อันที่จริงเรื่อง Flow State เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่ผมกำลังเขียน แต่ก็อดใจไม่ได้ที่จะหยิบยกบางส่วนมาเล่าให้ทุกคนฟัง เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตผมเป็นอย่างมาก บทความนี้ผมจึงขอเล่าเรื่องราวของ Flow State ในแบบฉบับของผมกันครับ

Flow State ในความทรงจำ

ครั้งแรกที่ผมรับรู้สภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากตอนวิ่ง แต่เกิดจากตอนที่ผมเข้าปฏิบัติธรรม ผมรู้สึกว่าเป็นช่วงนั้น เป็นสภาวะที่คล้ายกัน แต่อาจจะไม่ได้อยู่ในชื่อ Flow State บทความนี้ผมคงไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับหลักการของเรื่องนี้มากนัก เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผมในขณะเวลานั้น

ขณะนั้นผมน่าจะอยู่มัธยมปลาย เป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ผมเข้าคอร์สตามคำชวนของคุณย่า ระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ การปฏิบัติธรรมในครั้งนั้นเน้นไปที่การพิจารณาขันธ์ทั้ง 5 ของตัวเอง นั่นก็คือ รูป (ร่างกาย), เวทนา (ความรู้สึก), สัญญา (ความจำ), สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) และวิญญาณ (ความรับรู้) โดยพิจารณาผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายและการรับรู้สภาพของปัจจุบันขณะ (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ผมค่อนข้างตั้งใจในการฝึกปฏิบัติ

การกำจัดความคิดที่เข้ามารบกวนเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในช่วงแรก

ผมต้องโฟกัสปัจจุบันให้มากพอ ลบเลือน รู้เท่าทันการเกิดของความคิด สภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ไม่มีการพูดคุย ไม่มีการรับรู้โลกภายนอก และเมื่อไร้ซึ่งการสื่อสาร ก็ไม่มีเรื่องที่จะต้องให้คิดมากนัก การโฟกัสอยู่กับร่างกาย จึงเป็นเครืองมือในการจัดการกับความคิดได้อย่างดี

สิ่งต่อมาที่เกิดขึ้นเมื่อเราพิจารณาอยู่กับร่างกายก็คือเราจะรู้สึกถึงความไม่สบายตัวได้ง่ายขึ้น เราคัน เราเพลีย เราเจ็บขาจากการนั่งนาน เราเกิดเหน็บชา เราเมื่อยขาจากการเดินจงกรมนานๆ สิ่งเหล่านี้ก่อเกิดมารบกวน จนไม่สามารถพิจารณาร่างกายได้ดี

ส่วนใหญ่คนเราหนีความเจ็บปวดโดยการหันไปสนใจสิ่งอื่น เพื่อหวังให้ลืมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

สิ่งนั้นเป็นเพียงทางแก้ฉาบฉวย คุณหลบได้ไม่นาน เมื่อความเจ็บปวดหลอมรวมมากขึ้นก็ไม่มีสิ่งอื่นใดหนาพอจะช่วยให้คุณหลบพ้นได้ ผมหันมาพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นและเฝ้าดูความเมื่อยในแต่ละก้าว รับรู้ทุกสัมผัส ทั้งความเย็นจากดิน ความหยาบของทราย ความเมื่อยของกล้ามเนื้อ เวลาผ่านไปโดยไม่อาจคะเนได้ ณ ช่วงเวลานั้นเอง Flow State ได้เกิดขึ้นกับผมแล้ว โดยตอนนั้นผมยังไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ในขณะหนึ่งผมเกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ยินดี ยินร้าย แต่รู้สึกว่ามันอุ่นๆ มันเบา มันสบาย น้ำตาผมเอ่อไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

ผมติดใจความรู้สึกนั้นและเกิดเป็น ความอยาก และต้องการมันอีกครั้ง แต่อาจเนื่องด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ตลอดระยะเวลาที่เหลือในคอร์สปฏิบัติธรรมนั้น ผมไม่เคยได้รับรู้สิ่งนั้นอีกเลย ในช่วงจบคอร์สผมกราบลาหลวงตากลับบ้านและเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้ท่านฟัง ท่านบอกว่ามันเป็นสิ่งที่เรียกว่า ปีติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ผมซ้อมวิ่ง

