เพื่อนผมโทรมาเมื่อเดือนที่แล้ว ไม่ได้โทรคุยเรื่องอะไรพิเศษ แค่อยากระบายปัญหาชีวิตที่เขาเจอให้ฟังเท่านั้น

ก่อนวางสาย เขาถามว่า ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเงินเดือนเข้า มึงรู้ไหมกูจะอยู่ได้อีกกี่เดือน

ผมนิ่งอยู่สักครู่ก่อนตอบว่า "กูไม่มีเงินให้ยืมหรอกนะ"

เขาเงียบแล้วหัวเราะ ก่อนที่จะเงียบไปอีกครั้ง

จำนวนเดือนที่เขาบอกผมทางโทรศัพท์ ทำให้ผมต้องนิ่งไปหลังวางสาย


ผมรู้จักคนจำนวนมากที่รายได้ดี ทำงานหนัก ไม่ได้ใช้จ่ายเกินตัวมากนัก แต่ถ้าให้ตอบคำถามเดียวกัน คำตอบกลับสั้นกว่าที่ควร

.

นั่นคือสัญญาณครับ

.

ไม่ใช่สัญญาณว่าเราเก็บเงินไม่เก่ง แต่เป็นสัญญาณสะท้อนว่า เราไม่เคยตั้งระบบการเงินให้กับตัวเองจริงๆ


ผมทำงานด้านภาษีและการเงินมาหลายปี เจอคนทุกรูปแบบหลากหลาย และมากมายกว่าที่คิด สิ่งที่ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองคิดผิดไปคือ เรื่องที่ทำให้ชีวิตทางการเงินพัง ส่วนใหญ่ไม่ใช่รายได้น้อยเกินไป แต่เป็นเพราะไม่เคยเข้าใจพื้นฐานของตัวเอง


ผมอยากเล่าเรื่องนี้ให้ฟังครับ

12 ข้อที่ผมเชื่อว่าถ้าทำได้ ชีวิตจะพังยากขึ้นเพราะเงิน


ข้อ 1 ถ้าใช้เงินเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แปลว่าคุณกำลังซื้อความไม่มั่นคงเพิ่มเข้ามา

.

ช่วงหนึ่งในชีวิต ผมเป็นคนที่รู้สึกว่าไลฟ์สไตล์ต้องไม่แพ้ใครโทรศัพท์ต้องเปลี่ยนทุกปี รถต้องไม่น้อยหน้าเพื่อน ร้านอาหารที่ไปต้องดูดีพอ

มีอยู่วันนึง ผมนั่งดู statement บัตรเครดิตแล้วเห็นรายการหนึ่งโทรศัพท์ใหม่ ราคาสามหมื่นสี่พัน ของเดิมยังใช้ได้ครับ แต่เพื่อนเพิ่งเปลี่ยน แล้วผมก็เปลี่ยนตามสองอาทิตย์ถัดมา ผมนั่งอยู่กับรายการนั้นสักพัก แล้วก็ถามตัวเองว่า

"เราซื้อโทรศัพท์ หรือซื้อความรู้สึกว่าไม่ตกรถ"

คำตอบมันชัดมากครับ จนผมต้องถามตัวเองอีกครั้งว่า "เราทำทั้งหมดนี้เพื่อใคร"

เงินที่เราใช้ในชีวิตจริงๆ มันควรซื้อได้แค่ 3 เรื่องเท่านั้นครับ เวลา สุขภาพ ทางเลือกในชีวิต ถ้าการใช้เงินครั้งนั้น ไม่ได้เพิ่มอะไรสักอย่างเดียว จากทั้งหมดในสามข้อนี้ ลองหยุดคิดก่อนครับ ว่ามันจำเป็นจริงๆไหม


ข้อ 2 คนที่นิยามคำว่า "พอ" ได้ชัด จะหยุดวิ่งได้ก่อนคนอื่น

คำว่า "พอ" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าอยู่แบบขาดๆ ไม่ได้แปลว่าต้องประหยัดจนเครียด แต่มันหมายความว่า คุณรู้ว่าชีวิตที่คุณโอเคจริงๆ มันต้องการเงินเท่าไหร่

