ชวนเราไปนะ แต่ด้วยตอนนั้นเราก็ยังคงมีหวังนิดๆว่า ร้านกาแฟนั้นอาจจะรับเราเข้าทำงานก็ได้ ถึงแม้จะมีโอกาสน้อยนิดก็ตาม เราก็เลยบอกว่า เรายังไม่สนใจ ไปก่อนเลยพวก . แต่แล้วในเช้าวันรุ่งขึ้นก็มีข้อความ จากร้านกาแฟร้านนั้นเข้ามาว่า "คุณไม่ได้ไปต่อ" ณ ตอนนั้นเรารู้สึกเฉยๆ มันอาจจะเป็นเพราะว่าลึกๆของเราอาจจะรู้แล้วว่า ผมลัพธ์มันจะเป็นยังไง . ผมหันไปมองเตียงข้างๆที่น้อง Devid นอนอยู่ เตียงนั้นมีแต่ความว่างเปล่าเพราะ น้อง Devon ได้ออกจาก Hostel เพื่อเดินทางไปยังเมืองนั้นเรียบร้อยแล้ว . ด้วยความที่ว่าตอนนั้น เราได้ติดต่อบ้านเช่าไว้ เพราะเรายังเชื่อว่า เรายังหางานในเมืองนี้ได้ ก็เลยได้ย้ายเข้าไปอยู่นั้น แต่ผมดันไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านเช่านะสิ เพราะผมได้นอนที่รถ Caravan ที่อยู่นอกบ้าน เพราะเขาเสนอว่าถ้าผมนอนที่นั้น ค่าเช่าจะถูกกว่าเป็นเท่าตัวเลย ซึ่งผมตอบตกลง . ผลปรากฎว่า ในตลอด 2 อาทิตย์ที่ย้ายไป ผมนอนหมกตัวอยู่ใน รถ Caravan นั้น ตัวผมกับ Caravan เป็นสิ่งเดียวกัน จอดอยู่นิ่งๆ ไม่มีใครสนใจ "แล้วไหนเรื่องที่จะไปหางาน" "ผมกลัว ผมไม่กล้า" ผมจำได้ว่าทุกๆครั้ง เวลาผมออกไปหางาน การเดินทางของผมจะหยุด ตรงหน้าร้านคาเฟ่เหล่านั้น เรากลัวที่จะเดินเข้าไป กลัวการโดนตัดสิน กลัวการโดนปฎิเสธ เราเอาชนะความกลัวเหล่านั้นไม่ได้ แล้วเราก็เดินกลับไป แล้ว ณ วินาทีนั้นเอง เงินในบัญชีที่เริ่มใกล้จะหมด ความรู้สึกเฟลกับตัวเองก็เริ่มพุ่งขึ้น ผมเลยเลือกที่จะ "หนี" ออกจากความกลัวเหล่านั้น . ผมได้ทัก Devon ไป ว่าที่งานฟาร์มสตอเบอรี่ยังรับคนไหม Devon บอกเขายังรับอยู่ ให้มาเลย และการหนีครั้งนี้ก็ได้พาผม ไปพบกับเรื่องราวไม่คาดฝันอีกหลายๆเรื่อง ที่มันเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อ ระหว่างความฝันและความจริงของเรา ในออสเตรเลียอย่างสิ้นเชิง . เรานั้งรถเมล์ไปยังสถานที่นั้น ชื่อว่าเมือง Crgnet เต็มไปด้วยภูเขา ทางถนนที่คดเคียวไปมา รวมถึงซากศพของตัว Wallaby ( จิงโจ้แคระ ) ที่นอนตายอยู่ข้างถนน ซึ่งภายหลังผมก็รู้มาว่า เจ้าพวกนี้มันมีเยอะแล้วตอนกลางคืน เนื่องด้วยความเป็นชนบท ถนนจึงไม่มีไฟ รถก็เลยชนเจ้าตัวพวกนี้เป็นเรื่องปกติ . ฟิ้ว...เสียงเปิดประตูรถเมล์ดังขึ้น รถเมล์ได้จอดลงตรงหน้าโฮสเทล ที่ Devon ให้เบอร์ติดต่อผมมา แล้วก็โชคดีมากที่ยังมีห้องให้เราได้เข้าพัก . Hostel นี้เจ้าของคือสามีภรรยาออสซี่ ที่นิสัยดีน่ารักแล้วเป็นกันเองมากๆ สภาพของที่นี้คือเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าล้อมรอบ มีบ้านหลักอยู่หนึ่งหลังที่ทุกคนไปทำอาหารนั้งดูทีวี แล้วเป็นห้องนอน . ส่วนรอบๆก็จะเป็นบ้านเล็กๆแยกออกเป็นหลายๆหลัง มีที่กางเต้นท์ มีห้องน้ำแยกออกอีกต่างหาก ซึ่งเราได้เข้าไปอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆข้างนอกนั้น . และแล้วผมก็เจอ Devon เพิ่งกลับมาจากการทำฟาร์ม ผมก็ถามว่างานเป็นไงบ้าง "ปวดหลัง ปวดขา โครตหนักเลย แต่นายอาจจะทำได้ดีกว่าเราก็ได้นะ" Devon บอกก็ที่จะชี้ไปยังผู้หญิงคนนึงที่เดินตามขึ้นมา "ให้ไปถาม Ruby ดูเรื่องทำงานเพราะแกเป็นเอเจนต์หางานด้วยให้กับฟาร์มสตอเบอรี่" . Ruby เป็นหญิงสาวคนไต้หวันที่มาด้วยวีซ่าเดียวกัน แต่ก็มาอยู่นี้เกือบห้าปีแล้ว พอเราเข้าไปคุยกับ Ruby แกก็บอกเราว่า งั้นพรุ่งนี้ตอนเช้าให้ไปเริ่มทำงานได้เลย . "โหง่ายขนาดนี้เลยแห้ะ" ในท้ายที่สุดเราก็ได้เรียนรู้ว่า การหางานฟาร์มงานต่างๆในออส คอนเนคชั่นและ Hostel คือสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับคนที่หัวเดียวกระเทียมลีบอย่างเราๆ . และเช้าวันรุ่งขึ้นก็มาถึง ผมเริ่มทำงานวันแรก ด้วยความรู้สึกที่มีพลังจากเต็มเปี่ยม ... ตกเย็นมา เราเข็นรถจักนยานเก่าๆพิงไว้กับพนัง ด้วยเหงื่อที่ท่วมตัว ผิดที่แสบจากการโดนแดด ขาที่สั่น หลังที่ปวด . เราค้นพบว่า ถ้ามีรุ่นน้องคนไหนที่ไปทำงานที่ออส แล้วบอกเราว่าจะไปทำงานฟาร์มสตอเบอรี่ที่แทสเมเนีย . สิ่งแรกที่เราจะบอกเลยก็คือ " หนีไป ! " เพราะเมื่อมองย้อนกลับไป งานฟาร์มสตอเบอรี่สำหรับผมคือ งานที่เหนื่อยและลำบากที่สุดในชีวิตที่ผมเคยเจอเลย . ไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกยังงั้น ในตอนที่ 4 นะครับ 🙂 #ชีวิตที่เกือบจะจิงโจ้ #ตอนที่3

Comments