กระบวนการเข้ายึดครองปาเลสไตน์ของไซออนิสต์เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นทศวรรษที่ 1880 และมีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากช่วงเปลี่ยนศตวรรษ จนมาถึงจุดสูงสุดด้วยกับการเข้ามารุกรานและยึดครองประเทศของอังกฤษในยุคก่อนจะสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ซึ่งทั้งหมดนี้นับว่าเป็นช่วงระยะเวลาแรกของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและกลายมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘อัน-นักบะฮฺ’ (al-Nakbah) หรือ ‘ปรากฏการณ์แห่งความหายนะ’ (The Catastrophe)
คำว่า นักบะฮ์ ถูกนำมาเริ่มใช้เพื่ออธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์ ซึ่งหมายถึงการปล้นชิงดินแดนปาเลสไตน์ การขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากดินแดนบ้านเกิดของพวกเขา การจัดการดินแดนที่ไม่สามารถปล้นชิง และการจัดการกับผู้คนที่ไม่สามารถขับไล่ให้อยู่ภายใต้การควบคุมและการกดขี่ข่มเหงอย่างเป็นระบบ
หากเราเข้าใจว่า นักบะฮ์ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ต่อเนื่องและสิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อช่วงสงครามที่เกิดขึ้นในปี 1948 รวมถึงผลกระทบเฉพาะที่ตามมาหลังจากนั้นไม่นาน แต่ความจริงแล้ว ปรากฎการณ์ นักบะฮ์ ควรมีความหมายครอบคลุมถึงเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องในประวัติศาสตร์ เป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่องมาตลอด 140 ปีที่ผ่านมาจวบจนถึงปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่การเข้ามาครั้งแรกของไซออนิสต์ที่มีแผนยึดครองดินแดนอาณานิคมในช่วงต้นปี 1880
① ฉากเปิดของการสูญเสียดินแดน
ฉากเปิดของการสูญเสียดินแดน หลังกฎหมายการแปรรูปที่ดินให้เป็นรัฐวิสาหกิจของจักรรวรรดิออตโตมัน
เมื่อกลับมาทบทวนกลยุทธ์ของไซออนิสต์ในการก่ออาชญากรรมนักบะฮ์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เราอาจพบเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ในตอนนี้ของอิสราเอลเพื่ออนาคตของอิสราเอล อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าการยึดครองถิ่นฐานของพวกเขาจะอยู่ครบถึง 100 ปี
คลื่นลูกแรกของการล่าอาณานิคมเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1868 โดยที่ผู้ล่าอาณานิคมชาวเยอรมันนิกายโปรเตสแตนต์ที่เชื่อในการกลับมาเกิดใหม่ของพระเยซูหรือที่รู้จักกันว่า ‘เทมพลาร์’ (Templers) ได้ตัดสินใจที่จะตั้งอาณานิคมหลายแห่งในปาเลสไตน์เพื่อเร่งการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์
ในขณะเดียวกัน หลังจากเหตุการณ์ในปี 1881 ที่ตอนนั้นชาวยิวในจักรวรรดิรัสเซียเองก็ต้องเจอกับเหตุการณ์กดขี่ข่มเหงรุนแรง มีการสังหารหมู่เกิดขึ้น หลายคนต้องหนีตาย กลุ่มหนุ่มสาวชาวยิวกลุ่มนี้จึงตัดสินใจวางแผนไปตั้งรกรากใหม่ในแผ่นดินปาเลสไตน์ด้วยเช่นกัน
พวกเขาเดินทางมาถึงในปี 1882 และสามารถซื้อที่ดินได้จากเงินสนับสนุนของเศรษฐีชาวยิวที่ใจบุญอย่างตระกูลรอธส์ไชลด์ (Rothschilds) แล้วพวกเขาซื้อที่ดินได้อย่างไร?
เรื่องนี้อาจต้องย้อนไปตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 ตอนที่จักรวรรดิออตโตมันปฏิรูปกฎหมายที่ดิน เดิมทีในจักรวรรดิออตโตมัน คนธรรมดาจะมีที่ดินเป็นของตัวเองได้ยาก ที่ดินส่วนใหญ่นั้นเป็นของรัฐ แล้วให้เช่าต่อไปยังเจ้าของที่ดินหรือเกษตรกร
หลังจากความพยายามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ของออตโตมัน ในปี 1858 ก็มีการร่างกฎหมายใหม่เพื่อเปลี่ยนสถานะที่ดินของหมู่บ้านหลายแห่งให้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวได้ แต่รัฐออตโตมันมองว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ที่ดินมันควรจะ “ผูกติด” กับคน ซึ่งก็คือชาวบ้านที่อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่นั้นอยู่แล้ว
ซึ่งช่องโหว่ตรงนี้จะกลายเป็นฉากเปิดของการสูญเสียดินแดนของชาวปาเลสไตน์ และการขับไล่พวกเขาออกจากดินแดนผ่านการใช้กฎหมายบังคับในภายหลัง
แม้ตอนแรก กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานไซออนิสต์รุ่นแรกยังคงเลือกซื้อพื้นที่ที่ยังรกร้าง คนอยู่น้อย เพราะรู้ว่าจะได้ไม่มีปัญหากับชุมชนท้องถิ่น ลดโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้ง
