1️⃣ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1
- ปาเลสไตน์มีประชากรมากกว่า 700,000 คน ชาวปาเลสไตน์ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจาก ชาวคานาอัน (ชาวเซมิติก) หรือ ชาวฟิลัสฏีน (เผ่าพันธุ์ผสมระหว่างชาวเซมิติกกับเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ดั้งเดิมในพื้นที่) หรือจากชาวอาหรับ บ้างก็สืบเชื้อสายมาจากชาวฮีบรูโบราณ
- ณ ขณะนั้น ปาเลสไตน์อยู่ภายใต้การปกครองโดยสุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมัน (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1517)
- ในบรรดาเมืองใหญ่ของปาเลสไตน์ เยรูซาเลมมีขนาดใหญ่และสำคัญที่สุด ชาวมุสลิม ชาวยิวและชาวคริสเตียนแชร์สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้สำหรับใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาร่วมกัน โดยไม่มีปัญหาความขัดแย้งใด ๆ
[ ปี 1825 ]
- มอร์เดอไค มานูเอล โนอาห์ (Mordecai Manuel Noah) ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวนำเสนอให้ชาวยิวจากทั่วโลกร่วมกันจัดตั้งเมืองลี้ภัยชาวยิว ‘อารารัต’ (Ararat) ที่แกรนด์ไอส์แลนด์ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
- ภายหลังแม้ว่าแผนการจัดตั้งเมืองลี้ภัยชาวยิวครั้งนี้จะล้มเหลว โนอาห์ได้พัฒนาต่อยอดไอเดียนี้สู่การจัดตั้งรกรากดินแดนชาวยิวที่ปาเลสไตน์ เขาจึงได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกคนสำคัญของขบวนการไซออนิสต์ยุคใหม่
[ ปี 1839 ]
- เซอร์ โมเสส มองเตฟิออเร (Sir Moses Montefiore) นักการเงินและนักการธนาคารชาวยิวสัญชาติอังกฤษยื่นข้อเสนอต่อผู้ดูแลอียิปต์ มุฮัมมัด อะลี บาชา (Muhammad Ali Pasha) ขอเช่าพื้นที่ในดินแดนปาเลสไตน์ 50 ปี เพื่อตั้งนิคมชาวยิว พร้อมพัฒนาบ้านเมือง เศรษฐกิจและเกษตรกรรมในดินแดนปาเลสไตน์
[ ปี 1854 ]
- นักธุรกิจสัญชาติอเมริกัน ยูดาห์ ตูโร (Judah Touro) ให้เงินสนับสนุนกองทุนเพื่อจัดตั้งที่อยู่อาศัยชาวยิวในปาเลสไตน์ แก่มองเตฟิออเร (Sir Moses Montefiore) พร้อมแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้ดำเนินแผนงานของเขา
- เงินทุนเหล่านี้ยังถูกนำมาใช้สำหรับโครงการต่าง ๆ เช่น อาคารที่พักอาศัยชาวยิวแห่งแรกที่ก่อสร้างในปี 1860 และบ้านพักสงเคราะห์ที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเก่าเยรูซาเลม
[ ปี 1862 ]
- โมเสส เฮสส์ (Moses Hess) นักปรัชญาชาวยิวสัญชาติฝรั่งเศสหนึ่งในแกนนำไซออนิสต์คนสำคัญได้เขียนหนังสือ ‘โรมและเยรูซาเลม’ (Rom und Jerusalem)
- หนังสือเล่มนี้เป็นจุดเริ่มแนวคิดชาตินิยมยิว จากทฤษฎีสังคมนิยมของเฮสส์ที่เน้นย้ำถึงการต่อสู้ทางเชื้อชาติได้นำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดกับเพื่อนร่วมงานของเขาทั้งสองท่านคือ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) และ ฟรีดริช เองเงิลส์ (Friedrich Engels)
[ ปี 1880 ]
- เกิดกระแสต่อต้านชาวยิวในยุโรป กระตุ้นให้ชาวยุโรปเชื้อสายยิวเริ่มคิดถึง ‘ดินแดนแห่งพันธสัญญา’ (The Promised Land) ของพวกตนในปาเลสไตน์
[ ปี 1881 ]
- หลังจาก ซาร์ อเล็กซานเดอร์ ที่ 2 (The Czar Alexander II) แห่งจักรวรรดิรัสเซียเสียชีวิตจากการลอบปลงพระชนม์ ข่าวลือที่ว่าหนึ่งในผู้ก่อการมีเชื้อสายยิวบวกกับความอคติและกระแสต่อต้านชาวยิวที่มีอยู่แล้วในยุโรปตะวันออก จึงเกิดนโยบายการจำกัดจำนวนและขอบเขตสิทธิของชาวยิวในพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยในรัสเซีย (The Pale of Settlement)
- จากการเป็นพลเมืองชั้นสามของชาวยิวในอาณาจักรรัสเซียนี้เองเป็นสาเหตุที่ภายหลังเกิดการจัดตั้งขบวนการ ‘คนรักไซออน’ (Hibbat Zion, 1882) และ ‘ขบวนการบิลู’ (Bilu, 1881) ขึ้นมา ซึ่งขบวนการบิลูเป็นขบวนการที่จัดตั้งโดยนักศึกษาชาวยิวรัสเซียที่เรียกร้องชาวยิวให้กลับสู่ดินแดนปาเลสไตน์
[ ปี 1882 ]
- ลีออน พินสเกอร์ (Leon Pinsker) หมอชาวยิวสัญชาติรัสเซียเขียนหนังสือ ปลดปล่อยตนเอง’ (Auto-Emancipation) เพื่อเรียกร้องชาวยิวปลดปล่อยตนเองและมีรัฐเป็นเอกเทศพร้อมจัดตั้งขบวนการ ‘คนรักไซออน’ (Hibbat Zion) เพื่อนำชาวยิวกลับดินแดนปาเลสไตน์
- มีการจัดตั้งเมืองใหม่ ‘ริชอน เลซิออน’ (Rishon LeZion) ในปาเลสไตน์โดยผู้อพยพชาวยิวสมาชิกกลุ่ม ‘คนรักไซออน’ (Hibbat Zion) และ ‘ขบวนการบิลู’ (Bilu) ผ่านการซื้อขายที่ดินจำนวนพื้นที่ 835 เอเคอร์ เพื่อเป็นแหล่งตั้งรกรากของชาวยิวอพยพในดินแดนปาเลสไตน์
[ ปี 1882 – 1903 อพยพชาวยิวครั้งแรก : 1st Aliyah ]
- เกิดการอพยพของชาวยิวครั้งแรก (1st Aliyah) ในช่วงปี 1882 - 1903 ชาวยิวส่วนมากเป็นชาวยิวที่อาศัยอยู่ในจักรวรรดิรัสเซียและเป็นสมาชิกของกลุ่ม ‘คนรักไซออน’ (Hibbat Zion) และ ‘ขบวนการบิลู’ (Bilu)
- ชาวยิวเดินทางอพยพเข้าประเทศต่าง ๆ แต่มีเพียงจำนวน 2 - 3% เท่านั้น (ประมาณ 35,000 คน) ที่ได้อพยพเข้าดินแดนปาเลสไตน์ ซึ่งยังอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน
[ ปี 1896 ]
- ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล (Theodor Herzl) ชาวยิวออสเตรียตีพิมพ์หนังสือ ‘รัฐยิว’ (Der Judenstaat หรือ The Jewish State) เป็นหนังสือที่แพร่หลายในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
- ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล ได้ชื่อว่าเป็น ‘บิดาแห่งขบวนการไซออนิสต์ยุคใหม่’ และ ‘บิดาทางจิตวิญญาณแห่งรัฐยิว’ ภายหลังได้เป็นผู้ก่อตั้งองค์กรไซออนิสต์โลกและได้รับเลือกเป็นประธานองค์กรและดำรงตำแหน่งจนกระทั่งเสียชีวิต
- หนังสือ The Jewish State ของ ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล มีอิทธิพลมาก ทำให้ยิวชาวยุโรปและอเมริกาหลายคนกลายมาเป็นไซออนิสต์ หนึ่งในนั้นคือ เดวิด เบน-กูเรียน (David Ben-Gurion) ซึ่งอีกห้าสิบปีต่อมาเขาได้เป็นหัวหน้าผู้บริหารองค์กรไซออนิสต์โลกและเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล
[ ปี 1896 ]
