ในช่วงหลังวันหยุดยาว ผมเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดสกลนคร เมืองเล็กๆ ที่แสนสงบ บ้านเกิดของผมเอง
ตัวผมนั้นกลับบ้านไม่บ่อยครั้ง มักกลับในช่วงวันสำคัญ หรือหยุดยาวต่อเนื่อง เช่น สงกรานต์ ปีใหม่ ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่ในช่วงสงกรานต์ผมหลีกหนีความวุ่ยวายจากการเดินทางเพื่อกลับภูมิลำเนาของผู้คน และความวุ่นวาย ของเทศกาล โดยเลือกที่จะลาหยุดงานเพื่อมาพักผ่อนหลังเทศกาลแทน
หวังรอให้ความสงบกลับมาอีกครั้ง....
นับว่าเป็นความโชคดีของผม ในขณะที่อากาศทุกหนแห่งเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนอย่างเข้มข้น แต่ที่บ้านผมเป็นช่วงที่พายุเข้าพอดิบพอดี ฝนตกฟ้าร้อง เกือบ 1 วันเต็มๆ ทำให้อากาศเย็นลงอย่างมาก อุณหภูมิช่วงเช้าอยู่ราวๆ 23-25 องศา ถือว่าอากาศเย็นในช่วงเช้าเลยก็ว่าได้ ซึ่งผิดแปลกมากๆ จากความจริงที่เดือนนี้คือ เมษายน ของประเทศไทย
บ้านผมปลูกต้นไม้หนาทึบ เต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ ปะปนกันไป อีกทั้งยังมีสระน้ำ ทำให้อุณภูมิต่ำและถ่ายเทมากกว่าพื้นที่โดยรอบ ทำให้การดำเนินชีวิตของครอบครัวผมในช่วงนี้ แทบจะไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ลมที่พัดโชยมาเอื่อยๆ แทบทั้งวัน ทำให้สามารถพักผ่อนได้อย่างสบาย
แม้จะเป็นวันหยุด....
แต่สิ่งที่รักมักไม่เรียกร้องหาวันพัก
ผมยังคมซ้อมวิ่งต่อเนื่องตามโปรแกรม น่าเสียดายที่บ้านผมอยู่ในชนบท ไม่มีสวนหรือสนามกีฬาให้ใช้ ในช่วงฤดูหนาวผมเคยไปวิ่งเรียบคลองชลประทานใกล้บ้านในตอนเช้าตรู่ แต่ในช่วงนี้ผมต้องวิ่งระยะทางที่ไกลขึ้น และถนนหนทางแถวบ้านก็ไร้แสงไฟ และมากด้วยรถบรรทุกคงจะเป็นการเสี่ยงอันตรายเกินไปหากจะวิ่งเรียบถนนดังเดิม ผมจึงตัดสินใจขับรถเข้าไปหาที่วิ่งในตัวเมือง
จังหวัดสกลนคร มีตัวเลือกสำหรับสถานที่วิ่งไม่มากนัก เท่าที่ผมนึกออกก็จะมีราวๆ 2-3 แห่งที่ผมสามารถวิ่งได้ วันแรกผมเลือกไปวิ่งที่ สวนสาธารณะที่คนสกลนคร มักเรียกกันว่า "สระพังทอง" น่าจะเป็นสวนที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด และช่วงหลังมีการพัฒนาพื้นที่ข้างๆ ที่เรียบริมฝั่งหนองหารทำให้มีที่วิ่งเพิ่มขึ้นมาก และมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามสบายตา
ผมมาถึงที่สวนประมาณ 6.00 น. ผู้คนเริ่มมากันประปราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุวัยเกษียณ แปลกที่วัยรุ่น หรือวัยกลางคนมีน้อยมาก ประมาณ 3-4 คน เห็นจะได้ ยิ่งวัยผมยิ่งไม่ต้องพูดถึง ที่สวนแห่งนี้แบ่งโซนเป็นชมรมต่างๆ มากมาย ทั้งลีลาศ แอโรบิก โยคะ และชื่อชมรมแปลกๆ (มากมายจริงๆ มีป้ายติด เหมือนเป็นการจับของเขตแดนไว้ทั่ว)
รอบสระพังทองมีระยะประมาณ 1.2 km หากวิ่งออกไปยังทางเรียบหนองหาร (ทะเลสาบหนองหาร) ที่สร้างใหม่และสวนสมเด็จย่า (สวนเล็กตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน) จะได้ระยะทางรวมประมาณ เกือบ 5 km ถือว่าเป็นระยะที่เหมาะสมสำหรับวันที่ผมต้องวิ่งเก็บระยะแบบนี้ ผมวิ่งวนอยู่ประมาณ 2-3 รอบจนครบระยะ วันนี้ฟ้าครึ้ม ไม่ปรากฏภาพดวงอาทิตย์กลมโต และสีของฟ้าที่สวยงาม แต่อากาศที่เย็นทำให้เป็นการวิ่งที่สบายใจพอสมควร
