เมื่อความจริงกับความฝันไม่เหมือนกัน

พอมานั้งนึกถึงเรื่องราวในชีวิต หนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่สุด ที่เปลี่ยนชีวิต เปิดโลก และทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ คือการไปออสเตรเลีย

มาถึงวันนี้ก็ประมาณ 2 ปีแล้วที่เราตัดสินใจกลับไทย หลังจากที่ใช้ชีวิต 2 ปีในประเทศออสเตรเลีย ความทรงจำต่างๆก็เริ่มที่จะจางหายไป สิ่งที่ยังคงอยู่ก็คือความรู้สึก ที่เรารู้ตัวว่าอีกไม่นานเราก็อาจจะลืมความรู้สึกเหล่านั้นเช่นกัน

พอเราได้ทำชาเลนส์กับตัวเองในการเขียนบทความทุกวัน เราจึงค้นพบว่า ถ้าเราอยากจะตกตะกอนอยากจะจดจำโมเมนต์เหล่านั้นให้ขึ้นใจ การเขียนนี้แหละที่เป็นเครื่องมือนั้น ที่เราจะจดจำและถ่ายทอดมันออกมา กับสิ่งที่เราได้พบเจอ เรียนรู้ และรู้สึก ผมหวังว่าเรื่องราวที่ผมจะมาแชร์ให้กับเพื่อนๆ จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวเหล่านี้ มันเกิดมาจากทั้งภายนอกและภายใน

ภายนอกก็คือช่วงนั้นเป็นยุคของลุงตู่ ที่เรารู้สึกเหมือนเพื่อนเราทุกคนที่อยากจะออกจากประเทศนี้ ประเทศที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและยุ่งเหยิง ประเทศที่ไม่แคร์ประชาชน ประเทศที่เก็บปัญหาไว้ใต้พรม

ภายในก็คือ เราทำงานประจำอยู่ แล้วก็มีคำถามอยู๋ในหัวเราว่า ถ้าสมมุติเราต้องตายตอนอายุ 30 อะไรคือสิ่งที่เราจะเสียใจ ถ้าเราไม่ได้ลงมือทำ ซึ่งความฝันที่เด้งเข้ามาเลยก็คือ การได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ

จะว่าไปเหตุเกิดของความฝันนี้ก็น่าจะมาจาก เพื่อนสนิทของเราที่อยู่ด้วยกันมานาน ของคือ โก๋เน็ตตี้คู่หูม.ปลายที่พากันไปแข่งรัฐศาสตร์ด้วยกัน หลังจากที่เราทั้งคู่อกหักจากการสอบตรงรัฐศาสตร์ไม่ติด เน็ตตี้ก็ออกเดินทางไปยังที่ต่างๆทั่วโลก ส่วนตัวผมตอนนั้นนะหรอ... กักตัวอยู่ที่บ้าน ไม่ทำอะไรเลย เพราะตอนนั้นเราคิดว่าอนาคตเราจบสิ้นแล้ว

คำพูดที่บอกว่า เราอยู่ใกล้ใครบ่อยๆเราก็จะเป็นคนแบบนั้น เอานี้จริงมากๆเพราะ หลังจากที่เน็ตกลับมาไทย บอกเล่าเรื่องราวของเขา เราฟัง จู่ๆก็เกิดความรู้สึกว่า เราอยากไปจัง อยากไปสักครั้งนึงในชีวิต บวกกับตอนนั้นเริ่มอ่านงานเขียนของ พี่เบนซ์ ธนชาติ เรื่อว New york 1st time ซึ่งให้แรงบัลดาลใจในการออกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศมากๆ เราก็เลยเริ่มเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง จากนั้นเป็นต้นมา

เรารู้สึกว่าช่วงเวลาที่ เจ็บปวดที่สุด มันก็มักจะเป็นแรงผลักดันที่ดี ที่ถ้าเราลุกขึ้นได้มาอีกครั้ง เราก็จะเป็นคนที่แข็งแกร่งมาขึ้นกว่าเดิม เพราะหลังจากวันนั้นที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาใหม่ เราก็สอบติดเข้ามหาลัยแล้วก็พูดภาษาอังกฤษได้จากการดรอปเรียน 1 ปี

แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาละ เราก็มาจากครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย เงินเดือนเราตอนนั้นก็ต่ำเตี้นเรี่ยดิน โอกาสแทบจะไม่มี

แล้วจู่ๆวันนึง มีพี่ที่ทำงานด้วยกันชื่อพี่นัท แกมาคุยกับเราประมาณว่า โฟล์ครู้ไหมว่าที่ออสมีโครงการ Working and Holiday นะ ใช้เงินไม่เยอะ ไปไหม? "พี่แต่ไม่เยอะของพี่นี้เท่าไร" "หนึ่งแสนบาท" พี่นัทตอบ "บางคนไปยืมเงินที่บ้านมาใส่บัญชีทำสแตทเมนท์ พอได้วีซ่าแล้วค่อยคืนยังงี้ก็มี"

และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ออสเตรเลียก็ติดอยู่ในหัวผมตลอดเวลา เวลาทำงาน เราก็นั้งจินตนาการ โฟล์คกำลังเดินอยู่บนภูเขารูปร่างแปลกประหลาด ท่ามกลางต้นไม้ที่ให้อารมณ์เหมือนอยู่สวิตเซอร์แลนด์ จินตนาการถึง เงินที่มากมาย ผู้คนที่เฟรนลี่ จิงโจ้ที่น่ารัก