แต่หลังจากการปฏิรูปกฎหมายที่ดินให้เป็นรัฐวิสาหกิจ ก็มีเกษตรกรชนบทชาวปาเลสไตน์บางส่วนที่ไม่อยากลงทะเบียนที่ดินในหมู่บ้านของตนเองในชื่อตนเองเนื่องจากกลัวการเก็บภาษี ที่ดินของพวกเขาจึงถูกนำไปประมูลขายภายในสิบปีโดยพ่อค้าจากเมืองเบรุต เมืองเยรูซาเลม และเมืองอื่น ๆ โอกาสตรงนี้จึงถูกนำไปฉวยใช้โดยผู้ล่าอาณานิคมไซออนิสต์ในยุโรปที่ต้องการเข้าสู่ดินแดนปาเลสไตน์
เช่นเดียวกัน เจ้าของดินแดนชาวอาหรับที่ลำบากขาดแคลนบางส่วนก็จำใจขายที่ดินให้กับชาวยิวผู้ใจบุญ เช่น บารอน เอ็ดมอนด์ เดอ รอธส์ไชลด์ (Baron Edmond de Rothschild) ผู้จัดหาดินแดนให้กับชาวยิวรัสเซียที่รู้จักกันในนาม ‘กลุ่มคนรักไซออน’ (Hibbat Zion) ที่เรากล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งพวกเขาต้องการเข้ามาตั้งถิ่นฐานนิคมของตนในดินแดนปาเลสไตน์
เราจะเห็นว่า ที่ดินส่วนใหญ่ที่พวกเขาซื้อได้นั้นเป็นของเจ้าของที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ คือเจ้าของจริงอยู่ที่อื่น ไม่ได้อยู่ในปาเลสไตน์ การซื้อที่ดินเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่การโยกย้าย มันคือการถอนรากผู้คนที่ทำกินอยู่มาหลายชั่วคน เพราะเจ้าของที่ดินสามารถขายได้โดยไม่ต้องสนใจผู้เช่า ชาวบ้านที่เคยปลูกพืช ทำกินอยู่กับผืนดินมาหลายรุ่น ก็กลายเป็นคนไร้ที่ดินในชั่วข้ามคืน
นักปฐพีวิทยาและนักล่าอาณานิคมชาวโปแลนด์ ไฮม์ คาลวาริสกี (Chaim Kalvarisky) ผู้จัดการ สมาคมชาวยิวเพื่อการล่าอาณานิคม (Jewish Colonization Association) ซึ่งเป็นหนึ่งในแขนขาของขบวนการไซออนิสต์ ในปี 1920 เขาได้รายงานว่า เขาเป็นผู้ทำการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากดินแดนมาเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี นั่นคือตั้งแต่ช่วงยุค 1890 :
❝ คำถามของชาวอาหรับปรากฏขึ้นครั้งแรกต่อหน้าผม ซึ่งเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ผมดำเนินการจัดซื้อที่ดินครั้งแรกที่นี่ ผมจึงจำต้องขับไล่ชาวอาหรับออกจากดินแดนของพวกเขาเพื่อจุดประสงค์ในการตั้งรกรากให้แก่พี่น้องของเรา ❞ —ไฮม์ คาลวาริสกี
แม้ว่าการกวาดล้างที่เกิดขึ้นนี้เป็นไปตามการครอบครองที่ดินของไซออนิสต์ ซึ่งชอบด้วยกฎหมายภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเมื่ออังกฤษเข้ามาปกครอง กลุ่มไซออนิสต์หันไปผลักดันต่อผู้มีอำนาจอังกฤษที่ดูแลปาเลสไตน์ภายใต้อาณัติของสันนิบาตชาติ ให้ไม่ต้องสนใจธรรมเนียมเก่าของออตโตมัน และให้ถือว่าการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น ให้สิทธิในการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากหมู่บ้านได้
② การเข้ามาของจักรวรรดิอังกฤษ
การเข้ามาของจักรวรรดิอังกฤษ กับคำประกาศการเป็นพลเมืองปาเลสไตน์ ปี 1925
สิ่งแรกและสิ่งสำคัญที่สุดที่อังกฤษใช้เป็นเครื่องมือในการขายกิจการของรัฐให้กับเอกชนและขับไล่ชาวปาเลสไตน์จำนวนหลายแสนคนคือ ‘คำประกาศการเป็นพลเมืองปาเลสไตน์’ (Palestine Citizenship Order) ที่อังกฤษบังคับใช้กับประเทศในปี 1925 ตาม สนธิสัญญาโลซาน (Lausanne Treaty) ปี 1923
คำประกาศดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขเริ่มต้นหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งต่อดินแดนปกครองที่เคยเป็นของจักรวรรดิออตโตมันในอดีต ซึ่งตาม มาตราที่ 2 ของ คำประกาศการเป็นพลเมืองปาเลสไตน์ คือ ให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนกว่าหลายหมื่นคนที่กำลังอาศัยอยู่ต่างประเทศยื่นคำร้องเพื่อขอสัญชาติปาเลสไตน์ภายใน สองปี ก่อนจะถูกตัดสัญชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการระดับสูงของอังกฤษในปาเลสไตน์ได้ปรับระยะเวลาดำเนินการยื่นคำร้องให้ลดลงเหลือเพียง เก้าเดือน เท่านั้น
ในฐานะนักประวัติศาสตร์กฎหมายชาวปาเลสไตน์ ดร.มุอฺตัซ เกาะฟีชะฮฺ (Mutaz Qafisheh) ชี้แจงถึงกรณีการปรับระยะเวลาดำเนินการยื่นคำร้องภายในเก้าเดือนนี้ว่า :
❝ [เวลาเพียงเท่านี้]นั้นไม่เพียงพอสำหรับชาวพื้นเมืองปาเลสไตน์ที่กำลังทำงานหรือศึกษาอยู่ต่างประเทศเพื่อจัดการเรื่องการเดินทางสำหรับการกลับมายื่นคำร้องที่ประเทศบ้านเกิดของตน ดังนั้นส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้จึงกลายเป็นคนไร้สัญชาติ ในแง่มุมหนึ่งพวกเขาต้องสูญเสียสัญชาติเติร์ก [ออตโตมัน] ที่อาศัยอำนาจตามสนธิสัญญาโลซาน และในอีกแง่มุมหนึ่งพวกเขาก็ไม่สามารถรับสัญชาติปาเลสไตน์ตามคำประกาศการเป็นพลเมืองได้ ❞
ซึ่งตัวเลขประมาณการคร่าว ๆ ของคนจำนวนกลุ่มนี้อยู่ที่ 40,000 คน
③ เงื่อนไขที่แผนขับไล่ชาวปาเลสไตน์จะเป็นไปได้
แผนขับไล่ชาวปาเลสไตน์จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อไซออนิสต์มีอำนาจอธิปไตยเสียก่อน