- เนื่องจากช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ตอนนั้นปาเลสไตน์อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล ได้เดินทางเพื่อเข้าพบ สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 (Sultan Abdulhamid II) เพื่อเสนอแผนการจัดตั้งรัฐยิวในดินแดนปาเลสไตน์โดยที่ยังคงให้อยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน แลกกับการที่ชาวยิวจะช่วยชำระหนี้ต่างประเทศของทางการออตโตมันให้ แต่ข้อเสนอถูก สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 ปฏิเสธ
- หลังจากที่ข้อเสนอถูกปฏิเสธ ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล ได้เดินทางต่อไปยังกรุงลอนดอนเพื่อพบกับกลุ่มชาวยิวที่อยู่ภายใต้การดูแลของ พันเอก อัลเบิร์ต โกล์ดสมิด (Albert Goldsmid) จากการพูดคุยครั้งนี้ โปรเจกต์การจัดตั้งรัฐยิวได้รับการสนับสนุนจากโกล์ดสมิดอย่างเต็มที่ จากนั้นชาวยิวในอังกฤษก็เริ่มเข้ามามีบทบาท
[ ปี 1897 ]
- ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล เรียกประชุมชาวยิวจากทั่วโลกถกปัญหาชาวยิวและหนทางแก้ปัญหา ณ กรุงบาเซิล (Basel) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ประชุมมีมติก่อตั้ง องค์กรไซออนิสต์โลก (World Zionist Organization) วางเป้าตั้ง “รัฐยิว” ภายใน 50 ปี ส่งผลให้ชาวยิวพากันอพยพเข้ามาอยู่อาศัยในปาเลสไตน์มากขึ้น
- การประชุมองค์กรไซออนิสต์โลกในปี 1897 ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมครั้งแรกของขบวนการไซออนิสต์
[ ปี 1904 – 1914 อพยพชาวยิวชุดที่ 2 : 2nd Aliyah ]
- ชาวยิวชุดที่ 2 อพยพเข้าดินแดนปาเลสไตน์ (2nd Aliyah) ระหว่างช่วงปี 1904 – 1914 จำนวน 40,000 คน
- จากการอพยพครั้งที่ 2 นี้ เกิดการสถาปนาเมือง ‘เทลอาวีฟ’ (Tel Aviv) ครั้งแรกในแผ่นดินปาเลสไตน์ในปี 1909 หนึ่งในผู้อพยพครั้งนี้คือ เดวิด เบน-กูเรียน (David Ben-Gurion) อีกทั้งยังเป็นการเยือนปาเลสไตน์ครั้งแรกของ ไฮม์ ไวซมันน์ (Chaim Weizmann)
[ ปี 1904 ]
- เกิดการฟื้นภาษาฮิบรูขึ้นมาใหม่หลังจากภาษาฮิบรูเป็นภาษาที่ตายจากโลกไปแล้วกว่า 2,000 ปี โดย เอลิเอเซอร์ เบน-เยฮูดา (Eliezer Ben‑Yehuda) ถือว่าเป็นการฟื้นภาษาที่ตายไปแล้วที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์
- ปัจจุบันภาษาฮิบรูใหม่ (Modern Hebrew) เป็นภาษาที่มีคนพูดประมาณ 5 ล้านคนและเป็นภาษาราชการของประเทศอิสราเอล
[ ปี 1908 ]
- นาญีบ นะศอรฺ (Najib Nassar) นักเขียนชาวปาเลสไตน์ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ชื่อ ‘อัล กัรมิล’ (Al-Karmil) เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านการรุกคืบเข้ามาของแผนการยึดครองอาณานิคมไซออนิสต์
2️⃣ สงครามโลกครั้งที่ 1 : ปี 1914
[ สงครามโลกครั้งที่ 1 : ปี 1914 ]
- ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไฮม์ ไวซมันน์ (Chaim Weizmann) นักเคมีชาวยิวสมาชิกกลุ่มไซออนิสต์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด ได้ทำการคิดค้นดินระเบิดประสิทธิภาพสูงซึ่งสามารถผลิตเองได้โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่าย ก่อนหน้านี้กองทัพอังกฤษใช้ดินขับระเบิดคอร์ไดท์ (Cordite) ซึ่งอังกฤษผลิตเองได้แต่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบสำคัญคือแอซีโทน (Acetone) โดยจำเป็นต้องสั่งเข้าจากเยอรมนีซึ่งเป็นคู่สงคราม เมื่อไม่มีวัตถุดิบอังกฤษจึงประสบปัญหาใหญ่ในการทำสงครามจนกระทั่งได้ ดร.ไวซมันน์ มาช่วย
- ไฮม์ ไวซมันน์ คือบุคคลที่ภายหลังได้เป็นประธานองค์กรไซออนิสต์โลก 2 สมัย และเขาได้กลายมาเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอิสราเอล
- การช่วยเหลือของ ไวซมันน์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ยอมช่วยเหลืออังกฤษ (ฝ่ายสัมพันธมิตร) เป็นแผนการที่สามารถโน้มน้าวอังกฤษจนนำไปสู่ ‘คำประกาศบัลโฟร์’ (Balfour Declaration) ซึ่งเอื้อต่อการเกิดรัฐยิวขึ้นในปาเลสไตน์ (Jewish National Home in Palestine) ในเวลาต่อมา
[ ปี 1915 ]
- มีการติดต่อกันทางจดหมายระหว่าง เซอร์ เฮนรี มักมาฮ์น (Sir Henry McMahon) ข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำอียิปต์กับ ชะรีฟ ฮุซัยน์ บิน อาลี (Sharif Hussein bin Ali) ผู้ครองแคว้นฮิญาซและเป็นตัวแทนของชาวอาหรับ
- ใจความของจดหมายนั้น เซอร์ มักมาฮ์น พยายามเกลี้ยกล่อมให้ชาวอาหรับสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 (The Allies: สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, จักรวรรดิรัสเซีย) สู้รบกับฝ่ายมหาอำนาจกลาง (Central Powers: จักรวรรดิเยอรมัน, จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และจักรวรรดิออตโตมัน) โดยสัญญาจะให้เอกราชแก่ชาวอาหรับในทุก ๆ ดินแดนหลังจากสงครามยุติลงรวมถึงปาเลสไตน์ด้วย ด้วยเหตุนี้อังกฤษจึงได้ลงนามในข้อตกลงแองโกล-อาหรับในฤดูใบไม้ร่วงปี 1915
- ชะรีฟ ฮุซัยน์ บิน อาลี (Sharif Hussein bin Ali) จึงเข้าร่วมรบกับกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร ชาวอาหรับจากซีเรีย เลบานอน และปาเลสไตน์ก็ร่วมลุกฮือขึ้นก่อกบฎต่อต้าน อาณาจักรออตโตมัน ที่ประกาศเข้าร่วมสงครามในนามฝ่ายมหาอำนาจกลาง
- ขณะที่ จักรวรรดิออตโตมัน ร่วมกับฝ่ายมหาอำนาจรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 และพ่ายแพ้สงคราม ส่งผลให้ จักรวรรดิออตโตมัน ล่มสลายโดยสิ้นเชิง
[ ปี 1915 ]
- เฮอร์เบิร์ต ซามูเอล (Herbert Samuel) สมาชิกคณะรัฐมนตรีชาวยิวสัญชาติอังกฤษบันทึกข้อตกลง 'อนาคตของปาเลสไตน์' (The Future of Palestine หรือ Samuel Memorandum) และยื่นแก่คณะรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรให้สนับสนุนขบวนการไซออนิสต์ในการตั้งถิ่นฐานชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์
- บันทึกข้อตกลงของซามูเอลนี้มีผลต่อสมาชิกคณะรัฐมนตรีในการเจรจา 'สนธิสัญญาไซกส์-ปิโกต์' (Sykes-Picot Agreement) และ 'คำประกาศบัลโฟร์' (Balfour Declaration) ในเวลาต่อมา
[ ปี 1916 ]
- หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษและฝรั่งเศสในฐานะผู้ชนะสงครามได้ร่วมลงนามสนธิสัญญาลับ ‘ไซกส์-ปิโกต์’ (Sykes-Picot Agreement) โดยนักการทูต 2 คน ได้แก่ เซอร์ มาร์ก ไซกส์ (Sir Mark Sykes) ของอังกฤษ และ ฟรองซัวส์ จอร์เจส ปิโกต์ (François Georges-Picot) ของฝรั่งเศส เพื่อแบ่งพื้นที่ปกครองในตะวันออกกลางหลังจากจักรวรรดิออตโตมันล่มสลาย เป็นเหตุให้ปาเลสไตน์ต้องตกอยู่ใต้ อาณัติของอังกฤษ (British Mandate for Palestine) ในภายหลัง
- ปาเลสไตน์ที่เคยอยู่ในปกครองของจักรวรรดิออตโตมันมาตลอดก็ต้องตกอยู่ในมือของอังกฤษตาม สนธิสัญญาไซกส์-ปิโกต์ (Sykes-Picot Agreement) ที่อังกฤษและฝรั่งเศสได้แบ่งดินแดนตะวันออกกลางของอาณาจักรออตโตมันเพื่อดูแลปกครองกันเอง
[ ปี 1917 ]
- อังกฤษได้ออก ‘คำประกาศบัลโฟร์’ (Balfour Declaration) ซึ่งเขียนขึ้นโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ลอร์ด อาเธอร์ เจ บัลโฟร์ (Arthur J. Balfour) ส่งเป็นจดหมายไปให้ ลีโอเนล วอลเตอร์ รอธส์ไชลด์ (Lionel Walter Rothschild) ผู้นำของชาวยิวในอังกฤษเพื่อยกดินแดนบางส่วนของปาเลสไตน์ให้ชาวยิวเข้าไปตั้งถิ่นฐานเป็นการตอบแทนความช่วยเหลือในสงครามโลกครั้งที่ 1 ของ ไฮม์ ไวซมันน์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์กระทรวงทหารเรือของอังกฤษในช่วงปี 1916 – 1919
- คำประกาศบัลโฟร์ และ สนธิสัญญาไซกส์-ปิโกต์ จึงเป็นการละเมิดสัญญาของอังกฤษที่เคยให้ไว้กับชาวอาหรับว่าจะให้เอกราชแก่ชาวอาหรับในทุก ๆ ดินแดนหลังจากสงครามยุติลง
- คำประกาศบัลโฟร์ จึงเป็นประกาศที่ชาวอาหรับถูกหักหลังเพราะไม่เพียงแต่อังกฤษจะไม่รักษาคำมั่นสัญญา แต่ยังไปสนับสนุนองค์กรไซออนิสต์ให้จัดตั้งรัฐยิวขึ้นในปาเลสไตน์โดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับชาวอาหรับเจ้าของดินแดนแต่ประการใด อีกทั้งยังออกมาตรการต่าง ๆ ขึ้นมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวยิวได้อพยพเข้ามาในแผ่นดินปาเลสไตน์แบบไม่จำกัดจำนวน
- คำประกาศบัลโฟร์ คือรางวัลที่อังกฤษมอบให้ไวซมันน์ในฐานะที่เป็นคนพัฒนาอาวุธช่วยเหลือและเคยให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์แก่ เดวิด ลอยด์ จอร์จ (David Lloyd George) นายกรัฐมนตรีอังกฤษในสมัยนั้นเพื่อทำสงครามกับจักรวรรดิออตโตมัน จนในที่สุดฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1
- ไวซมันน์ ถือว่า คำประกาศบัลโฟร์ เป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของขบวนการไซออนิสต์
[ 11 กันยายน ปี 1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติ ]
[ ปี 1919 ]
- คณะกรรมาธิการคิง-เครน (The King-Crane Commission) ของกรุงวอชิงตันได้รับการแต่งตั้งโดย ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) แห่งสหรัฐอเมริกา โดยมี เฮนรี เชอร์ชิลล์ คิง (Henry Churchill King) และ ชาร์ลส์ อาร์ เครน (Charles R. Crane) เป็นผู้ดำเนินการเพื่อประกาศนโยบายของอเมริกาถึงความเป็นไปและอนาคตของประชาชนในภูมิภาคเพื่อแบ่งดินแดนปกครองของจักรวรรดิออตโตมันหลังล่มสลายและการจัดตั้งระบบอาณัติของสันนิบาตชาติ
- อเมริกาเสนอว่าประชาชนในภูมิภาคควรมีสิทธิในการปกครองตนเอง พัฒนาตนเอง โดยไม่มีการปิดกั้น ไม่มีการข่มขู่ และไม่ต้องมีความเกรงกลัวใด ๆ
- นักประวัติศาสตร์บางคนบันทึกว่าในขณะที่ ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ให้คำประกาศของ คณะกรรมาธิการคิง-เครน (The King-Crane Commission) เรื่องจุดยืนต่ออนาคตของประชาชนในภูมิภาคหลังการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมันว่าพวกเขามีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง (Self-determination) เป็นคำประกาศที่ไม่รู้ว่า สนธิสัญญาไซกส์-ปิโกต์ ได้เกิดขึ้นแล้ว
- คำประกาศของ คณะกรรมาธิการคิง-เครน เป็นเหตุให้อังกฤษต้องเร่งเดินหน้าข้อตกลงที่มีไว้ใน คำประกาศบัลโฟร์
[ ปี 1922 ]
- องค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations) อนุมัติให้ปาเลสไตน์เป็นดินแดนในอาณัติของอังกฤษตาม สนธิสัญญาเซฟเวอรส์ (Treaty of Sèvres) ที่มีมติให้ดินแดนปาเลสไตน์และอิรักอยู่ในอาณัติของอังกฤษ ส่วนดินแดนซีเรียและเลบานอนอยู่ในอาณัติของฝรั่งเศส ตามกติกาสันนิบาตชาติและมติในที่ ประชุมซานเรโม (San Remo Conference) ในปี 1920
- องค์การสันนิบาตชาติ ยังรับรองหลักการของ คำประกาศบัลโฟร์ พร้อมย้ำถึงความผูกพันเชิงประวัติศาสตร์ของชาวยิวต่อดินแดนปาเลสไตน์ สันนิบาตชาติ ได้พูดถึงการจัดตั้ง ถิ่นพำนักของชาวยิว (Jewish National Home) องค์กรปกครองตนเองต่าง ๆ และให้มี หน่วยงานชาวยิว (Jewish Agency) คอยให้คำแนะนำและร่วมมือกับคณะบริหารปาเลสไตน์ในเรื่องที่เกี่ยวกับถิ่นพำนักชาวยิว
[ ปี 1923 ]
- ปาเลสไตน์ในอาณัติของอังกฤษ (British Mandate for Palestine) เริ่มมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 กันยายน 1923
[ ปี 1919 – 1923 อพยพชาวยิวชุดที่ 3 : 3rd Aliyah ]
- ชาวยิวชุดที่ 3 จำนวน 40,000 คน อพยพเข้าดินแดนปาเลสไตน์ (3rd Aliyah) ในช่วงปี 1919 – 1923
- หลังจากที่ปาเลสไตน์อยู่ในอาณัติของอังกฤษ ชาวยิวจากยุโรปได้เดินทางอพยพเข้าปาเลสไตน์ครั้งที่ 3 เนื่องด้วยคำประกาศบัลโฟร์ที่อำนวยความสะดวกให้ บวกกับวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุโรปในช่วงเวลานั้น
- จากการอพยพครั้งนี้เกิดกลุ่มเคลื่อนไหวและสถาบันต่าง ๆ มากมาย เช่น สมัชชาและสภาแห่งชาติ กลุ่มเคลื่อนไหวยุวยิวเพื่อนิคมอุตสาหกรรมเกษตร 'เฮฮาลุทซ์' (HeHalutz) สหพันธ์แรงงาน 'ฮิสตัดรุต' (Histadrut) และ 'กองกำลังฮากานาห์' (Haganah) ซึ่งเป็นกองกำลังชุดแรก ๆ ที่จัดตั้งขึ้นโดยชาวยิวผู้อพยพ ถือว่าเป็นกลุ่มแม่แบบที่สนับสนุนและแตกสาขาเป็นกลุ่มย่อยอื่น ๆ ได้แก่กลุ่ม ‘อิรฺกูน’ (Irgun) ‘เลฮี’ (Lehi หรือ Stern Gang) หรือแม้แต่ ‘กองกำลังป้องกันอิสราเอล’ (IDF: Israel Defense Forces)
3️⃣ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
[ ปี 1925 ]
- มีการก่อตั้งกลุ่มไซออนิสต์ใหม่ที่ยึดหลักการเปลี่ยนแปลงแก้ไข (Revisionist Zionism) นำโดย วลาดิมีร์ ฌาโบทินสกี (Vladimir Jabotinsky)