ผมลาพักผ่อนกลับบ้านประมาณ 5 วัน เลยมีเวลาให้ผมหาที่วิ่งหลากหลายได้พอสมควร นอกเหนือจากสระพังทอง จะมีอีกที่ที่ผมเล็งไว้ นั่นคือสนามกีฬากลาง ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ผมเคยไปวิ่งที่นั่นมาแล้วครั้งหนึ่ง ลู่วิ่งค่อนข้างดี มีผู้คนมาวิ่งเยอะพอสมควรในช่วงเย็น ทั้งเหล่าคนรักสุขภาพ และกลุ่มวิ่งที่เหมือนจะเป็น Run Club เล็กๆ ที่ต่างมาตั้งโต๊ะน้ำจับจองพื้นที่ ให้บรรยากาศของชุมชนแห่งการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี
แต่เมื่อไปถึงผมกับต้องหยุดชะงัก เพราะทั้งสนามเต็มไปด้วยเหล่า นิสิต นักศึกษา กำลังฝึกซ้อมทั้งสนาม หลากหลายไปด้วยกีฬาและกีฑานานาชนิด ทั้ง ฟุตบอล พุ่งแหลน กระโดดไกล และอีกมากมาย คงจะไม่เหมาะสมหากผมลงไปซ้อมวิ่ง อาจเป็นการรบกวนการซ้อมของน้องๆ ผมจึงต้องกลับมาเปลี่ยนแผนชั่วคราว ครั้นจะไปวิ่งที่สระพังทอง ก็คงไม่เหมาะกับแผนการซ้อมความเร็วในวันนี้ ผมลองค้นหาสนามกีฬาใกล้ๆ ตัวเมือง และค้นพบว่ามีสนามกีฬาประจำจังหวัดอยู่ใกล้ๆ ประมาณ 5 km (สารภาพจากใจจริงผมอยู่ที่สกลนครมากว่า 20 ปี ผมเพิ่งทราบว่าสนามกีฬาจังหวัดอยู่บริเวณนี้ และไม่เคยไปเลยแม้สักครั้งเดียว) ผมลองขับรถไปตามแผนที่ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที
สนามกีฬาประจำจังหวัดสกลนคร ตั้งอยู่บริเวณนอกเมืองใกล้กับสนามบินสกลนคร เมื่อเลี้ยวเข้าไปที่ภายในเขตของสนามกีฬามีหลากหลายความรู้สึกเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
ผมไปถึงที่นั่นในเวลาประมาณ 17:15 น. เป็นช่วงเวลาแสงแดดอ่อน ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ให้ความรู้สึกเหงาและสงบปะปนกันไป ภายในสนามมีผู้คนอยู่บางเบา สามารถนับได้ละเอียดโดยที่ไม่ต้องตั้งใจมาก (เวลานั้นประมาณ 4-5 คน) เมื่อกวาดสายตาดูรอบๆ พอจะเดาออกได้ว่าสนามกีฬาแห่งนี้ไม่มีผู้คนมาใช้บริการมากนัก และดูเหมือนจะถูกทิ้งล้าง มีการเข้ามาดูแลรักษาบ้างตามแต่สมควร ถึงกระนั้นก็ถือว่าเป็นสนามที่สมบูรณ์ด้วยตัวมันเอง มีทั้งคอร์ดเทนนิส อาคารกีฬา สำนักงานกีฬา สนามหญ้าสำหรับแข่งขันฟุตบอล และมีลู่วิ่งขนาดมาตราฐานล้อมรอบ
ผมทำการสวมรองเท้า เตรียมน้ำดื่ม และเดินเข้าไปสำรวจในบริเวณลู่วิ่ง พื้นลู่วิ่งยังคงเห็นรายละเอียดของเลขและแนวเส้น พื้นดูค่อนข้างเสื่อมไปตามกาลเวลา แต่ก็เพียงพอสำหรับการซ้อมวิ่งได้ ผมทำการวอร์มอัพและเริ่มวิ่งตามโปรแกรมของวัน
ระหว่างที่วิ่งผมสังเกตุสภาพแวดล้อมโดยรอบ สนามฟุตบอลและลู่วิ่งถูกล้อมรอบด้วยถนนลาดยางมะตอย โดยพื้นที่รอยต่อเต็มไปด้วยวัชพืชที่ขึ้นรก ดูเหมือนจะไม่ได้มีการตัดตกแต่งมาสักระยะทำให้พืชเหล่านั้นสูงขึ้นมาพอสมควร เมื่อกวาดสายตาออกไปยังถนน พื้นถนนค่อนข้างราบเรียบ และเป็นทางตรงก่อนตัดมุมเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่า ผมเดาว่าด้วยเส้นทางที่ตรงยาวชวนให้น่าวิ่งมากกว่าพื้นที่ภายในลู่ ผู้คนที่มาออกกำลังกายส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะวิ่งในพื้นที่รอบนอกแทน ในลู่วิ่งจึงมีแค่ผมคนเดียวที่วิ่งในตอนนี้
ผมวิ่งวนอยู่ราวๆ 40 นาที แสงจากดวงอาทิตย์เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามช่วงเวลาผ่านไป ท้องฟ้าสีทองชวนพิศวง สร้างบรรยากาศที่ทั้งอบอุ่นและเหงาปะปนกัน ธรรมชาติโดยรอบที่ปกคลุมไปด้วยหญ้า เหล่านกที่บินกลับรัง ช่วยสร้างความสงบภายในจิตใจไปอีกแบบ ผมซึมซับความรู้สึกเหล่านี้ และก้าววิ่งต่อไปในภวังค์จิต
ธรรมชาติ ความสงบ อาจเป็นนิยามของคำว่า "บ้าน" ที่ผมน้อมรับอยู่ภายในหัวใจ ทำให้มันอบอุ่นเสมอ แม้ในยามที่อ่อนแอ เหงา และหมดกำลังใจ สิ่งเหล่านี้จะช่วยฟื้นฟู และยึดเหนี่ยวจิตใจให้แข็งแกร่งได้เสมอ
ราบี้บอย 20260423

Comments