ข้อถกเถียงของขบวนการไซออนิสต์นับตั้งแต่ยุค 1890 ถึงความเข้าใจของพวกเขาที่มีต่อคำว่า “การโยกย้ายประชากร" ชาวปาเลสไตน์นั้นมีรายละเอียดมากมาย อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงข้อตกลงร่วมกันระหว่างกลุ่มชนส่วนใหญ่ที่เป็น ไซออนิสต์แรงงาน (Labour Zionism) กับกลุ่มชนส่วนน้อยที่เป็น ไซออนิสต์ใหม่ ที่ยึดหลักการเปลี่ยนแปลงแก้ไข (Revisionist) ซึ่งกลุ่มใหม่นี้ได้แยกตัวออกมาจากกลุ่มไซออนิสต์แรงงานอีกทีหนึ่ง แต่ข้อสรุปของพวกเขาที่เห็นพ้องตรงกันต่อเรื่องนี้นั้นเป็นอะไรที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ด้วยเหตุนี้ชาวปาเลสไตน์จึงต้อง ถูกขับไล่ออกไป และที่ดินของพวกเขาก็ต้อง ถูกยึดครอง โดยการใช้ "กำลังบังคับ" แต่การที่จะทำเช่นนั้นได้ ไซออนิสต์ต้องมี "อำนาจอธิปไตย" เสียก่อน
นี่เป็นแผนการณ์ของ ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล (Theodor Herzl) ที่กล่าวไว้ในหนังสือของเขาปี 1896 ที่ชื่อว่า ‘รัฐยิว’ (Der Judenstaat หรือ The Jewish State) เฮอร์เซิลได้เขียนกล่าวไว้ส่วนหนึ่งจากหนังสือว่า :
❝ การแทรกซึมของชาวยิวจะต้องสิ้นสุดลงอย่างไม่เป็นท่า แม้ว่าการอพยพดูเหมือนจะสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่วันนั้นก็จะต้องดำเนินมาถึงอย่างแน่นอน คือวันที่ชาวพื้นเมืองเริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกคุกคาม พวกเขาจะบังคับให้รัฐบาลหยุดการไหลบ่าเข้ามาของชาวยิวจำนวนมาก และการอพยพเข้ามายังดินแดนแห่งนี้จึงมิอาจสำเร็จ เว้นเสียแต่ว่าเราจะมีอำนาจอธิปไตยและใช้มันในการอพยพให้ดำเนินต่อไปได้ ❞
ผู้นำไซออนิสต์หลายฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันต่อเรื่องนี้ ผู้นำไซออนิสต์ใหม่ที่ยึดหลักการเปลี่ยนแปลงแก้ไข (Revisionist) วลาดิมีร์ ฌาโบทิสกี (Vladimir Jabotinsky) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วอย่างชัดเจน ขณะที่ เดวิด เบนกูเรียน จะมีความระมัดระวังมากกว่า เขาจะใส่ใจให้ความสำคัญกับการโฆษณาชวนเชื่อและรอบคอบรัดกุมกว่าในแง่ของการเรียบเรียงแผนดำเนินการ และเขาก็ใจเย็นรอจนกว่าจะถึงเวลาที่คำสั่งการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ได้ออกมาเป็นนโยบายทางการผ่านอำนาจอธิปไตย
ด้วยเหตุนี้อังกฤษที่เข้ามาปกครองปาเลสไตน์จึงมิอาจขัดขืนต่อข้อเสนอนี้ได้ เมื่อพวกเขาออก รายงานคณะกรรมาธิการของพีล (Peel Commission Report) ปี 1937 ในช่วงระหว่างที่พวกเขาเข้ามาแทรกแซงปาเลสไตน์ครั้งใหม่เพื่อต้องการยุติสถานการณ์ความรุนแรงและการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1936 - 1939 (The Great Arab Revolt)
รายงานของรัฐบาลฉบับนี้เป็นข้อเสนอฉบับแรกของอังกฤษที่ออกมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่อนุญาตให้ชาวยิวไซออนิสต์ฉกชิงดินแดนปาเลสไตน์และขับไล่ชาวปาเลสไตน์จำนวนหลายแสนคนออกจากดินแดนเดิมของพวกเขา
④ แผนแบ่งเขตแดนของพีลปี 1937
แผนแบ่งเขตแดนของพีลปี 1937 คือพิมพ์เขียวสำหรับ “การโยกย้ายประชากร”
รายงาน คณะกรรมาธิการของพีล เรียกร้องให้มีการแบ่งเขตแดน (Peel Commission Partition Plan) ระหว่างชาวยิวอาณานิคมจากยุโรปและชาวปาเลสไตน์ที่เป็นเจ้าของดินแดน พร้อมเสนอว่าหากต้องการให้การแบ่งเขตแดนนี้บังเกิดผลจำเป็นต้องยึดครองดินแดนปาเลสไตน์จากชาวปาเลสไตน์และขับไล่พวกเขาออกจากพื้นที่อาศัยเดิม โดยทางรายงานได้อ้างถึง “การแลกเปลี่ยนประชากร” ระหว่างชาวกรีกและชาวตุรกีตาม สนธิสัญญาโลซานปี 1923
ข้อเสนอ “การแลกเปลี่ยนประชากร” ในปาเลสไตน์นั้นต้องข้องเกี่ยวกับการขับไล่ชาวปาเลสไตน์จำนวน 225,000 คนจากเขตแดนที่เสนอให้เป็นรัฐยิว และขับไล่ชาวยิวอาณานิคมอีก 1,250 คนออกจากเขตแดนที่เสนอให้เป็นรัฐปาเลสไตน์
ขณะที่ช่วงเวลานั้นชาวยิวครอบครองดินแดนในปาเลสไตน์เพียง 5.6 เปอร์เซ็นต์ของดินแดนทั้งหมด (รวมการครอบครองทั้งที่ได้มาจากการซื้อขายและการยกมอบที่ดินสาธารณะจากอังกฤษที่เพิ่งชนะสงคราม) โดยพื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณราบชายฝั่ง
เมื่อคณะกรรมาธิการของพีลเสนอให้มีการสถาปนารัฐยิวสำหรับชาวยิวอาณานิคมด้วยพื้นที่ถึง 1 ใน 3 ของดินแดนทั้งหมด รวมถึง ‘เขตกาลิลี’ (Galilee) ซึ่งเป็นเขตที่เดิมแล้วมีประชากรชาวอาหรับอาศัยและเป็นเจ้าของทั้งหมด จากข้อเสนอนี้หมายความว่าพวกเขาต้องยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็นกรรมสิทธิ์ของชาวปาเลสไตน์ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ดังกล่าว
⑤ อังกฤษล้มเลิกแผนของพีล
อังกฤษล้มเลิกแผนของพีล เพราะข้อเสนอนั้นละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎระเบียบของสันนิบาตชาติ
หลังจากที่ทางการของอังกฤษมีการลงนามรับรองให้ขับไล่ประชากรชาวปาเลสไตน์และยึดทรัพย์สินของพวกเขา เดวิด เบนกูเรียน เขียนกล่าวถึงเรื่องนี้ในบันทึกประจำวันของเขาว่า :
❝ การบังคับโยกย้ายประชากรชาวอาหรับจากเนินเขาที่เสนอให้เป็นเขตของรัฐยิวนั้นถือว่าเป็นการมอบสิ่งที่เราไม่เคยมีมาก่อนให้กับเรา แม้แต่วันที่เราดิ้นรนอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยุคสมัยของพระวิหารแรกและพระวิหารที่สอง เรากำลังได้รับโอกาสที่เราไม่เคยกล้าที่จะฝันถึงแม้แต่ในจินตนาการที่อุกอาจที่สุดของเรา นี่มันมากกว่าประเทศ มากกว่ารัฐบาล และมากกว่าอำนาจอธิปไตย มันคือการรวมชาติให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้มาตุภูมิที่อิสระ ❞
หลังจากที่มีคำสั่งตามรายงานคณะกรรมาธิการของพีล รัฐบาลอังกฤษก็ได้ดำเนินการประกาศความตกลงและข้อสรุปที่ได้จากรายงาน จากนั้นรัฐบาลอังกฤษก็พยายามที่จะผลักดันข้อเสนอของพีลเพื่อแบ่งเขตแดนปาเลสไตน์ให้ได้รับการรับรองและอนุมัติจาก สันนิบาตชาติ (League of Nations)
แต่ท้ายที่สุดแล้วอังกฤษก็ต้องละทิ้งข้อเสนอนี้ เพราะ การบังคับไล่พลเมืองชาวปาเลสไตน์ จำนวนมากออกนอกประเทศนั้นละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันได้ละเมิดกฎระเบียบของสันนิบาตชาติเสียเอง
⑥ ไซออนิสต์เดินหน้าแผนโยกย้ายประชากร
ไซออนิสต์เดินหน้าแผนโยกย้ายประชากร แต่ชะงักลงหลังเผชิญสงครามโลกครั้งที่ 2
อย่างไรก็ตาม คนของขบวนการไซออนิสต์กลับมอง รายงานคณะกรรมาธิการของพีล ว่าเป็นการมอบอำนาจแก่พวกเขาในการเปิดเผยแผนการขับไล่และการโจรกรรมดินแดนปาเลสไตน์ให้เป็นที่สาธารณะมากขึ้น พร้อม ๆ กับข้อเสนอของ วลาดิมีร์ ฌาโบทินสกี (Vladimir Jabotinsky) ที่มีอยู่แล้วก่อนหน้านี้ที่เรียกร้องให้มีการขับไล่ประชากรชาวปาเลสไตน์จำนวนมาก
เบนกูเรียน กล่าวประกาศในเดือนมิถุนายนปี 1938 ว่า :
❝ ข้าพเจ้าสนับสนุนแผนการบังคับการโยกย้ายประชากรและข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจะมีสิ่งใดที่ผิดศีลธรรมจากแผนการนี้ ❞
แถลงการณ์ของ เบนกูเรียน ได้รับการนำไปปฏิบัติเป็นนโยบายโดย องค์การชาวยิว (Jewish Agency) ซึ่งขณะนั้นถือว่าเป็นกระดูกสันหลังชิ้นสำคัญของขบวนการไซออนิสต์ที่รับผิดชอบกระบวนการขับเคลื่อนเพื่อจัดตั้งอาณานิคมชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ ซึ่งมีการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะเป็นครั้งแรกภายใต้ชื่อ ‘คณะกรรมการดำเนินการโยกย้ายประชากร’ (Population Transfer Committee) ในเดือนพฤศจิกายนปี 1937 สำหรับวางยุทธศาสตร์ในการใช้อำนาจบังคับเพื่อขับไล่ชาวปาเลสไตน์ หนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของคณะกรรมการดำเนินการโยกย้ายประชากรคือ โยเซฟ ไวทซ์ (Joseph Weitz) ผู้มีตำแหน่งอำนวยการกรมที่ดินขององค์การชาวยิว
ไม่นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่การรุกล่าอาณานิคมและการขับไล่ประชากรได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่มาจากนโยบายเดียวกันนี้ ทั้งแนวคิดและบทบาทของ ไวทซ์ ถือว่าเป็นใจกลางของแผนการทั้งสองดังคำกล่าวอันโด่งดังของ ไวทซ์ ที่พูดถึงแผนการนี้ไว้ว่า :
❝ ในหมู่พวกเราเองก็ต้องมีความชัดเจนว่าไม่มีพื้นที่ว่างใด ๆ ที่เหลือพอให้กับการอยู่ร่วมกันของทั้งสองชนชาติในประเทศแห่งนี้ ไม่มี 'การพัฒนา' ใด ๆ ที่สามารถช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายของเราในฐานะอิสรชนในประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ เมื่อใดที่ประชากรชาวอาหรับถูกโยกย้ายเมื่อนั้นประเทศนี้ถึงจะเปิดกว้างสำหรับเรา เมื่อใดที่ประชากรชาวอาหรับยังคงอาศัยอยู่ เมื่อนั้นประเทศนี้จะยังคงคับแคบและถูกจำกัด หนทางเดียวที่เรามีคือการโยกย้ายชาวอาหรับจากที่นี่ไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด พวกเขาทั้งหมดจะต้องออกไปเว้นไว้แต่ที่อยู่ในเบธเลเฮม นาซาเรธ และกรุงเยรูซาเลม นอกจากนี้แล้วจะต้องไม่มีแม้แต่หมู่บ้านเดียวหรือเผ่าพันธุ์เดียวจากพวกเขาที่คงเหลือเก็บไว้ที่นี่ ❞
นักประวัติศาสตร์ชาวปาเลสไตน์ ดร.นูร มะศ็อลหะฮฺ (Nur Masalha) ได้บันทึกในจดหมายเหตุว่า องค์การชาวยิว ได้จัดตั้ง คณะกรรมการดำเนินการโยกย้ายประชากรชุดที่สอง ในปี 1941 และตามด้วย คณะกรรมการชุดที่สาม ระหว่างดำเนินการยึดครองปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมปี 1948
