ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเงินเข้าบัญชีอีกเลย คุณอยู่ได้กี่เดือน ? คำถามนี้กำลังบอกว่าคุณจัดการเงินอย่างไร ?

ปัญหาจริงๆ ของคนจำนวนมากไม่ได้อยู่ที่หาเงินไม่ได้ แต่อยู่ที่ไม่เข้าใจพื้นฐานการเงินของตัวเองเลย ไม่เคยตั้งระบบที่ถูกต้อง และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหาเงินไปทำไม

สิ่งที่อยากแชร์ในบทความนี้คือ 12 ข้อคิดที่ผมเชื่อว่ามันช่วยให้ชีวิตไม่พังเพราะเงิน


  1. ใช้เงินพิสูจน์ตัวเอง = ซื้อความไม่มั่นคง

ถ้าใช้เงินเพื่อให้คนอื่นยอมรับ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกเงิน “ใช้” แทนที่จะเป็นคนใช้เงินเอง. สิ่งที่เงินควรซื้อมีแค่ 3 อย่างคือ สุขภาพ เวลา ทางเลือกในชีวิต ก่อนซื้ออะไรใหญ่ให้ถามว่ามันเพิ่มสามอย่างนี้ได้ไหม ถ้าไม่ได้ ให้ชะลอการใช้ไปก่อนครับ


  1. นิยามคำว่า “พอ” ให้เป็น

คนที่รู้ตัวเลข “พอ” ของตัวเอง จะหยุดวิ่งตามคนอื่นได้ง่ายกว่า ลองคิดเป็นสมการง่าย ๆ แบบนี้ว่า ค่าใช้จ่ายจำเป็น + คุณภาพชีวิตที่อยากมี + ความอยากที่แท้จริง คิดออกมาเป็นเงินกี่บาทต่อเดือน แล้วทบทวนปีละครั้ง บางทีตัวเลขอาจจะทำให้คุณสบายใจขึ้นครับ


  1. รายได้โต รายจ่ายโต = ไม่มีวันหยุดทำงาน

ภาวะ Lifestyle Inflation คือ สิ่งที่ต้องระวังให้ดีครับ รายได้เพิ่มเมื่อไหร่ รายจ่ายขยับตามทุกที. ตั้งกติกาเลยว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจะแบ่งกี่เปอร์เซ็นต์ให้ “ความอยาก” ที่เหลือเป็นเงินเก็บ อย่ารอให้ใช้ก่อนแล้วค่อยมาดูว่าเหลือเท่าไหร่


  1. มีเงินเพิ่มขึ้น แต่เวลาและความสัมพันธ์หายไป

เงินเดือนโตขึ้นไม่เท่ากับชีวิตดีขึ้น ถ้าแลกมาด้วยเวลาที่เอาคืนไม่ได้ ผมอยากแนะนำให้ลองตั้ง “เวลาศักดิ์สิทธิ์” ที่ห้ามใครมาแทรก ใช้กับสุขภาพ ครอบครัว และตัวเองเล็กๆ ทุกวัน แล้วให้เวลาเหล่านี้สะสมเป็นชีวิตที่มีความหมาย

เงินจะมากขึ้นหรือเปล่าไม่รู้ แต่ชีวิตคุณดีขึ้นแน่นอนครับ


  1. เครียดเพราะ “ไม่รู้ตัวเลข” มากกว่าที่จะไม่มีเงิน

ไม่กล้าเปิดแอป ไม่กล้าดู statement ไม่ทำให้ตัวเลขหายไป แค่ทำให้คุณมองไม่เห็น ใช้เวลาเคลียร์ใจ เปิดดูรายได้ รายจ่าย หนี้ และดอกเบี้ยให้ครบ ความกลัวจะลดลงทันทีที่คุณ “เห็น”

หรืออย่างน้อยก็ทำให้คุณเข้าใจว่าตัวเองกำลังเครียดและกลัวอะไรอยู่


  1. ไม่ต้องทำบัญชีละเอียด แค่รู้ 5 ตัวเลข

สำหรับคนที่ขี้เกียจจดบัญชีรายรับรายจ่าย ทำไม่ได้สักที แนะนำให้รู้ 5 ตัวเลขนี้ครับ

  1. รายได้ทั้งหมด
  2. ค่าใช้จ่ายจำเป็น
  3. ค่าใช้จ่ายตามใจอยาก
  4. ยอดหนี้ที่ต้องจ่าย
  5. เงินเก็บ/ลงทุน

ตัวเลขพวกนี้จะทำให้คุณรู้ทันชีวิตตัวเองว่าเงินมันมาจากไหนและไปไหน ตัวเลข 5 ข้อนี้ จะบอกให้รู้ทันทีว่าเรากำลังพลาดเรื่องอะไรอยู่