โอ้ นี่สินะ Flow State ที่เขาว่ากัน

ขออภัยผู้อ่านนักวิ่งทุกท่าน กว่าจะได้เข้าเรื่องเกี่ยวกับการวิ่ง ก็กินเวลามาหลายย่อหน้า แต่สาเหตุที่ผมต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมขณะวิ่ง มีที่มาที่ไปที่คล้ายคลึงกันอย่างมากกับตอนที่ผมเข้าปฏิบัติธรรม องค์ประกอบมันช่างเหมือนกันเหลือเกิน

โดยมันเริ่มมาจากการจัดการความคิด การรับรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย การเข้าใจความเจ็บปวด รับรู้ความรู้สึก และ ทำสิ่งนั้นซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ

ผมเห็นบทความเรื่อง Flow State ในโลกของการวิ่งครั้งแรกจากโพสต์ของ "คุณหนุ่ม" จากเพจ "Runner's journey" ที่เขียนบรรยายประสบการณ์ที่ได้พบ Flow State ซึ่งตอนนั้นผมเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะนี้ว่ามันเป็นเพียงสมาธิชั่วขณะตอนที่เราโฟกัสกับบางสิ่ง และตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มวิ่งมาได้ไม่นาน น่าจะประมาณ 2-3 เดือน

ตอนนั้นอย่าว่าแต่ทำสมาธิเลย แค่ควบคุมการวิ่งให้คงที่ ไม่เหนื่อยหอบจนเกินไปก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว

ผมยังคงซ้อมวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ในแบบของผม แต่ก็ยังไม่เคยได้สัมผัสการวิ่งที่รู้สึกสบาย จนเวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัวแบบที่เขาเรียกว่า "Flow State" สักคราว

จุดเปลี่ยนเริ่มจากตอนที่ผมตั้งเป้าหมายในการวิ่งมาราธอน ผมต้องซ้อมเก็บระยะมากขึ้น โดยเฉพาะสุดสัปดาห์ที่ต้องวิ่งยาว (Longrun) เป็นดั่งสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผมต้องกลับมาอยู่กับตัวเองนานขึ้นอีกครั้ง

ลองรันไม่ใช่การซ้อมที่จะเค้นความเร็วสูงมาวิ่ง แต่เป็นความเร็วระดับที่ไม่หนักร่างกายจนเกินไป เมื่อสภาวะเหมาะสม ผมจดจ่อกับฟอร์มการวิ่งของผมในแต่ละก้าว แขนที่แกว่ง จังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอ ไม่ต้องจดจ่อกับเพซที่นาฬิกา เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว

10 นาที....

30 นาที.......

รู้ตัวอีกที หนึ่งชั่วโมง โอ้....

นี่สินะ Flow State ที่เขาว่ากัน....

Flow State Level 2

แต่การลองรันเป็นการซ้อมระยะไกลเพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับการใช้กล้ามเนื้อ พร้อมกับกำจัดของเสีย ในเวลานานต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ผมมักจะใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงครึ่ง ถึงสองชั่วโมงในการวิ่ง คุณจะต้องเจอกับหลายสิ่งมากมายที่เกิดขึ้นขณะวิ่งไปสักพักเมื่อร่างกายเริ่มเหนื่อย

ความคิดนับร้อยพันได้หลุดจากพันธนาการ และออกมากวนทุกวินาที ผมต้องสู้กับเสียงในหัวเหล่านี้

บางเสียงบอกให้หยุด บางเสียงบอกให้พักก่อน บางเสียงบอกให้เดิน บางเสียงบอกให้เอาใหม่วันหลัง ลูกเล่นเยอะแยะมากมาย การโฟกัสที่แต่ละก้าวเท่านั้น ที่จะกำจัดเสียงเหล่านั้น เมื่อสมาธิคุณอยู่เพียงจุดๆเดียว ก็ไม่มีที่ว่างให้ความคิดอื่น

ความคิดได้หายไปแล้ว.....