- การตั้งกลุ่มไซออนิสต์ใหม่ครั้งนี้ของ ฌาโบทินสกี มีเป้าหมายที่จะก่อตั้งรัฐของชาวยิวในดินแดนทั้งหมดของปาเลสไตน์ (ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำจอร์แดน) จึงได้จัดตั้งกองกำลังของตนเองขึ้นซึ่งเป็นกองกำลังหัวรุนแรงที่พร้อมจะสังหารชาวอาหรับทุกเมื่อหากขัดขวางความปรารถนา
[ ปี 1924 – 1929 อพยพชาวยิวชุดที่ 4 : 4th Aliyah ]
- ชาวยิวชุดที่ 4 อพยพเข้าดินแดนปาเลสไตน์ (4th Aliyah) ระหว่างปี 1924 – 1929 จำนวน 82,000 คน ครึ่งหนึ่งเป็นชาวโปแลนด์
- ในกลุ่มผู้อพยพประกอบไปด้วยครอบครัวชนชั้นกลางชาวยิวจำนวนมากที่ย้ายไปอยู่ในเมืองเศรษฐกิจของปาเลสไตน์เพื่อประกอบธุรกิจและทำอุตสาหกรรมขนาดเล็ก
[ ปี 1929 ]
- เกิด 'การลุกฮือบุรอก' (Buraq Uprising) ณ บริเวณกำแพงตะวันตก หรือเรียกอีกชื่อว่า กำแพงอัลบุรอก (Buraq Wall) ตามความเชื่อความชาวมุสลิม หรือ กำแพงร้องไห้ (Wailing Wall) ตามความเชื่อของชาวยิว
- สาเหตุของการลุกฮือครั้งนี้เกิดจากกลุ่มแรบไบได้เรียกร้องให้ชาวยิวผู้อพยพไปชุมนุมที่กำแพงเพื่อทำพิธีสวดมนต์ร่วมกันเป็นหมู่คณะ แต่จุดมุ่งหมายหลักคือการเข้ายึดกำแพงและประกาศให้กำแพงนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว
- เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความโกรธเคืองแก่ชาวมุสลิมปาเลสไตน์เป็นจำนวนมาก การเผชิญหน้าครั้งนี้จึงกลายเป็นการจลาจลที่แผ่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
- เกิดการต่อสู้ระหว่างชาวอาหรับปาเลสไตน์กับชาวยิวซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยกองกำลังยึดครองของอังกฤษดำเนินเป็นเวลาสองสัปดาห์ ชาวอาหรับปาเลสไตน์และชาวยิวจำนวนหลายร้อยคนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเผชิญหน้าครั้งนี้
[ ปี 1936 ]
- ชาวอาหรับปาเลสไตน์ลุกขึ้นมาต่อต้านการเพิ่มจำนวนอย่างมากมายของชาวยิวตลอดช่วงปี 1936 - 1939 หรือที่รู้จักกันว่า 'การจลาจลครั้งใหญ่' (The Great Revolt)
- การก่อจลาจลครั้งนี้มีสาเหตุมาจาก ชัยค์ อิซซุดดีน อัล ก็อซซาม (Izz ad-Din al-Qassam) ถูกสังหารและกองกำลังต่อต้านการยึดครอง 'อิควาน อัล ก็อซซาม' (Qassamites) ที่ได้รับอิทธิพลจากเขาถูกกวาดล้างโดยกองกำลังของอังกฤษ
- บวกกับที่ ชัยค์ มุฮัมมัด อามีน อัล ฮุสัยนีย์ (Amin al-Husseini) มุฟตีใหญ่หรือผู้ตัดสินชี้ขาดสูงสุดทางศาสนาอิสลาม (Grand Mufti) ของชาวมุสลิมในปาเลสไตน์ประกาศให้วันที่ 16 พฤษภาคม 1936 เป็น 'วันปาเลสไตน์' (Palestine Day) พร้อมเรียกร้องให้ชาวปาเลสไตน์ทุกคนออกมาประท้วงต่อต้านการปกครองในอาณัติของอังกฤษ
- ชาวปาเลสไตน์พร้อมแสดงเจตจำนงว่าชาวอาหรับปาเลสไตน์ต้องการเอกราชและต้องการให้อังกฤษยุตินโยบายที่เปิดรับการอพยพชาวยิวและการซื้อที่ดินเพื่อจัดตั้งถิ่นพำนักชาวยิว (Jewish National Home)
- ทั้งชาวยิวและชาวอาหรับปาเลสไตน์ต่างรู้ดีว่า เมื่อการปกครองแบบอาณัติสิ้นสุดลง อนาคตของภูมิภาคนี้จะถูกตัดสินด้วยขนาดของประชากรและกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ชาวยิวจึงพยายามอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานและซื้อที่ดินมากขึ้น ขณะที่ชาวอาหรับก็พยายามชะลอหรือยับยั้งการกระทำทั้งสองอย่างนี้
[ ปี 1937 ]
- รัฐบาลอังกฤษจึงส่ง ลอร์ด โรเบิร์ต พีล (Lord Robert Peel) ตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนสถานการณ์รุนแรง ซึ่งได้รายงานว่าสาเหตุเกิดจากความปรารถนาของชาวอาหรับที่จะได้เอกราชและความหวั่นเกรงต่อการอพยพของชาวยิวเข้าสู่ปาเลสไตน์
- รายงานชี้ว่าระบบการปกครองแบบอาณัติใช้ไม่ได้ผลและพันธกิจของอังกฤษต่อชาวอาหรับกับชาวยิวก็ไปด้วยกันไม่ได้ เนื่องจาก “ต่างฝ่ายต่างถูกทั้งคู่” จึงเสนอให้แบ่งดินแดนปาเลสไตน์เป็นส่วน ๆ (The Peel Commission Partition Plan 1937) นับเป็นครั้งแรกที่อังกฤษพูดชัดเจนถึงการมีรัฐยิว
- คณะกรรมาธิการสอบสวนของพีล ร่างนโยบายแบ่งพื้นที่ปกครองตนเองของปาเลสไตน์เป็น 3 ส่วน (Partition Plan 1937) เพื่อประนีประนอมทั้งสองฝ่าย
- นอกจากคณะกรรมมาธิการสอบสวนชุดนี้จะจัดสรรพื้นที่รัฐยิวให้ในขนาดที่ใหญ่กว่าการถือครองที่ดินของชาวยิวในเวลานั้นแล้ว ยังได้เสนอให้อพยพชาวอาหรับออกจากเขตที่จะให้เป็นรัฐยิวด้วย
- แน่นอนว่าชาวอาหรับยอมรับนโยบายนี้ไม่ได้ ผลของการเสนอแผนแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ครั้งนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น
- ฝ่ายไซออนิสต์ต่างผนึกกำลังกันภายใต้การนำของ เดวิด เบน-กูเรียน (David Ben-Gurion) และ กองกำลังฮากานาห์ (Haganah) ก็ได้รับอนุญาตให้ติดอาวุธตนเองได้ ซึ่งกองกำลังนี้ได้ร่วมมือกับอังกฤษเพื่อโจมตีการออกมาลุกฮือต่อต้านของชาวอาหรับปาเลสไตน์
[ ปี 1937 ]
- ณ เวลานั้น ชาวยิวเองก็แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่ยอมรับนโยบายของพีลนำโดย เดวิด เบน-กูเรียน และฝ่ายที่ไม่ยอมรับได้แก่กลุ่มไซออนิสต์ใหม่ (Revisionist Zionists) ที่นำโดย วลาดิมีร์ ฌาโบทินสกี
- ฌาโบทินสกี ให้เหตุผลของการไม่ยอมรับว่าชาวยิวจะเสียประโยชน์เพราะในนโยบายนอกจากพวกเขาไม่ได้ดินแดนเยรูซาเลมแล้ว พวกเขายังต้องเสียสินทรัพย์และพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์มากมายให้กับชาวอาหรับ อีกทั้งเมืองศูนย์กลางชาวยิวอย่าง ‘เทลอาวีฟ’ ก็ต้องตกเป็นของชาวอาหรับ
- ขณะที่ ไฮม์ ไวซมันน์ และ เดวิด เบน-กูเรียน พยายามโน้มน้าวในที่ประชุมสภาไซออนิสต์ให้ยอมรับนโยบายของพีล โดยให้เหตุผลว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องรู้สึกยอมรับต่อเขตแบ่งแดนของพีล เขตแดนเหล่านี้เป็นเพียงการจัดสรรพื้นที่ชั่วคราวเพื่อที่พวกเราจะสามารถดำเนินการขยับขยายต่อไปได้อีกในอนาคต
[ ปี 1938 ]
- อังกฤษต้องหันมาทบทวนนโยบายต่อดินแดนปาเลสไตน์ใหม่ เป็นเหตุให้นโยบายการจัดสรรพื้นที่ของพีลต้องถูกพักไว้เนื่องจากไม่ได้รับการยินยอมจากทุกฝ่าย
- ท้ายที่สุดอังกฤษก็ยกเลิกนโยบายเพราะรู้ดีว่าหากอังกฤษเข้าสู่สงคราม อังกฤษจะรับศึกสองด้านไม่ไหว เพราะประเมินว่าชาวอาหรับในปาเลสไตน์และประเทศพันธมิตรจะต้องใช้จังหวะนี้เป็นโอกาสในการโจมตีอังกฤษแน่นอน