ขณะที่การปฏิวัติของชาวปาเลสไตน์ได้ขัดขวางแผนการของอังกฤษ สงครามโลกครั้งที่สองก็ได้ดำเนินมาถึง ด้วยเหตุนี้อังกฤษจึงไม่สามารถจัดการกับปัญหาการลุกฮือในปาเลสไตน์ได้ แผนการขับไล่ชาวปาเลสไตน์จึงถูกพักไว้จนกว่าสงครามจะสิ้นสุดลง
⑦ อังกฤษยื่นปัญหาให้สหประชาชาติ
อังกฤษยื่นปัญหาให้สหประชาชาติ เกิดแผนแบ่งดินแดนของสหประชาชาติปี 1947
แผนแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ของสหประชาชาติ (UN Partition Plan for Palestine) ปี 1947 ได้กลายเป็นข้อเสนอใหม่ ขณะที่ข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการของพีล มีความประสงค์จะขโมยดินแดนทั้งที่เป็นที่ดินสาธารณะและที่ดินส่วนบุคคล อีกทั้งยังขับไล่ผู้คนออกจากถิ่นกำเนิดเดิม
แต่ แผนการแบ่งดินแดนของสหประชาชาติ นั้นเสนอเพียงให้มีการแบ่งอาณาเขตเฉพาะระหว่างรัฐของชาวยิวอาณานิคมและรัฐของชาวอาหรับปาเลสไตน์ ซึ่งข้อเสนอนี้ทำให้ชาวยิวอาณานิคมที่มีประชากรน้อยกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดกลับได้รับดินแดนมากกว่าครึ่งหนึ่งของดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมด
ข้อแตกต่างระหว่างข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการของพีล กับ ข้อเสนอของสหประชาชาติ คือ แผนแบ่งดินแดนของสหประชาชาติ นั้นมี "ข้อห้าม" อย่างชัดเจนถึงการยึดที่ดินส่วนบุคคลและการขับไล่ประชากรพื้นเมืองออกจากถิ่นกำเนิดเดิม
ขณะนั้นกลุ่มเคลื่อนไหวไซออนิสต์ก็ยอมรับแผนแบ่งดินแดนนี้ของสหประชาชาติ เว้นเพียงแต่ว่าพวกเขา "ละเมิดกฎทั้งหมด" ที่สหประชาชาติตั้งไว้และปฏิบัติราวกับว่าแผนนี้ของสหประชาชาติเป็นแผนแบ่งเขตแดนของคณะกรรมาธิการของพีล แม้กฎทั้งหมดจะถูกละเมิดแต่ปัจจุบันการกระทำเหล่านี้กลับกลายเป็นที่ยอมรับจากสหประชาชาติไปเสียแล้ว
แผนแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ของสหประชาชาติเป็นข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพัน ซึ่งไม่เคยได้รับการอนุมัติหรือรับรองโดย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) ดังนั้นข้อเสนอนี้จึงไม่เคยได้รับสถานะทางกฎหมาย
แต่กระนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาต่อมาคือแผนแบ่งดินแดนนี้ ที่กล่าวถึง “รัฐยิว” และ “รัฐอาหรับ” นั้นหมายความว่าอย่างไร? ด้วยเหตุที่ว่าอิสราเอลได้อ้างเอกสารฉบับนี้ในการรับมอบอำนาจเพื่อสถาปนารัฐตามความต้องการของตน โดยที่ชาวปาเลสไตน์และประชาคมโลกจะต้องยอมรับสิทธิในการมีอยู่ของ “รัฐยิว” สำหรับชาวยิวแทนที่จะเป็นรัฐอิสราเอลสำหรับพลเมืองทุกคน
ในแผนแบ่งดินแดนของสหประชาชาติได้ระบุชัดเจนว่า :
❝ ต้องไม่มีการแบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติใด ๆ ระหว่างผู้อยู่อาศัยบนพื้นฐานของเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือเพศสภาพ และไม่อนุญาตให้มีการเวนคืนที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของชาวอาหรับในรัฐยิว (โดยชาวยิวในรัฐอาหรับ) ยกเว้นว่าเป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์ ในกรณีที่มีการเวนคืนที่ดิน เจ้าของที่จะต้องได้รับเงินค่าทดแทนทั้งหมดตามที่ศาลฎีกาได้กำหนดไว้ก่อนเริ่มดำเนินการ ❞
เมื่อถึงวันประกาศ “สถาปนาจัดตั้งรัฐอิสราเอล” ในวันที่ 14 พฤษภาคม 1948 กองกำลังไซออนิสต์ได้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์กว่า 440,000 คน ออกจากถิ่นกำเนิดเดิมของพวกเขา และอีกหลายเดือนถัดมาหลังจากนั้น กองกำลังไซออนิสต์ก็ได้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์เพิ่มอีก 360,000 คน
⑧ รัฐอิสราเอลละเมิดกฎที่สหประชาชาติตั้งไว้
เห็นได้ชัดว่าข้ออ้างของอิสราเอลในการสถาปนารัฐที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวยิวนั้นได้สร้างขึ้นมาผ่านกระบวนการกำจัดชาติพันธุ์ซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ จาก แผนแบ่งดินแดนของสหประชาชาติ แต่กลับเป็นการดำเนินตามข้อสนับสนุนที่ได้รับจาก รายงานของคณะกรรมาธิการของพีล
การให้ความหมาย “รัฐยิว” ของอิสราเอลจึงไม่สอดคล้องกับความหมายตามแผนแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ของสหประชาชาติในแง่ของรัฐที่ให้สิทธิทางเชื้อชาติและศาสนาแก่พลเมืองชาวยิวเหนือกว่าพลเมืองคนอื่นที่มิใช่ชาวยิว ทั้งในทางขนบธรรมเนียมและในทางกฎหมายดังที่อิสราเอลได้ปฏิบัติไว้
แผนแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ของสหประชาชาติ ที่เป็นฐานให้กับการสถาปนารัฐอิสราเอลโดยแรกเริ่มนั้นถูกจินตนาการให้เข้าใจว่าเป็นรัฐยิวที่มีชาวอาหรับเป็นชนส่วนใหญ่ (ซึ่งภายหลังได้มีการแก้ไขให้รวมประชากรชาวอาหรับได้เพียง 45 เปอร์เซ็นต์) แผนแบ่งดินแดนของสหประชาชาติจึง "ไม่เคย" จินตนาการถึงสถานะของ รัฐยิวที่บริสุทธิ์ปลอดชาติพันธุ์อาหรับ (Araberrein) ดังที่อิสราเอลคาดหวังจะให้เป็นเช่นนั้น รวมถึงชาวยิวอิสราเอลหลายคนในปัจจุบันก็ยังคงเฝ้ารอให้ถึงวันนั้น วันที่อิสราเอลดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นอิสระจากชนชาติอาหรับ
ในขณะที่ปาเลสไตน์ถูกแบ่งออกเป็น 16 เขต มีดินแดนที่ตั้งอยู่ในเขตที่เสนอให้เป็นรัฐยิวถึง 9 เขต ยิ่งกว่านั้นชาวอาหรับปาเลสไตน์กลับเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเขตที่เสนอให้เป็นรัฐยิวถึง 8 เขต จาก 9 เขตทั้งหมด
ไม่มีส่วนใดจาก แผนแบ่งดินแดนของสหประชาชาติ ที่อนุญาตให้ตีความคำว่า "รัฐยิว" ว่าเป็นการกำจัดชาติพันธุ์หรือการตั้งอาณานิคมของกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในดินแดนส่วนบุคคลที่ยึดครองได้มาจากอีกชาติพันธุ์หนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแผนของสหประชาชาตินั้นเล็งเห็นว่าชาวอาหรับในรัฐยิวจะมีสถานะเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ตามสัดส่วน แต่ในเชิงปริมาณนั้นมีจำนวนมาก อีกทั้งยังกำหนดให้มอบคืนสิทธิที่ควรจะให้แก่ชนกลุ่มน้อยที่อยู่อาศัยตามแต่ละรัฐ
สถานการณ์ทางด้านประชากรศาสตร์เหล่านี้จะไม่เป็นปัญหากับรัฐอาหรับ เนื่องจากแผนของสหประชาชาติคาดการณ์ว่ารัฐอาหรับจะมีประชากรชาวยิวเพียง 1.36 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ขบวนการไซออนิสต์รับทราบและเข้าใจถึงความขัดแย้งระหว่างแผนแบ่งดินแดนของสหประชาชาติเป็นอย่างดี และบนพื้นฐานของความเข้าใจดังกล่าว กลุ่มเคลื่อนไหวไซออนิสต์ก็ยังคงดำเนินให้มีการขับไล่ประชากรชาวอาหรับส่วนใหญ่ออกจากดินแดนที่เสนอให้เป็นรัฐยิวตามข้อมติที่เสนอโดย คณะกรรมาธิการของพีล
แต่กระนั้นกลุ่มเคลื่อนไหวไซออนิสต์ก็ไม่สามารถทำให้รัฐอิสราเอลเป็นรัฐที่ปราศจากชาติพันธุ์อาหรับได้ และมันก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากขึ้นและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จะดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จเมื่อวันเวลาได้ผ่านพ้นไป
⑨ สิทธิพลเมืองของชาวอาหรับในรัฐอิสราเอล
ทุกวันนี้ประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรอิสราเอลเป็นชาวอาหรับปาเลสไตน์ที่ถูกกีดกันจากลัทธิชาตินิยมชาวยิวไม่ให้มีส่วนร่วมในฐานะพลเมืองที่สามารถอาศัยร่วมกันกับพวกเขา อีกทั้งยังต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติทางกฎหมายในฐานะที่พวกเขาไม่ใช่พลเมืองชาวยิว
ไซออนิสต์ส่วนใหญ่รวมถึงนักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอลคนสำคัญ เบนนี มอร์ริส (Benny Morris) ให้เหตุผลว่าการปรากฏตัวของชาวอาหรับในรัฐยิวต่างหากที่ผลักดันให้มีการประดิษฐานการเหยียดเชื้อชาติไว้ในกฎหมายเหล่านี้ มิฉะนั้นอิสราเอลก็จะสามารถขับไล่ชาวปาเลสไตน์ได้ทั้งหมดแล้วมิใช่หรือ กฎหมายฉบับเดียวที่สามารถรักษาสถานะของชาวยิวไว้ได้คือกฎหมายการอพยพเข้าเมืองตามที่พระราชบัญญัติกำหนดไว้
ตรงกันข้ามกับแผนแบ่งดินแดนของสหประชาชาติ สำหรับอิสราเอลแล้วความหมายของคำว่า “รัฐยิว” นั้นได้แก่ การขับไล่ชาวอาหรับที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ออกนอกประเทศ การปฏิเสธที่จะรับชาวอาหรับกลับมายังประเทศกำเนิดเดิมของพวกเขา การยึดแผ่นดินของชาวอาหรับเพื่อตั้งรกรากให้เฉพาะชาวยิวอยู่อาศัย และการบัญญัติกฎหมายเลือกปฏิบัติหลายมาตราที่บังคับใช้กับชาวอาหรับที่ยังคงอยู่อาศัยในประเทศ
สิ่งที่อิสราเอลยังคงเรียกร้องในทุกวันนี้คือการให้ องค์การบริหารปาเลสไตน์ (Palestinian Authority: PA) และชาติอาหรับทั้งหมดยอมรับสิทธิของตนในการเป็นรัฐยิว ซึ่งจากความเข้าใจตรงนี้พวกเขาไม่ได้หมายความว่าประชาคมโลกจะต้องยอมรับความเป็นรัฐยิวตาม ข้อเสนอการแบ่งดินแดนของสหประชาชาติ แต่ให้ประชาคมโลกยอมรับการมีอยู่ของรัฐยิวตามที่ชาวอิสราเอลเข้าใจ ยึดมั่น และถือปฏิบัติมาตลอด
ในปี 2018 ภายใต้รัฐบาลสมัยของ เบนจามิน เนทันยาฮู ที่ผ่านร่าง “กฎหมายรัฐชาติยิว” (Jewish Nation-State Law) ซึ่งเนื้อความในกฎหมายได้ระบุว่า :
❝ อิสราเอลเป็นมาตุภูมิทางประวัติศาสตร์ของชาวยิว และชาวยิวเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการกำหนดชะตากรรมของชาติด้วยตนเอง ❞
หมายความว่ามุสลิมและคริสเตียนที่เป็นชาวอิสราเอลจะไม่มีสิทธิ์ในฐานะพลเมืองเทียบเท่ากับชาวยิว
❝ ภาษาฮิบรูเป็นภาษาทางการเดียวของรัฐ ❞