ลองเขียนออกมาครับ กิจกรรมที่ชอบ ของที่ต้องการ สิ่งที่รู้สึกว่าพอ รวมทุกอย่างแล้วมันเป็นตัวเลขต่อเดือนเท่าไหร่ ถ้ารายได้ของคุณมากกว่าตัวเลขนั้น แปลว่าคุณไม่ต้องกังวลขนาดที่คิด ถ้าน้อยกว่านั่นแหละคือปัญหาที่ต้องจัดการ ไม่ใช่แค่รู้สึกเครียดลอยๆ


ข้อ 3 ถ้ารายได้โตแต่รายจ่ายโตตาม คุณจะไม่มีวันหยุดทำงานได้เลย

คำนี้ คือ Lifestyle Inflation ครับ แปลง่ายๆ คือ "รายได้เพิ่ม 10,000 แล้วใช้เพิ่ม 9,000" มันไม่ได้แย่ทันที แต่มันสะสมครับสักสิบปีผ่านไป รายได้ดีขึ้น แต่ชีวิตไม่เบาลง เพราะรายจ่ายวิ่งตามรายได้มาตลอด

มีคนรู้จักคนนึงเคยมาปรึกษาผมครับ รายได้เพิ่มขึ้นทุกปีมาสิบปีแล้วแต่เงินเก็บแทบไม่มีเลย

.

ผมถามว่า แต่ละปีรายได้เพิ่มเท่าไหร่ เขาตอบ "ก็หลายหมื่นนะครับพี่"

แล้วใช้อะไรเพิ่ม "ก็... ทุกอย่างแหละครับ"

.

นั่นแหละคือ Lifestyle Inflation ครับ ไม่มีใครตั้งใจให้มันเกิด แต่มันเกิดทุกครั้งที่เราไม่ตั้งกติกาก่อนที่เงินจะเข้า

วิธีที่ผมใช้กับตัวเอง คือสร้างกติกาล่วงหน้าเลยครับ ถ้ารายได้เพิ่มขึ้น จะแบ่งสัดส่วนอย่างไร เช่น เพิ่มมา 100% ใช้ตอบสนองที่อยากได้ 30–40% แล้วที่เหลือเก็บไว้ เพื่อออมหรือลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ

ไม่มีตัวเลขที่ถูกสำหรับทุกคน แต่ต้องมีกติกาก่อนที่เงินจะเข้า ไม่ใช่หลังจากใช้ไปแล้ว


ข้อ 4 เงินที่เพิ่มขึ้นทุกปี อาจไม่มีค่าเลย ถ้าแลกมาด้วยเวลาที่ย้อนกลับไม่ได้

บางคนที่ผมรู้จักครับ รายได้ดีขึ้นทุกปี แต่เวลาหายไปทุกปีด้วย ไม่มีเวลาพาคนในครอบครัวไปกินข้าว ไม่ได้ตรวจสุขภาพมาหลายปีโดยที่ไม่รู้ตัว ลูกโตขึ้นทุกวัน แต่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้น

ทุกวันนี้พวกเราต่างยุ่งมาก แต่ไม่เคยยุ่งกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ เงินซื้อเวลาคืนไม่ได้ครับ แต่เราเลือกได้ว่าจะไม่ขายมันออกไปถูกเกินไป

ลองกันเวลาศักดิ์สิทธิ์ไว้สักช่วงนึงครับ ที่ไม่ให้ใครมายุ่ง ไม่มีงาน ไม่มีไลน์ ไม่มีนู่นนี่ แค่เรากับคนที่เรารัก มันอาจจะดูน้อย แต่มันคือเวลาที่ซื้อคืนไม่ได้


ข้อ 5 ความเครียดเรื่องเงินส่วนใหญ่ มาจากการไม่รู้ข้อมูลของตัวเอง

ผมเจอคนจำนวนมาก ที่ไม่กล้าเปิดแอปธนาคารดูยอดหนี้ ไม่กล้าดู statement ไม่กล้านั่งนับว่าเงินรั่วไปทางไหน เพราะกลัวว่าเห็นตัวเลขแล้วจะรู้สึกแย่