- อังกฤษจึงตั้งคณะกรรมาธิการอีกชุดหนึ่งเพื่อประเมินความเหมาะสมในเรื่องการแบ่งดินแดนปาเลสไตน์เป็นส่วนของชาวยิวกับชาวอาหรับ ซึ่งคณะกรรมาธิการชุดนี้ลงความเห็นคัดค้านข้อเสนอของคณะกรรมาธิการของพีล ด้วยเหตุผลหลักที่ว่า จำนวนของชาวอาหรับในเขตที่เสนอให้เป็นรัฐยิวนั้นเกือบจะเท่ากับจำนวนชาวยิวเลยทีเดียว พร้อมกับเสนอให้ลดขนาดของรัฐยิวให้เล็กลงและให้รัฐนี้มีอธิปไตยอย่างจำกัด
[ ปี 1939 ]
- อังกฤษล้มเลิกความคิดเรื่องแบ่งดินแดนแล้วจัดประชุมโต๊ะกลมขึ้นที่กรุงลอนดอน รัฐบาลอังกฤษได้ออก สมุดปกขาว (White Paper) ซึ่งมีเนื้อหาโน้มเอียงตามข้อเรียกร้องของฝ่ายอาหรับ
- สมุดปกขาว ระบุว่าถิ่นพำนักของชาวยิวควรก่อตั้งขึ้นภายในรัฐเอกราชปาเลสไตน์ ซึ่งในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะอนุญาตให้ชาวยิวอพยพเข้าไปอาศัยในดินแดนปาเลสไตน์ 75,000 คน (เฉลี่ย 15,000 คนต่อปี) แล้วหลังจากนั้นให้ขึ้นกับ “ความยินยอม” ของชาวอาหรับ การซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินไปสู่ชาวยิวจะทำได้เฉพาะในเขตที่กำหนดและจะพิจารณาให้มีรัฐเอกราชปาเลสไตน์ภายใน 10 ปี
- ตอนอังกฤษออก สมุดปกขาว (White Paper) ฝ่ายไซออนิสต์รู้สึกสะเทือนใจอย่างรุนแรง เพราะชาวยิวจะไม่มีที่หลบภัยจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรป อีกทั้งยังเป็นการปิดประตูต่อโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐยิวในแผ่นดินปาเลสไตน์
- สมุดปกขาวปี 1939 จึงเป็นจุดที่อังกฤษกับไซออนิสต์ต่างหันหลังให้แก่กัน
- 20 ปีหลังจากนั้น เดวิด เบน-กูเรียน ได้เขียนว่า ❝ ถ้านโยบายของพีลได้รับการดำเนินการและประสบความสำเร็จ ประวัติศาสตร์ของพวกเราจะเปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ทันที ชาวยิว 6 ล้านคนในยุโรปจะอาศัยอยู่ในอิสราเอลแทนที่จะถูกสังหาร (โดยนาซีเยอรมนีที่นำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์) ❞
- ช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นความล้มเหลวของสภาไซออนิสต์ที่ นโยบายของพีล ไม่ถูกใช้ และ นโยบายในสมุดปกขาว ถูกนำมาใช้แทน อีกทั้งยังเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวครั้งใหญ่ในยุโรป
- ถึงแม้ชาวอาหรับจะชมชอบนโยบายใหม่แต่ก็มิอาจยอมรับ สมุดปกขาว เนื่องจากไม่ไว้ใจอังกฤษและไม่เห็นด้วยกับบทเฉพาะกาลที่อาจยืดการปกครองแบบอาณัติต่อไปจากช่วงเวลา 10 ปีดังกล่าว
[ ปี 1929 – 1939 อพยพชาวยิวชุดที่ 5 : 5th Aliyah ]
- ชาวยิวชุดที่ 5 อพยพเข้าดินแดนปาเลสไตน์ (5th Aliyah) ในปี 1929 - 1939 จำนวน 300,000 คน
- เนื่องจากเศรษฐกิจในปาเลสไตน์กำลังเติบโตหลังพ้นวิกฤติจากปี 1920 ในช่วงเวลานั้นอเมริกากีดกันการเปิดประตูให้ผู้อพยพชาวยิวเข้ามาตั้งถิ่นฐานและเกิดกระแสการกวาดล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวหลังจากที่ฮิตเลอร์เริ่มเข้ามามีอำนาจในประเทศเยอรมนี จึงเป็นเหตุให้ชาวยิวส่วนมากเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากสหรัฐอเมริกาไปที่ปาเลสไตน์
- การอพยพชุดนี้ได้สิ้นสุดลงเมื่อเกิดสงครามโลกครั้ง 2
4️⃣ สงครามโลกครั้งที่ 2 : ปี 1939
[ สงครามโลกครั้งที่ 2 : ปี 1939 ]
- ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องด้วย นโยบายสมุดปกขาว อังกฤษกับไซออนิสต์ก็ยิ่งดำเนินนโยบายสวนทางกันหนักขึ้นเพราะไซออนิสต์อยากให้ชาวยิวเข้าไปตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ ขณะที่อังกฤษพยายามขัดขวางเนื่องจากเห็นว่าการหลั่งไหลเข้าไปของชาวยิวจะคุกคามต่อเสถียรภาพในภูมิภาคนั้น
- ถึงแม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไซออนิสต์กับอังกฤษจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เดวิด เบน-กูเรียน ผู้นำชาวยิวไซออนิสต์ พยายามโน้มน้าวให้ชาวยิวร่วมรบกับกองทัพอังกฤษต่อสู้กับนาซีเยอรมนีที่นำโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โดยประกาศในนามองค์การชาวยิวดังคำพูดที่โด่งดังของ เดวิด เบน-กุเรียน ว่า ❝ เราจะช่วยอังกฤษสู้ในสงครามครั้งนี้ประหนึ่งว่าไม่มีสมุดปกขาว และเราจะสู้กับสมุดปกขาวประหนึ่งว่าไม่มีสงคราม ❞
- ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1939 – 1945 เกิดเหตุการณ์ พันธุฆาต หรือ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ชาวยิวกว่า 6 ล้านคน โดยกองทัพนาซีและฝ่ายสนับสนุน ซึ่งออกคำสั่งโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)
[ ปี 1940 ]
- ความพยายามของอังกฤษที่จะกีดกันการอพยพของชาวยิวในยุโรปสู่ปาเลสไตน์ที่ละเมิดการจำกัดจำนวนผู้อพยพตามข้อตกลงใน สมุดปกขาว นำไปสู่การจมเรือของผู้อพยพชาวยิว 2 ลำ คือ แพตเรีย (Patria, พฤศจิกายน 1940) และ สตรูมา (Struma, กุมภาพันธ์ 1942)
- เหตุการณ์จมเรือแพตเรียนั้นเกิดจากผู้ลี้ภัยชาวยิวที่หนีจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นาซีในยุโรปแล้วอพยพมายังปาเลสไตน์ที่อยู่ในอาณัติของอังกฤษ แต่การจำกัดจำนวนผู้อพยพตามข้อตกลงในสมุดปกขาวทำให้ปาเลสไตน์ภายใต้การปกครองของอังกฤษต้องเนรเทศผู้อพยพชาวยิวชุดนี้ที่ไม่มีใบอนุญาตไปยังประเทศมอริเชียส
- ขณะที่ขบวนการไซออนิสต์ไม่ต้องการให้ผู้อพยพต้องเดินทางออกไป กองกำลังฮากานาห์ จึงวางแผนระเบิดเรือแพตเรียเพื่อให้เรือไม่สามารถใช้งานและบังคับให้ชาวยิวผู้อพยพชุดนี้ต้องอาศัยอยู่ในปาเลสไตน์
- แต่ด้วยความผิดพลาดในการคำนวณทำให้การระเบิดเรือแพตเรียครั้งนี้เป็นหายนะที่คร่าชีวิตชาวยิวกว่า 267 รายและบาดเจ็บอีก 172 ราย
[ ปี 1942 ]
- เรือสตรูมาพยายามจะพาผู้ลี้ภัยชาวยิวเกือบ 800 คนจากโรมาเนียสู่ปาเลสไตน์ แต่เครื่องยนต์ดีเซลของเรือสตรูมานั้นขัดข้องบ่อยครั้งในระหว่างการเดินทางทำให้ต้องพักเครื่องยนต์ที่อิสตันบูล
- ขณะที่เครื่องยนต์ยังใช้งานไม่ได้และผู้ลี้ภัยยังอยู่บนเรือ เรือดำน้ำโซเวียต Shch-213 ได้ยิงตอร์ปิโดใส่เรือสตรูมาเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 800 คน ซึ่งโศกนาฏกรรมครั้งนี้ถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมทางทะเลของพลเรือนที่ใหญ่ที่สุดในทะเลดำจากสงครามโลกครั้งที่สอง
[ ปี 1941 ]