  1. เก็บเงินได้ = สร้างระบบไว้ดี

พลังใจหลอกเราได้เสมอ แต่ระบบที่ดีจะช่วยให้เราทำได้แม้ว่าจะไม่มีพลังใจก็ตาม แนะนำให้ตั้งระบบให้ “เก็บก่อนใช้” ครับ ตั้งค่าโอนออกอัตโนมัติแล้วใช้ชีวิตกับเงินที่เหลือ แม้เริ่มที่ 100 บาทต่อเดือนก็ยังดีกว่าไม่เริ่ม เพราะมันสร้างวินัยและความรู้สึกว่า “เราทำได้”

นั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด


  1. เราต้องมี เงินฉุกเฉิน เงินฉุกเฉิน และ เงินฉุกเฉิน

เวลาที่ไม่มีเงินฉุกเฉิน เมื่อมีเรื่องฉุกเฉินเข้ามาจริง ๆ เราจะถูกบังคับให้เลือกทางแย่ๆ เช่น กดบัตร กู้ด่วน หรือขายหุ้นที่ขาดทุนอยู่ เพราะต้องเอาเงินออกมาใช้

แนะนำว่าเริ่มจากเก็บให้พออย่างน้อย 1 เดือน แล้วค่อยขยับเป็น 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น เพื่อใช้เป็นกันชนเวลาชีวิตสะดุดครับ


  1. ประกันที่ดี = ประกันที่เหมาะกับชีวิตตอนนี้

ถามตัวเอง 2 ข้อก่อนซื้อประกัน

  1. ถ้าเจอเรื่องหนักสุด รับค่าใช้จ่ายได้ถึงแค่ไหน
  2. ถ้าเกินกว่านั้น เงินจะมาจากไหน

ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่าต้องมีประกันช่วย เริ่มที่ประกันสุขภาพและประกันชีวิตให้เหมาะกับภาระและคนที่ต้องดูแล ซึ่งแต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน และมีความสามารถในการจ่ายเบี้ยในแต่ละปีไม่เท่ากัน


  1. ดอกเบี้ยคือค่าปรับของการผัดวันประกันพรุ่ง

หนี้ฟุ่มเฟือย + ดอกเบี้ยทบต้น คือรูรั่วที่ดูดอนาคตไปทุกวัน ยิ่งจ่ายดอก ยิ่งจนลง สำหรับคนที่มีหนี้ แนะนำแยกหนี้เป็น 2 กอง คือ หนี้ฟุ่มเฟือยดอกสูง (โฟกัสเคลียร์ก้อนนี้ก่อน) และ หนี้จำเป็น เช่น หนี้บ้าน (บริหารตามแผน)

และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องหยุดไม่ให้หนี้ก้อนเดิมโตขึ้นอีก


  1. แบ่งหน้าที่ให้เงิน 4 กองสำคัญ

ก่อนเงินเข้า ให้ตัดสินใจเลยว่าเงินแต่ละบาทจะไปไหน

  1. ใช้จ่ายประจำวัน
  2. สำรองฉุกเฉิน
  3. ออมและลงทุน
  4. ให้รางวัลตัวเอง

เงินกองที่ 4 สำคัญเพราะเป็นการเติมพลังให้ชีวิต แต่อย่าใช้จนลืมสามกองแรกไปซะหมด ระบบแบบนี้ช่วยลดการตัดสินใจซ้ำๆ ของเรา ทำให้เราเหลือพลังไปโฟกัสเรื่องหารายได้เพิ่ม.


  1. การเงินที่ดี ต้องวัดผลได้

การเงินที่ดีไม่ได้หมายความว่าทำถูกทุกข้อในวันเดียว แต่มันต้องทำให้ชีวิตเรา "รอด" ได้ ลองให้คะแนนตัวเองตาม checklist 5 ข้อนี้ครับ

  1. รู้เงินเข้าออก คุมสภาพคล่องได้ ทุกเดือนมีเงินเหลือ
  2. มีเงินฉุกเฉินพอรับมือเหตุร้ายแรงที่ไม่คาดคิด
  3. หนี้ฟุ่มเฟือยไม่มี หรือลดลงต่อเนื่อง
  4. มีประกันพื้นฐานครบถ้วนและเหมาะสมกับชีวิต
  5. เก็บเงินและลงทุนอย่างสม่ำเสมอตามเป้าหมาย

ข้อไหนได้คะแนนน้อย นั่นคือจุดที่ต้องจัดการครับ เพราะคนที่รอดเรื่องเงินไม่ได้เป็นคนเก่งเรื่องเงินเสมอไป แต่เป็นคนที่รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนเรื่องเงินตรงไหน แล้วค่อยๆ สร้างระบบไปปิดจุดนั้นทีละข้อ

12 ข้อนี้ไม่ใช่กฎตายตัว ไม่ต้องทำได้พร้อมกันทีเดียวทุกข้อ แต่ขอให้ลองเลือกสักข้อที่รู้สึกว่าตรงกับจริตการเงินของตัวเองมากที่สุด แล้วทำมันให้ได้จริงสักข้อก่อน เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตที่รอดเรื่องเงินไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบ

แต่เราต้องการวิธีสร้างระบบที่ให้ชีวิตพังยากขึ้น แค่นั้นเองครับ