แต่ต่อให้ไม่เปิดดู ตัวเลขพวกนั้นก็ยังอยู่ตรงนั้นครับ และถ้ามีดอกเบี้ย มันก็กำลังเดินต่อโดยไม่รอ ลองเปิดดูสักครั้งครับ แยกให้ชัดเลย

หนี้ที่มีกี่ก้อน ดอกเท่าไหร่ รายจ่ายไหลไปทางไหน มันจะเครียดครั้งนึงตอนที่รู้ แต่หลังจากนั้น ความกลัวจะน้อยลงครับ เพราะคุณรู้แล้วว่ากำลังสู้กับอะไรอยู่


ข้อ 6 รู้ข้อมูลพื้นฐาน 5 อย่างนี้ แล้วชีวิตการเงินจะเริ่มชัดขึ้น

  1. รายได้ทั้งหมดที่ได้รับ
  2. ค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ต้องจ่าย
  3. ค่าใช้จ่ายที่ตอบสนองความอยาก
  4. หนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือน
  5. เงินที่เอาไปเก็บหรือลงทุน

พอเห็นตัวเลขทั้งหมด คุณจะเห็นทันทีว่าควรแก้อะไรก่อน


ข้อ 7 เก็บเงินไม่ใช่เรื่องของพลังใจ แต่เป็นเรื่องของระบบที่เราสร้าง

หลายคนบอกว่าเก็บเงินไม่ได้ แต่จริงๆ ปัญหาไม่ใช่ว่าไม่อยากเก็บ ก่อนอื่น คือ เก็บให้ได้ก่อนครับ และอย่าดูถูกตัวเลขที่น้อยครับ

ถ้าเก็บได้แค่เดือนละ 100 บาท มันอาจจะไม่เปลี่ยนชีวิตเรื่องเงิน แต่มันเปลี่ยนเรื่องใจ เพราะคุณรู้ว่าตัวเองทำได้

ผมเจอคนสองคนในงานสัมมนาเดียวกัน คนแรก เก็บได้เดือนละ 500 บาท ทำแบบนั้นมาสิบปีโดยไม่ขาด

คนที่สอง ตั้งใจว่าจะเก็บทีเดียว 10,000 บาท แต่ทุกเดือนก็มีเหตุให้เลื่อนออกไปก่อน

สิบปีผ่านไป คนแรกมีเงินก้อนนึงอยู่ในบัญชี คนที่สองยังรออยู่ว่าจะมีเดือนที่พร้อมพอ เดือนนั้นไม่มีวันมาครับ ถ้าไม่เริ่มก่อน


ข้อ 8 เงินฉุกเฉินไม่ได้ทำให้รวยขึ้น แต่มันป้องกันไม่ให้คุณตัดสินใจผิดเวลาชีวิตมีปัญหา

เงินฉุกเฉิน คืออะไร ง่ายๆ คือ "เงินสำรองที่เอาไว้ให้เวลากับตัวเองเวลาวิกฤต" รถเสีย เจ็บป่วย ตกงาน ถ้าไม่มีเงินฉุกเฉิน คุณจะตัดสินใจจากความกลัว ไม่ใช่จากการวางแผน

เป้าหมายระยะยาวคือ 3–6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือนครับ แต่ถ้าเริ่มใหม่ ลองเก็บให้ครบ 1 เดือนก่อนแค่นั้นก็ดีขึ้นแล้วครับ


ข้อ 9 ประกันที่ดี คือประกันที่เหมาะสมกับชีวิตและความเสี่ยงของคุณ

ผมเจอคนสองกลุ่มครับ กลุ่มแรกซื้อประกันเยอะมาก แต่ไม่รู้ว่าซื้อทำไม กลุ่มสองไม่มีประกันเลย แล้วก็บอกว่ายังไม่จำเป็น

