เพื่อนๆคงสงสัยว่า

"โฟล์ค แล้วเอ็งจะไปทำงานอะไรที่ออสวะ"

นึกภาพตามนะ เราทำกาแฟคูลๆท่ามกลางฝรั่งที่กำลังยิ้มแย้มทักทาย พร้อมกับการทักทายสำเนียงออสซี่ เราข่านรับ พร้อมกับมือที่กำลังหมุนล้อไปกับ ลวดลาย latte art พร้อมกับกลิ่นกาแฟอบอวนชว... ตัดภาพมา ไอ้โฟล์คเดินคอตกเดินร้องไห้อยู่คนเดียวบนถนนในเมืองโฮบารต์ หลังจากที่ไปเทสงานแล้วไม่ผ่าน ภาพฝันถูกตัดจบภายในพริบตา 555 . หลังจากที่เราเจอฝรั่งด่ากลางถนน พอพักใจที่บ้านเพื่อนเสร็จสองสามวัน เราก็บอกลากันเพื่อที่จะเดินทางไปยังเมืองโฮบารต์ ซึ่งอยู่ใต้สุดของรัฐแทสเมเนีย ผมตั้งใจไว้ว่าภายในหนึ่งอาทิตย์ เราจะหางานทำให้ได้ ซึ่งแน่นอนงานที่เราฝันก็คือบาริสต้า ที่อุตสาห์ร่ำเรียนมาเพื่อที่จะได้ใช้หาเลี้ยงตัวเองที่ออสเตรเลีย งานที่เราได้ก็มาจากการที่เรา โพสวีดีโอตัวเองทำกาแฟในกลุ่มหางานที่เมืองนี้ แล้วก็ได้เราติดต่อให้ไปเทสงานในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เรามาถึงเมือง . ผมพักอยู่ที่โฮสเทลใจกลางเมือง ราคาประมาณ 60 ดอลต่อคืน หรือประมาณพันกว่าบาท นอนในห้องเตียงสองชั้นที่มีคนนอนอยู่ด้วยกัน หกคน ผมนอนชั้นบน ระหว่างที่กำลังจะนอน เอี๊ยดๆ เตียงมันมีเสียงตลอดเวลา ทุกครั้งที่เราขยับตัว เวลาที่คนข้างล่างขยับตัว เสียงจะดัง เอี๊ยดๆ เวลาง่วงๆแล้วเกือบจะหลับ เสียงมันก็ดังขึ้นมาอีก ปรากฎว่า คืนนั้นผมนอนไม่ได้เลย แล้ววันรุ่งขึ้นก็มาถึง ผมต้องไปเทสงานท่ามกลางความง่วงจากเสียงเมื่อคืน . คาเฟ่ที่ผมจะไปเทสงาน อยู่ห่างจากโฮสเทลของผมประมาณครึ่งชั่วโมง ผมต้องนั้งรถเมล์ไป พอผมไปถึงก็เจอกับเจ้าของร้านผู้หญิงสองคน พวกเขาใจดีมากๆ ร้านคาเฟ่นี้เป็นร้านเล็กๆอยู่ในซอยลึกพอสมควร แต่เป็นร้านที่มีรีวิวใน google map ดีมาก เพราะหลังบ้านเขาเป็นโรงคั่วกาแฟด้วย เราจำได้ว่าแกให้เราเริ่มต้นจาก เก็บแก้ว เก็บจาน จัดของ "มันก็ไม่ได้ยากเท่าไรนี้" เราคิดในใจ "ยูช่วยไปยืนที่เคาท์เตอร์ แล้วรับออเดอร์หน่อย" แต่แล้วสิ่งที่ยากสุดก็มาถึง แกก็สอนระบบโน่นนี้นั้น มันก็ไม่เห็นยากอะไรเลยนี้ คิดด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี้ยวพกมาจากที่ไทย แต่พอลูกค้าจริงๆมาถึง ความจริงก็ตบหน้าเราอย่างจัง ซึ่งที่มันยากคือร้านนั้นดันมี ขนมปังเยอะมาก แล้วชื่อขนมปังมันก็เยอะ แล้วบวกกับสำเนียงออสซี่อีก ตอนนั้นความรู้สึกเราเหมือน คนที่เตะบอลไม่เป็นแล้วพยายามเล่นให้ดี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ไง เพราะเราฟังแทบไม่รู้เรื่อง จนเพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างๆทั้งๆที่ยุ่งอยู่แล้ว ก็ต้องมาช่วยอีกแรง แล้วอีกอันนึงที่พีคก็คือ ลูกค้าบางคนจ่ายเงินสด แล้วเหรียญเงินออสเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับเหรียญไทย ซึ่งแน่นอนเราไม่เคยเห็นมากก่อน เพราะที่ออสส่วนใหญ่ใช้บัตรกันหมด ถ้าเหรียญไทยจะไล่ขนาดระดับเงินจากเล็กไปใหญ่ แต่นี้ไล่จากใหญ่ไปเล็กแล้วเราก็ทอนผิดทอนถุก เราก็ทำยังงั้นแหละไปประมาณ 1 ชั่วโมง จนนายจ้างก็บอกเราว่า "วันนี้ขอบคุณมาก วันนี้พอแค่นี้ก่อน เดี่ยวเราจะติดต่อไป" "เครื่องทำกาแฟยังไม่ได้แตะเลยนะ" ซึ่งเรารู้ตัวเลยว่า เราไม่ผ่านแน่ๆ . ในระหว่างเดินทางกลับ จากความมั่นใจที่ไม่รู้ว่าเอามาจากไหนว่าเราทำได้แน่ กลับกลายเป็นคนจริงที่ตบเข้าหน้าอย่างแรง ว่า ความฝันกับความจริงมันไม่เหมือนกัน ผมเลือกที่จะไม่ขึ้นรถบัส แล้วเดินกลับไปยังโฮสเทล ระหว่างเดินกลับ มือที่ชาด้วยความหนาว บวกกับความเงียบของเมือง ผมแค่รู้สึก เหงา โดดเดี่ยว ผมมองไปยังถนนตรงหน้าที่ไร้ผู้คน แม่งเหมือนกับเราตอนนี้ไม่มีผิดที่ไม่มีใครเลย ผมเพิ่งมาเข้าใจจริงๆว่า ชีวิตที่เราต้องออกเดินทางคนเดียว เริ่มต้นใหม่ทุกอย่างมันเป็นอย่างงี้นี้เอง ภาพตัวเรา ที่มั่นใจพร้อมกับอีโก้ขั้นสุดว่า ออสเตรเลียเนี้ยสบายๆ โดนตบหน้าด้วยความเฟลจากวันนี้ ความมั่นใจหายไป พร้อมกับชีวิตที่ เราไม่รู้เลยว่าเราจะเอาตัวรอดยังไง จะทำอะไรต่อ ความกล้าในการไปหางานคาเฟ่ที่อื่นมันหายไป แค่แผนแรกที่จะได้งานก็พังตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเมืองนี้ น้ำตาก็เริ่มไหลออกมา ที่เต็มไปด้วยความกังวลและสงสัยในตัวเอง พร้อมทั้งเงินที่ตอนนี้เริ่มลดลงไปเรื่อยๆ แต่แล้วผมก็ได้เจอคนๆนึง ที่เปลี่ยนชีวิตของผม ในออสเตรเลีย เขาคนนั้นคือใคร เดี่ยวผมจะเล่าให้ฟังในตอนที่ 3 ครับ ขอบคุณครับ : )

#ชีวิตที่เกือบจะจิงโจ้ #ตอนที่2