- อัฟราฮัม สเติร์น (Avraham Stern) ชาวยิวเชื้อสายโปแลนด์ผู้ก่อตั้ง 'กลุ่มก่อการร้ายสเติร์น' (Stern Gang) หรือ 'กองกำลังเลฮี' (Lehi) ที่แตกมาจากขบวนการใต้ดินปีกขวาชาวยิว ‘อิรกูน’ (Irgun)
- การตั้งกลุ่มนี้ของ สเติร์น เกิดขึ้นเพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายของอิรกูนที่ดำเนินตามกองกำลังฮากานาห์ในการสนับสนุนช่วยเหลืออังกฤษต่อสู้กับนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่สอง
- สเติร์น ปฏิเสธการช่วยเหลืออังกฤษเพราะมองว่าอังกฤษเป็นศัตรูกับชาวยิวที่กำหนดนโยบายต่าง ๆ ของปาเลสไตน์ในอาณัติที่กีดกันการอพยพชาวยิวและขัดขวางการมีอยู่ของรัฐอิสราเอล
- สเติร์น พยายามที่จะทำข้อตกลงกับผู้มีอำนาจของหน่วยงานนาซีเยอรมนีว่าจะเข้าร่วมและช่วยเหลือเยอรมนีในสงครามอย่างแข็งขัน เพื่อแลกกับการสนับสนุนของเยอรมนีในการอพยพชาวยิวและการจัดตั้งรัฐยิวในดินแดนปาเลสไตน์ แต่ความพยายามครั้งนี้ของสเติร์นก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
- แนวทางของ สเติร์น ที่ต้องการสนับสนุนนาซีเยอรมนีนั้นขัดแย้งกับขบวนการไซออนิสต์กลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มของ วลาดิมีร์ ฌาโบทินสกี ที่ต้องการให้อังกฤษชนะนาซีเยอรมนีในสงครามและขณะเดียวกันก็ต้องการขจัดอังกฤษออกจากดินแดนปาเลสไตน์ไปพร้อม ๆ กัน
[ ปี 1942 ]
- เดวิด เบน-กุเรียน และ ไฮม์ ไวซมันน์ ได้เดินทางไปยังกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อประชุมประกาศ แผนการบิลต์มอร์ (The Biltmore Program) มีตัวแทนกว่า 600 คนบวกกับแกนนำไซออนิสต์อีก 18 ประเทศเข้าร่วมประชุมครั้งนี้
- แผนการบิลต์มอร์ เป็นเหมือน "การก่อรัฐประหารภายในขบวนการไซออนิสต์แบบเสมือน" ที่แกนนำแนวทางสุดโต่งถูกขจัดและถูกแทนที่ด้วยแกนนำที่มีแนวคิดสายกลางมากกว่า แผนการณ์บิลต์มอร์เป็นเหมือนการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่เพื่อต่อสู้กับนโยบายสมุดปกขาวของอังกฤษและเรียกร้องให้เร่งดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายเดิมตามคำประกาศบัลโฟร์
- หนึ่งในคำประกาศของ แผนการบิลต์มอร์ คือแผนอพยพชาวยิวทั่วโลก 1 ล้านคนเข้าปาเลสไตน์ (หลังจากปรับลดจำนวนจากเดิมที่ตั้งไว้ 2 ล้านคน) โดย เดวิด เบน-กุเรียน อธิบายว่าแผนการนี้เป็นเป้าหมายลำดับแรกและสำคัญที่สุดของขบวนการไซออนิสต์
- แผนการบิลต์มอร์ จึงกลายมาเป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก ๆ ที่นำสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทและร่วมกำหนดนโยบายการจัดตั้งรัฐยิวให้ประสบผลสำเร็จในแผ่นดินปาเลสไตน์ อีกทั้งยังกระตุ้นให้ผู้อพยพชาวยิวได้หลั่งไหลเข้าสู่ดินแดนปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวนมาก
[ ปี 1944 ]
- กลุ่มก่อการร้าย ‘เลฮี’ หรือ ‘นักรบเพื่ออิสรภาพของอิสราเอล’ (Lehi: Lohamei Herut Israel) ภายใต้การนำของ นาธาน เยลลิน-มอร์ (Nathan Yellin-Mor) ผู้บัญชาการกลุ่มก่อการร้ายเลฮี ได้เปิดฉากโจมตีอังกฤษอย่างหนักและจบลงด้วยการสังหาร ลอร์ด มอยน์ (Lord Moyne) รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษที่ประจำตะวันออกกลางด้วยฝีมือของสมาชิกกลุ่มเลฮี 2 คน ในเดือนพฤศจิกายน 1944 ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์
- การลอบสังหาร ลอร์ด มอยน์ ครั้งนี้ได้รับคำสั่งโดยตรงจากผู้บัญชาการกลุ่มก่อการร้ายเลฮี ในฐานะที่ มอยน์ เป็นข้าราชการระดับสูงของอังกฤษและได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้รับผิดชอบนโยบายต่าง ๆ ของอังกฤษต่อปาเลสไตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการจำกัดจำนวนผู้อพยพชาวยิว
- การลอบสังหารครั้งนี้ไซออนิสต์เชื่อว่าโศกนาฏกรรมการจมเรือสตรูมาที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตชาวยิวจำนวนมากนั้นเป็นความผิดที่เกิดจากนโยบายของ มอยน์ และ มอยน์ ก็ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีความนิยมโน้มเอียงไปทางฝ่ายอาหรับและเป็นบุคคลที่ต่อต้านขบวนการไซออนิสต์
[ ปี 1945 ]
- สันนิบาตอาหรับ (The Arab League) ได้ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม 1945 และแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการอาหรับ (Arab Higher Committee) ซึ่งประกอบด้วยบรรดาผู้นำชาวปาเลสไตน์ให้ขึ้นมาเป็นปากเสียงแทนชาวอาหรับปาเลสไตน์
- การจัดตั้ง สันนิบาตอาหรับ เป็นแนวคิดริเริ่มของอังกฤษเพื่อรวมตัวกลุ่มอาหรับให้สนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
- เป้าหมายสำคัญของการก่อตั้งในระยะแรกคือการเรียกร้องเอกราชของประเทศอาหรับที่ยังไม่ได้รับเอกราชจากประเทศอาณานิคมและการต่อต้านขบวนการไซออนิสต์เพื่อมิให้มีการจัดตั้งรัฐยิวในปาเลสไตน์
- มีรายงาน Harrison Report จากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยผู้ลี้ภัย (Intergovernmental Committee on Refugees) นำเสนอต่อ ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส ทรูแมน (Harry S. Truman) ของสหรัฐอเมริกาถึงระเบียบวิธีวิกฤตของกองกำลังพันธมิตรที่ปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะผู้ลี้ภัยชาวยิวในเยอรมนี
- ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส ทรูแมน ของสหรัฐฯ จึงร้องขอให้นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ คลีเมนต์ แอตต์ลี (Clement Attlee) ช่วยรับชาวยิวไม่จำกัดจำนวนเข้าไปอยู่ในปาเลสไตน์เท่าที่ศักยภาพทางเศรษฐกิจของดินแดนนั้นจะรองรับได้
- ท่าทีของ ทรูแมน เป็นการส่งสัญญาณว่าต่อไปนี้สหรัฐฯ จะขอเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับอนาคตของปาเลสไตน์ด้วย
[ 2 กันยายน ปี 1945 สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ]
[ ปี 1945 ]
- พฤศจิกายน 1945 อังกฤษกับสหรัฐอเมริกาได้ร่วมกันจัดตั้ง คณะกรรมาธิการสอบสวนแองโกล-อเมริกัน (Anglo-American Committee of Inquiry) เพื่อตรวจสอบการรับมือจัดการปัญหาของอังกฤษในปาเลสไตน์ คณะกรรมาธิการสอบสวนชุดนี้จะเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 มกราคม 1946