และแล้วเมื่อเรามีความฝัน เราก็จะเจอทางออก

ด้วยความที่เราทำงานที่นี้มาตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัย แล้วโชคดีที่ที่ทำงานเรา มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่เราจ่ายแล้วเจ้านายเราสมทบ แถมตอนนั้นก็ซื้อหุ้นบริษัทตุ๋นไว้อีก เมื่อเราคำนวณทั้งหมด ถ้าเราออกจากงาน เงินเราถึงพอดีในการทำสแตจเมนส์ แล้วจะรออะไรละ ก็ลาออกสิครับ แล้วเราก็ตัดสินใจไว้ว่า

ถ้าเมื่อใด เราก้าวเท้าออกจากประเทศได้แล้ว เราจะไม่มีวันกลับมาเหยียบที่ไทยอีก

ซึ่งโครงการนี้ให้โควต้าของคนไทยอายุไม่เกิน 31 ปี รุ่นเราถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ที่ 2000 คน ตอนที่เรากดโควต้าติดเราดวงดีมากๆที่กดได้ เพราะมีหลายคนที่กดมาสามสีปียังไม่เคยได้เลย

เราก็มานั้งคิดว่าเราจะไปอยู่เมืองไหนดี แต่ด้วยเชื่อที่ว่า ไหนๆก็ได้ไปอยู่ต่างประเทศ เราจะไม่มีวันอยู่กับกลุ่มคนไทยเด็ดขาด จึงเลือกเมือง Hobart รัฐแทสเมเนีย ตอนใต้ของออสเตรเลีย สาเหตุที่เลือกเพราะมันหนาวแล้วคนไทยไม่เยอะ

แต่ก่อนจะเหยียบที่นั้นเราต้องไปลงเครื่องจากซีดนีย์ เพื่อต่อเครื่องไปยังแทสเมเนีย ก็เลยขอแวะไปหาเพื่อนของเราก่อน ซึ่งก็คือพลอยเพื่อนมัธยมที่ เราไม่ค่อยได้เจอกันเลยหลังจากออกจากโรงเรียน แต่ด้วยความที่เราก็ติดตามกันในไอจี แกก็บอกเราว่าถ้ามาเที่ยวซีดนีย์ก็มาพักที่บ้านแกได้ เพราะแกเข้าใจว่า ค่าที่อยู่มันแพง และนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ไม่คาดฝัน ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ออสเตรเลียมันไม่เหมือนที่เราฝันเอาไว้เลย

หลังจากเก็บของเสร็จ เราล้มตัวลงนอน เพราะเพลียมากๆจากการเดินทาง พลอยก็ออกไปทำงาน เมื่อเราตื่นขึ้นมา เกิดความรู้สึกหิวก็เลยเดินออกจากห้อง ไปหาอะไรกิน

"หนาวมาก" นี้คือความรู้สึกแรกที่เปิดประตูอาคารออกมาภายนอก เพราะตอนนั้นเป็นช่วงธันวามั้งถ้าจำไม่ผิด แต่แบบพอเราเห็นอาคาร ถนน ผู้คน เราแทยไม่เชื่อเลยว่า ความฝันเราจะสำเร็จแล้วหรอนี้ จากการเกิดคำถามแค่คำถามเดียว

แต่เชื่อไหมว่าเอาเข้าจริง พอเราไปถึงความฝันของเราแล้ว เรากลับรู้สึก เฉยๆ การกับได้มันมา ซึ่งถ้ามองไปหลายๆความฝันที่เราทำสำเร็จ ความรู้สึกมันเป็นแบบนี้หมดเลย มันอาจจะเป็นเพราะสิ่งที่เราคาดหวังระหว่างความฝันกับความจริง มันอาจจะไม่เหมือนกัน หรือเราอาจจะแค่หนาวก็ได้มั้ง ฮ่า

เราเดินไปตามรอบเมือง ด้วยความตื่นเต้น เราเห็นผู้คน เรายิ้มให้ และแล้วเหตุการณ์นั้นก็มาถึง

ผมจำได้ว่ากำลังเดินกลับห้อง หลังจากนั้งกินแฮมเบอร์เกอร์ที่แม็คเสร็จ

จู่ๆลุงคนหนึ่ง ขี่จักรยานผ่านมา เราทั้งสองสบตากัน ผมยิ้ม

"What the F are you looking at " ลุงแกพูดด้วยความรู้สึกโกรธ แล้วก็ตามด้วย F อีกตัว แล้วแกก็ปั่นผ่านไป

ตอนนั้นเราพยายามจะมองโลกในแง่บวก แต่บวกแค่ไหนก็ไม่ไหววะ จังหวะนี้ ผมเดินคอตกกลับห้อง แล้วนั้งคิดกับตัวเอง นี้แค่ขนาดวันแรกเองนะ วันต่อไปเราจะรอดไหมเนี้ย

และนี้คือจุดเริ่มต้นที่รู้เลยว่า ออสเตรเลียที่เราฝันกับความเป็นจริงมันไม่เหมือนกัน

( มาต่อตอนที่ 2 วันพรุ่งนี้ครับ )