สิ่งต่อมาที่เกิดขึ้นคือ ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ การวิ่งยาวเป็นระยะที่เราไม่ได้วิ่ง ไม่ซ้อมในทุกๆ วัน กล้ามเนื้อไม่ชินกับความหนักในปริมาณนี้ แต่คุณต้องทนเพื่อให้กล้ามเนื้อได้พัฒนา ปรับตัว และชินกับความหนักใหม่ๆ รวมถึงปริมาณกรดแลคติกที่สะสม

ร่างกายไม่ค่อยชอบที่เราทำงานหนักสักเท่าไหร่ กล้ามเนื้อไม่มีปากพูดจึงต้องกระซิบบอกเราผ่านความล้า ความเมื่อย

สำหรับผมสิ่งนี้ยากกว่าการกำจัดความคิดพอสมควร (โดยปกติมักจะเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ผมต้องแบ่งจัดการทีละเรื่อง) การวิ่งในสวนแลดูจะเป็นตัวช่วยที่ดี มีผู้คน มีต้นไม้ มีธรรมชาติ ที่ช่วงดึงความสนใจจากความเมื่อยล้าไปได้ แต่เมื่อถึงเวลา ณ จุดหนึ่ง เมื่อความเมื่อยล้าเด่นชัดเกินกว่าสิ่งรอบตัวเรา และ เรียกร้องให้เราหยุดเสียที การโฟกัสสิ่งอื่นดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไร ผมกลับมามาดูที่ความเมื่อยที่เกิดขึ้นในขาแต่ละข้าง มองดูมันว่ามันเมื่อยยังไง ตอนก้าวหรอ ตอนเท้ากระทบที่พื้นหรอ หรือตอนที่แกว่งแขน เมื่อผมสังเกตุความทุกข์ของร่างกายที่เกิดขึ้น ผมก็ลืมไปเลยว่ามันคือความทุกข์ของร่างกาย รู้ตัวอีกทีผมก็ก้าววิ่งต่อไปจนจบตามเป้าหมายที่วางไว้

ผมขอเรียกมันว่าสภาวะ Flow State 2

ต้องขอออกตัวก่อน ว่าผมไม่ได้อยากอวดอ้างขนาดว่าผมทำได้ทุกครั้งในการซ้อมหรอกนะครับ ผมยังไม่แกร่งกล้าที่จะโฟกัสสมาธิไปที่ความเหนื่อยล้าได้ทุกชั่วขณะ Flow State 2 ต้องใช้สมาธิที่เข้มข้นมากเพื่อที่จะให้คุณทนอยู่กับความทุกข์ ณ ขณะนั้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่เมื่อผมมีตารางซ้อมที่เข้มข้นขึ้นผมก็ต้องปรับร่างกาย และสมาธิให้ทัน และเมื่อทุกอย่างพร้อมมันจะเป็นความถี่ที่คงที่พอที่เราจะโฟกัสกับมันได้ ผมคงยังต้องฝึกอีกเยอะ

ผมรู้สึกสนใจในเรื่องสภาะนี้มาก จนได้ไปศึกษาเพิ่มเติมทั้งงานวิจัยทั้งทาง วิทยาศาสตร์การกีฬา และ จิตวิทยา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างแท้จริง ผมอยากยกงานวิจัยบางส่วนที่ผมอ่านมาเล่าให้ฟัง แต่เล่าในบทความนี้คงจะยาวเกินไป ขอยกยอดไปไว้เล่าในบทความถัดไป "Flow State Part 2" แล้วกันครับ ผมจะเขียนที่ไปที่มาของสิ่งเหล่านี้ว่ามันทำงานอย่างไรในทางวิทยาศาสตร์ และ จิตวิทยา มันเป็นผลดี หรือ ผลเสีย กันแน่? ไว้มาดูกันครับ

ขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่อ่านจนมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร หรือ มีงานอดิเรกแปลกจากผมแค่ไหน ทุกคนล้วนสร้าง Flow State ของตัวเองขึ้นมาได้ทั้งนั้นครับ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ

ขอบคุณครับ

ราบี้บอย 6 เมษา 2026, ร้าน Kanin ไทรม้า นนทบุรี

#Meditate #Running #Discipline