- ธันวาคม 1945 สันนิบาตอาหรับประกาศคว่ำบาตรธุรกิจและสินค้าของกลุ่มไซออนิสต์
[ ปี 1946 ]
- หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความขัดแย้งระหว่างอังกฤษกับชุมชนชาวยิวเรื่องการจำกัดจำนวนผู้อพยพมีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดจนความขัดแย้งกับชุมชนอาหรับเรื่องนโยบายขีดจำกัดประชากรชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์
- คณะกรรมาธิการสอบสวนแองโกล-อเมริกัน (Anglo-American Committee of Inquiry) มีมติออกคำสั่งให้อังกฤษรับผู้รอดชีวิตชาวยิว 100,000 คนเข้าไปอาศัยในปาเลสไตน์ทันที
- ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส ทรูแมน ของสหรัฐฯ เขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ คลีเมนต์ แอตต์ลี คาดหมายให้อังกฤษเพิกถอนนโยบายกีดกันการอพยพชาวยิวเข้าสู่ปาเลสไตน์
- คลาร์ก คลิฟฟอร์ด (Clark Clifford) ที่ปรึกษา ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส ทรูแมน แห่งสหรัฐฯ ได้เขียนจดหมายเตือนถึงความประสงค์ของสหภาพโซเวียตที่จะบรรลุอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองที่สมบูรณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
- นอกจากนี้สหภาพโซเวียตยังสนับสนุนการอพยพชาวยิวจากยุโรปเข้าไปในปาเลสไตน์และวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการแก้ปัญหาของอังกฤษและสหรัฐฯต่อปัญหาปาเลสไตน์
- คณะเสนาธิการร่วม (Joint Chiefs of Staff) ส่งหนังสือเตือนให้กับคณะกรรมการประสานงานการสงครามของกองทัพเรือสหรัฐฯ (State-War-Navy Coordinating Committee) ว่าหากสหรัฐฯใช้กองกำลังติดอาวุธเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามรายงานของ คณะกรรมาธิการสอบสวนแองโกล-อเมริกัน (Anglo-American Committee of Inquiry) สหภาพโซเวียตจะสามารถเพิ่มอำนาจและเข้ามามีอิทธิพลในตะวันออกกลางได้ทันที หากเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นนับว่าเป็นภัยอย่างยิ่งต่อการเข้าถึงทรัพยากรของประเทศสหรัฐฯ
- มิถุนายน 1946 มีการประชุมกลุ่มประเทศอาหรับ ณ ประเทศซีเรีย ซึ่งมีมติลับให้โจมตีผลประโยชน์ของอังกฤษกับสหรัฐฯในตะวันออกกลางหากสิทธิของชาวอาหรับถูกมองข้าม
[ ปี 1946 ]
- 22 กรกฎาคม 1946 กองกำลังอิรกูนภายใต้การบังคับบัญชาของ เมนาเคม เบกิน (Menachem Begin) ได้ระเบิด โรงแรมคิงเดวิด (The King David Hotel) ใจกลางเมืองเยรูซาเลม
- โรงแรมคิงเดวิด นั้นเป็นที่ตั้งที่ทำการสำนักงานใหญ่บริหารราชการแผ่นดินของอังกฤษและสำนักงานใหญ่ของกองทัพอังกฤษในปาเลสไตน์และทรานส์จอร์แดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 91 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 46 คน
- การระเบิด โรงแรมคิงเดวิด ของ กองกำลังอิรกูน ครั้งนี้เป็นการตอบโต้ 'ปฏิบัติการอกาธา' (Operation Agatha) ของกองกำลังอังกฤษที่ก่อนหน้านี้ได้ปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมสมาชิกของ องค์การชาวยิว (Jewish Agency) จำนวนมากเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน
- จากปฏิบัติการครั้งนี้ ทางการอังกฤษได้ริบเอกสารลับจำนวนมากที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ กองกำลังฮากานาห์ และแผนการจลาจลต่อต้านอังกฤษ
- เอกสารลับเหล่านี้ถูกนำไปเก็บไว้ที่ โรงแรมคิงเดวิด ในสำนักงานเลขาธิการที่อยู่ทางปีกใต้ของโรงแรม เพื่อทำลายเอกสารลับเหล่านั้นกองกำลังอิรกูนจึงตัดสินใจระเบิดตรงบริเวณส่วนที่ตั้งนั้นของโรงแรม
- การก่อวินาศกรรมระเบิด โรงแรมคิงเดวิด ถูกนำไปศึกษาและถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการถึงแนวทางการปฏิบัติและที่มาของการก่อการร้ายยุคใหม่ การระเบิดครั้งนี้ถือว่าเป็นการก่อการร้ายที่รุนแรงที่สุดในศตวรรษที่ 20
- ในปีนี้มีผู้อพยพชาวยิวได้หลั่งไหลเข้าสู่ปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวนมาก
[ ปี 1947 ]
- กุมภาพันธ์ 1947 รัฐบาลอังกฤษประกาศว่าจะถอนตัวออกจากปาเลสไตน์โดยแถลงว่าอังกฤษไม่สามารถบรรลุวิธีรับมือกับปัญหาที่ทั้งชาวอาหรับและชาวยิวสามารถยอมรับร่วมกันได้
- รัฐบาลอังกฤษจึงประกาศยื่นข้อพิพาทและอนาคตของปาเลสไตน์ให้กับ สหประชาชาติ (United Nations)
- 31 สิงหาคม 1947 คณะกรรมาธิการพิเศษแห่งสหประชาชาติสำหรับปาเลสไตน์ (UNSCOP: The United Nations Special Committee on Palestine) ได้แนะนำให้แบ่งดินแดนปาเลสไตน์เป็นสามส่วน (UN Partition Plan for Palestine) ได้แก่ ส่วนที่เป็นรัฐอาหรับ ส่วนที่เป็นรัฐยิว และให้เยรูซาเลมกับอาณาเขตโดยรอบเป็นเขตนานาชาติ
[ ปี 1947 ]
- พฤศจิกายน 1947 ไฮม์ ไวซมันน์ ประธานองค์การชาวยิวแห่งปาเลสไตน์และประธานองค์กรไซออนิสต์โลกเข้าพบ ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส ทรูแมน พร้อมพูดคุยถึงความสำคัญของเมืองเนเกฟที่มีต่อรัฐยิวในอนาคต
- ประธานาธิบดีทรูแมน ได้ตอบกลับไปภายหลังในเดือนธันวาคม พร้อมกล่าวเน้นย้ำให้ไวซมันน์และทุกฝ่ายแสดงความอดทนเพื่อให้การตั้งถิ่นฐานรัฐยิวนั้นสามารถดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อยและได้รับการยินยอมจากทุกฝ่ายในตะวันออกกลาง
- 29 พฤศจิกายน 1947 ข้อเสนอการแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ได้รับการรับรองด้วยเสียง 2 ใน 3 ของ สมัชชาแห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) ตามข้อมติตกลง ซึ่งเสียงข้างมากนี้เป็นผลจากการตกลงกันระหว่างสหรัฐฯกับสหภาพโซเวียตและเป็นเพราะบรรดาคนที่เข้าข้างไซออนิสต์ในสหรัฐฯได้กดดันประเทศเล็ก ๆ ให้ยอมรับแผนการนี้
- การเข้ามามีบทบาทของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่การสนับสนุนฝ่ายพันธมิตรและเอาชนะสงคราม และสามารถเจรจากับอังกฤษจนละเมิดข้อตกลงนโยบายของสมุดปกขาวจนนำไปสู่ ข้อตกลงการแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ปี 1947 ของสหประชาชาติ (UN Partition Plan for Palestine 1947) ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการกำเนิดรัฐอิสราเอล
- ไซออนิสต์ยินดีกับแผนแบ่งแยกปาเลสไตน์เพราะข้อเสนอนี้เห็นชอบกับการมีรัฐยิวอีกทั้งยังจัดสรรดินแดนปาเลสไตน์ฟากตะวันตกของจอร์แดนถึง 55% ให้เป็นรัฐยิวด้วย