ซึ่งที่ผ่านมา 70 ปี อิสราเอลได้ให้ทั้งภาษาอาหรับและภาษาฮิบรูเป็นภาษาทางการของรัฐ แต่หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ผ่านร่างแล้ว สถานะของภาษาอาหรับก็จะถูกลดทอนลงไป
กฎหมายฉบับนี้ได้หักล้างคำกล่าวอ้างที่มีเสมอมาว่า อิสราเอลเป็นประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตย (Liberal Democracy) ตามรายงานการสืบสวนขององค์การสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ Human Rights Watch และ Amnesty International หรือองค์การสิทธิมนุษยชนของอิสราเอลเอง อย่าง B'Tselem ก็ได้ประกาศและนิยาม "รัฐอิสราเอล" ว่า :
❝ [เป็น]รัฐที่มีระบอบการปกครองแบบแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิว (Apartheid Regime) ❞
ซึ่งเป็นระบอบการปกครองลักษณะเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่แอฟริกาใต้ นับว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และมีโทษภายใต้ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (the Rome Statute of the International Criminal Court)
⑩ สรุป 3 ช่วงระยะ : แผนขับไล่ชาวปาเลสไตน์
สรุปสามช่วงระยะ : แผนขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากรัฐยิว
แผนการของขบวนการไซออนิสต์ที่ต้องการให้เกิด นักบะฮ์ ยังคงแน่วแน่มาตลอดตั้งแต่ข้อเสนอของ ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล
หาก รายงานของคณะกรรมาธิการของพีล เป็นการส่งสัญญาณครั้งแรกถึงการรับรองแผนการดังกล่าวของรัฐบาลตะวันตก และ แผนแบ่งดินแดนของสหประชาชาติ กลับไม่เป็นไปตามที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ ด้วยเหตุนี้ นักบะฮ์ ที่บังคับกระทำต่อชาวปาเลสไตน์นั้นสามารถมองให้เข้าใจได้ผ่านแผนดำเนินงานที่แบ่งออกเป็น “สามช่วงระยะ”
ช่วงระยะแรกคือช่วงก่อนแผนแบ่งดินแดนของสหประชาชาติ อีกสองช่วงระยะถัดมานั้นเกิดขึ้นหลังจากความล้มเหลวขององค์การสหประชาชาติในการดำเนินแผนการดังกล่าว
◾️ ช่วงระยะที่ 1 : ปี 1880-1947
ไซออนิสต์ได้สนับสนุนพันธมิตรที่เป็นรัฐบาลอธิปไตย (จักรวรรดิออตโตมันและอังกฤษ) ในการจัดซื้อที่ดินและจัดหาที่ดินของรัฐผ่านการยินยอมจากรัฐอธิปไตยดังกล่าว รวมถึงขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเริ่มร่างโครงสร้างรัฐที่ออกแบบมาให้เลือกปฏิบัติและสร้างกลไกทางเศรษฐกิจที่เหยียดเชื้อชาติซึ่งกีดกั้นการเข้ามามีส่วนร่วมของพลเมืองท้องถิ่นเดิม เพื่อตระเตรียมการใช้กำลังเข้ายึดครองที่ดินส่วนที่เหลือและบังคับการขับไล่ประชากรท้องถิ่นเดิมออกจากพื้นที่
แต่เบื้องหน้าสื่อต่าง ๆ ที่ออกมาประชาสัมพันธ์นั้น ชาวปาเลสไตน์ที่ถูกขับไล่กลับได้รับการนำเสนอในฐานะผู้พ่ายแพ้ที่แสดงอาการไม่พอใจ อีกทั้งยังนำเสนอว่าการขับไล่นั้นชอบด้วยกฎหมายและถูกต้องตามหลักศีลธรรม และเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีเรื่องน่าเศร้าใจแต่อย่างใด (ตามข้อสังเกตของไฮม์ คาลวาริสกี)
◾️ ช่วงระยะที่ 2 : ปี 1947-1993
ในช่วงระยะที่สองได้เกิดการเข้ายึดครองดินแดนและการใช้กำลังขับไล่ประชาชนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในช่วงปี 1947 - 1950 เหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ที่ประกาศสถาปนารัฐอิสราเอลปี 1948 และในช่วงปี 1967 - 1968 เกิดขึ้นในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาที่ถูกยึดครอง ไปจนถึงที่ราบสูงโกลันของซีเรียและคาบสมุทรไซนายของอียิปต์
อิสราเอลได้บัญญัติกฎหมายใหม่ให้การยึดทรัพย์ที่ดินและการป้องกันการกลับมาของผู้ลี้ภัยที่ถูกขับไล่นั้นชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเหยียดเชื้อชาติด้วยกฎหมายที่เพิกถอนสิทธิความเท่าเทียมของพลเมืองท้องถิ่นที่คงอาศัยอยู่ในประเทศ ไปจนถึงการจำกัดการเข้าถึงดินแดนและที่อยู่อาศัยในประเทศของพวกเขา
นอกจากนี้ไซออนิสต์ยังมีกระบวนการเลือกหรือสร้างลำดับชนชั้นทางสังคมของผู้สมรู้ร่วมคิดชาวอาหรับ และแต่งตั้งพวกเขาเหล่านั้นให้มาเป็นผู้นำของชาวปาเลสไตน์ เช่น ผู้นำหมู่บ้านที่เรียกว่า ‘อัลมุคตารฺ’ (the Mukhtars) ในปี 1948 และ ‘วิลเลจ ลีกส์’ (the Village Leagues) ในปี 1967
ขณะเดียวกันพวกเขาก็ทําลายความชอบธรรมของผู้ลี้ภัยที่รอดชีวิตว่าเป็นเหยื่อจากการกระทำตัวเองให้อยู่ในสถานะเช่นนั้นด้วยการอ้างว่าพวกเขาได้ละทิ้งข้อตกลง ซึ่งสถานะของพวกเขาไม่ได้เป็นผลที่เกิดมาจากนโยบายการขับไล่ของขบวนการไซออนิสต์แต่อย่างใด
แผนการอันแยบยลเหล่านี้ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ตามวาระต่าง ๆ ทั้งในรัฐอิสราเอลเองและในดินแดนยึดครองปี 1967 เว้นเพียงแต่ความพยายามในการสร้างผู้นำที่สมรู้ร่วมคิดชาวปาเลสไตน์ แม้จะสำเร็จบ้างบางส่วนแต่ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จที่มีผลชั่วคราวเท่านั้น