ทั้งสองกลุ่มไม่ได้ผิด แต่ทั้งสองกลุ่มไม่ได้ตอบคำถามที่สำคัญก่อน

ถามตัวเองสองข้อนี้ครับ

  1. ถ้าเกิดเหตุหนักขึ้นมาจริงๆ รับค่าใช้จ่ายได้สูงสุดเท่าไหร่
  2. ถ้าเกิดเหตุเสียหายมากกว่านั้น จะเอาเงินจากไหน

ถ้าตอบสองข้อนี้ไม่ได้ นั่นคือสัญญาณว่าคุณอาจต้องทบทวนเรื่องประกันครับ


ข้อ 10 ดอกเบี้ยคือราคาที่คุณจ่าย ให้กับการผัดวันประกันพรุ่ง

หนี้ฟุ่มเฟือย หนี้บัตรเครดิต หนี้กู้ด่วน สิ่งที่ทำให้คนพังไม่ใช่หนี้อย่างเดียวครับ แต่เป็นดอกเบี้ยที่ทบไปเรื่อยๆ จนรู้สึกสู้ไม่ไหว

ถ้ายังไม่เป็นหนี้ อย่าเพิ่งเป็นโดยไม่จำเป็น ถ้าเป็นแล้ว แยกหนี้ออกเป็นสองกอง

  1. หนี้ฟุ่มเฟือยดอกสูง โฟกัสเคลียร์ก่อน
  2. หนี้จำเป็น บริหารตามแผนการเงิน

และสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนที่เป็นหนี้อยู่ครับ คือหยุดให้หนี้โตก่อน ไม่ใช่ปลดหนี้ให้หมดในปีเดียว


ข้อ 11 แบ่งหน้าที่ให้เงินก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้แล้วค่อยหาเหตุผล

ผมแบ่งเงินออกเป็น 4 กองเสมอครับ

  1. กองที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
  2. กองเงินสำรองฉุกเฉิน
  3. กองออมและลงทุน
  4. กองให้รางวัลตัวเอง

กองสุดท้ายสำคัญครับ เพราะมันทำให้คุณไม่ต้องรู้สึกผิด ทุกครั้งที่อยากใช้เงิน คุณแค่หยิบจากกองที่กันไว้แล้ว

และเมื่อไหร่ที่เงินทุกก้อนมีหน้าที่ คุณจะหยุดถามว่า "ควรใช้ไหมนะ" เพราะคุณตัดสินใจไปแล้วตั้งแต่วันที่เงินเข้า


ข้อ 12 การเงินที่ดี ต้องทำให้ชีวิตรอดได้

ลองให้คะแนนตัวเองใน 5 ข้อนี้ดูครับ

  1. รู้เงินเข้าออก มีเงินเหลือทุกเดือน
  2. มีเงินฉุกเฉินเพียงพอ
  3. หนี้ฟุ่มเฟือยลดลงต่อเนื่อง
  4. มีประกันพื้นฐานครบเหมาะสม
  5. เก็บเงินลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

ข้อไหนที่คะแนนน้อย นั่นคือจุดอ่อนที่ต้องสร้างระบบไปปิด ไม่ต้องทำครบทุกข้อในเดือนนี้ครับ แต่รู้ว่าข้อไหนที่เรากำลังพลาดอยู่นั่นแหละคือจุดเริ่มต้น


เวลาผ่านไปไม่กี่วัน เพื่อนผมโทรกลับมาถามอีกครั้งครับ แล้วตอนนี้ถ้าเดือนนี้มึงไม่มีเงินเข้า มึงจะอยู่ได้กี่เดือน

ผมตอบเขาไปตามจริงแล้วเขาก็เงียบอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบคนละแบบ


คนที่รอดเรื่องเงิน ไม่ใช่คนที่เก่งเรื่องเงินที่สุดครับ แต่เป็นคนที่รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนอยู่ตรงไหน แล้วค่อยๆ ปิดมันทีละจุด เพราะวันที่คุณปิดได้ครบ

เงินมันจะทำงานให้คุณ แทนที่คุณจะทำงานให้มันตลอดไป

เขียนใหม่จากบทความนี้ครับ ชีวิตไม่ได้พังเพราะหาเงินไม่ได้ แต่พังเพราะไม่เข้าใจ