- ส่วนฝ่ายสันนิบาตอาหรับและคณะกรรมการสูงอาหรับปาเลสไตน์คัดค้านข้อเสนอนี้อย่างแข็งกร้าวพร้อมแสดงเจตจำนงว่าจะไม่ยอมรับแผนแบ่งส่วนใด ๆ
- หลังจากที่ -สมัชชาแห่งสหประชาชาติ* ประกาศใช้แผนแบ่งเขตแดนปาเลสไตน์ปี 1947 จุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองในปาเลสไตน์เริ่มก่อตัวและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น มีการใช้อาวุธปะทะและใช้ระเบิดก่อการร้ายเกิดขึ้นมากมายตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 1947 ดำเนินไปตลอดจนถึงวันสถาปนารัฐอิสราเอลในปี 1948
[ ปี 1948 ]
- มกราคม 1948 กองกำลังฮากานาห์ ได้ระเบิด โรงแรมเซมิรามิส (Semiramis Hotel) ในกรุงเยรูซาเลม เนื่องจากเชื่อว่าโรงแรมแห่งนี้เป็นที่ตั้งของหนึ่งในสำนักงานใหญ่ของชาวอาหรับในการกระจายอาวุธทั่วพื้นที่เยรูซาเลม
- จากการระเบิดครั้งนี้ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิต 24 คน หนึ่งในนั้นมีเด็กรวมอยู่ด้วยหนึ่งคน ทางการอังกฤษประณามการระเบิดครั้งนี้ว่าเป็น "การฆาตกรรมแบบไม่เลือกเป้าหมายต่อผู้บริสุทธิ์" ขณะที่นักวิชาการบางส่วนก็เชื่อว่าการก่อการร้ายครั้งนี้น่าจะเป็นฝีมือของ กองกำลังอิรกูน มากกว่า
- ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ไฮม์ ไวซมันน์ ได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาและพยายามเข้าพบ ประธานาธิบดีทรูแมน ผ่านการติดต่อของ เอ็ดดี จาคอบสัน (Eddie Jacobson) มิตรสหายคนสนิทของ ทรูแมน
- แม้ว่าทรูแมน จะปฏิเสธการเข้าพบนี้หลายครั้งแต่ด้วยการรบเร้าของ จาคอบสัน ทรูแมน ก็ยอมให้ ไวซมันน์ เข้าพบในที่สุด
- ข้อสรุปจากการพูดคุยครั้งนี้ทรูแมนได้กล่าวว่าสหรัฐอเมริกาประสงค์ที่จะเห็นความยุติธรรมในปาเลสไตน์โดยปราศจากการนองเลือด และถ้าหากว่ามีการประกาศสถาปนารัฐของชาวยิวแล้ว หากองค์การสหประชาชาติยังคงลังเลในการแสดงจุดยืนยอมรับสถานะชั่วคราวของดินแดนปาเลสไตน์อยู่ สหรัฐอเมริกาจะแสดงตนยอมรับสถานะของรัฐใหม่ทันที
[ ปี 1948 ]
- มีนาคม 1948 ปฏิบัติการนัคชอน' (Operation Nachshon) นับว่าเป็นภารกิจขั้นแรกของกองกำลังฝ่ายไซออนิสต์ในการดำเนินการ 'แผนดาเลท' (Plan Dalet) ซึ่งเป็นแผนการควบคุมดินแดนทั้งหมดของรัฐยิวตามแผนแบ่งเขตแดนของสหประชาชาติในปี 1947 ให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อเตรียมพร้อมสู่วันประกาศสถาปนารัฐอิสราเอลอย่างเป็นทางการ
- ข้อถกเถียงในหมู่นักวิชาการถึงเจตนาของปฏิบัติการครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ฝ่ายที่เชื่อว่ามันคือการป้องกันตนเองเพื่อคุ้มครองพื้นที่ตามแผนแบ่งเขตแดนของสหประชาชาติ ขณะที่บางท่านก็ยืนยันว่าการปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การขับไล่ชาวอาหรับปาเลสไตน์ในพื้นที่
- เหตุการณ์ครั้งนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นการทดลองครั้งแรกของกระบวนการกวาดล้างชาติพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ของขบวนการไซออนิสต์
[ ปี 1948 ]
- 09 เมษายน 1948 เกิดการสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ที่ หมู่บ้านดีรฺยาซีน (Deir Yassin massacre) โดย กองกำลังอิรกูน และ กลุ่มก่อการร้ายเลฮี
- การสังหารหมู่ครั้งนี้มีเหตุจูงใจว่าอิสราเอลจำเป็นต้องปลดปล่อยการปิดล้อมกรุงเยรูซาเลมก่อนจะถึงวันประกาศสิ้นสุดการปกครองในอาณัติปาเลสไตน์ของอังกฤษ
- จากการสังหารครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน ครึ่งหนึ่งเป็นเด็กและผู้หญิง ส่วนผู้รอดชีวิตที่เหลือก็ถูกขับไล่ไปยังกรุงเยรูซาเลมตะวันออก
- ดีรฺยาซีน เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ลุ่มสูงเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการเดินทางลำเลียงระหว่างกรุงเทลอาวีฟกับกรุงเยรูซาเลม
- ชะตากรรมของหมู่บ้าน ดีรฺยาซีน ก็เหมือนกับหมู่บ้านปาเลสไตน์อื่น ๆ อีกนับร้อยแห่งที่ถูกลบออกจากแผนที่ ปัจจุบันศูนย์กลางของหมู่บ้าน ดีรฺยาซีน ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ‘กีวาต ชอล เบต’ (Givat Shaul Bet)
- การสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ที่ หมู่บ้านดีรฺยาซีน เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20 ของประวัติศาสตร์ความขัดแย้งปาเลสไตน์และอิสราเอล ไม่ใช่เหตุผลเพียงเพราะขนาดหรือความโหดร้ายของการสังหารครั้งนี้เท่านั้น แต่เป็นเพราะการโจมตีครั้งนี้ได้รับการพิจารณาว่าเป็นสัญญาณแรก ๆ ของปฏิบัติการลดจำนวนประชากรชาวปาเลสไตน์ที่ตามมาอย่างเป็นระบบ
- เป็นเหตุให้หมู่บ้านและเมืองต่าง ๆ กว่า 400 แห่งของชาวอาหรับปาเลสไตน์ต้องถูกทำลายและประชาชนชาวปาเลสไตน์อีกกว่า 700,000 คนต้องอพยพออกจากหมู่บ้านเพื่อให้ชาวยิวไซออนิสต์ที่หนีจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุโรปย้ายเข้ามาอยู่อาศัย
[ ปี 1948 ]
- 14 พฤษภาคม 1948 ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเทลอาวีฟ เดวิด เบน-กูเรียน นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอลได้ประกาศสถาปนารัฐอิสราเอลอย่างเป็นทางการ (Declaration of Independence)
- หลังจากนั้นไม่นาน อังกฤษก็ตัดสินใจประกาศ ยุติการปกครองแบบอาณัติ (End of British Mandate) และในวันเดียวกันนี้ สหรัฐอเมริกาก็เป็นชาติแรกที่ประกาศรับรองการมีอยู่ของรัฐอิสราเอลโดยพฤตินัย
- วันที่ 17 พฤษภาคม 1948 สหภาพโซเวียตเป็นชาติแรกที่รับรองการมีอยู่ของรัฐอิสราเอลโดยนิตินัย
สรุปและเรียบเรียง: Ummah Islam Abdulroning Suetair Sh.Budhavajana
◉ สรุปเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ “ปาเลสไตน์: วาระหลักของมนุษยชาติ” (พ.ศ. 2561) จัดทำโดย สถานีหนังสือ - Book Station ร่วมกับสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี และศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เผยแพร่ครั้งแรก: May 15, 2021
📖 อ่านบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง เจาะลึกแผนยึดครองอาณานิคมในการก่อตั้งรัฐอิสราเอล

Comments