◾️ ช่วงระยะที่ 3 : ปี 1993-2018
แม้ว่าการขับไล่มวลประชาชนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในช่วงเวลานี้ แต่การขับไล่ประชาชนในระดับปัจเจกที่ชอบด้วยกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป เช่นเดียวกันกับการยึดทรัพย์ที่ดินของประชาชนซึ่งมีกฎหมายรับรองก็ยังคงดำเนินต่อไปโดยปลอดอุปสรรค
นอกจากนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญซึ่งควรค่าแก่การจับตามอง ได้แก่ การเลือกตำแหน่งผู้นำชาวปาเลสไตน์ แทนที่ไซออนิสต์จะสร้างผู้นำทางเลือกใหม่เข้ามาแทนผู้นำชาวปาเลสไตน์ที่ต่อต้านอาณานิคม แม้ว่าความพยายามนี้จะล้มเหลวในท้ายที่สุด แต่อิสราเอลกลับมุ่งความสนใจไปยังการเลือกผู้นำชาตินิยมปาเลสไตน์ที่ชอบธรรมและมีบทบาทโดดเด่นในอดีตอย่าง องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Palestinian Liberation Organization: PLO) แล้วพยายามเปลี่ยนให้เป็นคณะทำงานที่สมคบกับอิสราเอลและเป็นสมุนรับใช้อาณานิคมไซออนิสต์ในรูปของรัฐบาลปกครองตนเองที่เรียกว่า ‘คณะปกครองปาเลสไตน์’ (Palestinian Authority: PA)
อิสราเอลยังมีความพยายามที่จะดึงคำรับรองอย่างเป็นทางการจากตำแหน่งผู้นำที่ร่วมสมคบคิดเหล่านี้ โดยให้พวกเขายอมรับว่าผู้ยึดครองอาณานิคมไซออนิสต์นั้นเคยมีและยังคงมีความชอบธรรมมาตลอด รวมถึงการขับไล่ชาวปาเลสไตน์และการขโมยที่ดินของพวกเขาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นก็มีความชอบธรรมด้วยเช่นเดียวกัน
ด้วยความพยายามเหล่านี้จึงเกิดเป็นข้อตกลงออสโล (Oslo Accords) และข้อตกลงอีกหลายฉบับที่คณะปกครองปาเลสไตน์ (PA) และอิสราเอลได้ลงนามร่วมกันตั้งแต่นั้นมา
เมื่ออ้างอิงจากยุทธศาสตร์ดังกล่าวที่ดำเนินมาตลอดทั้งสามช่วงระยะเวลานี้ เราสามารถคาดการณ์อนาคตอีก 30 ปีข้างหน้าได้ถึงความพยายามของไซออนิสต์ที่ต้องการให้รัฐอิสราเอลสามารถอยู่ยงคงกระพันถึงอายุ 100 ปี และความพยายามของไซออนิสต์ที่ต้องการให้ปรากฏการณ์ นักบะฮ์ ดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และการถอดถอนชาวปาเลสไตน์ออกจากรัฐอิสราเอลจะต้องบรรลุอย่างถาวรแบบไม่มีวันหวนคืน
⑪ อนาคตของรัฐอิสราเอล
ช่วงระยะสำหรับอนาคตนั้นได้เดินหน้าไปเรียบร้อยแล้ว และมันจะเกี่ยวเนื่องอย่างมากต่อความพยายามของอิสราเอลที่จะขับไล่ประชาชนชาวปาเลสไตน์ที่เหลืออยู่จำนวน 2 ใน 3 รวมถึงการถอดถอนสิทธิของพวกเขาที่มีต่อดินแดนเหล่านั้นทั้งหมด
นี้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วงระยะที่ 3 ตั้งแต่การขจัด องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ทิ้งในฐานะองค์กรที่มีศักยภาพซึ่งแสดงภาพตัวแทนของชาวปาเลสไตน์ทั้งหมด อาจด้วยการสร้าง คณะปกครองปาเลสไตน์ (PA) ขึ้นมาในนามตัวแทนของเขตเวสต์แบงก์ (ไม่นับเยรูซาเลม) และฉนวนกาซาเพียงเท่านั้น
อิสราเอลได้ทิ้งประเด็นผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ไปพร้อม ๆ กับการพูดคุยตกลงด้านสถานะขั้นสุดท้าย (Final Status) ที่ล้มเหลวมาตลอดและไม่เคยมีข้อตกลงอะไรออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้อิสราเอลหวังที่จะให้มีการยกเลิก สิทธิการกลับถิ่นกำเนิดเดิม (Right of Return) ของชาวปาเลสไตน์ที่รับรองโดยสหประชาชาติให้มีผลอย่างเป็นทางการ รวมถึงการจัดประเภทผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ให้มีสถานภาพเป็นผู้ลี้ภัยทั่วไปกว้าง ๆ แบบไม่เจาะจง
ความพยายามที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่จะทำลาย องค์กรบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติ (UNRWA) สำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งแผนการดังกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย
สำหรับช่วงระยะของอนาคตซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการนี้ อิสราเอลก็ยืนกรานที่จะกำจัดภาพการแสร้งอุดมการณ์ชาตินิยมของ คณะปกครองปาเลสไตน์ (PA) ให้หมดไป และทำให้มั่นใจว่า คณะปกครองปาเลสไตน์ (PA) ที่สมรู้ร่วมคิดจะต้องไม่เรียกร้องให้มีการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของ นักบะฮ์ แม้แต่นิดเดียว
ท้ายที่สุดในช่วงระยะนี้ อิสราเอลมีวัตถุประสงค์ที่จะโดดเดี่ยวผู้รอดชีวิตชาวปาเลสไตน์จากการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของ เหตุการณ์นักบะฮ์ นับตั้งแต่อดีตซึ่งดำเนินมาแล้วเป็นระยะเวลากว่า 140 ปี และความพยายามที่จะห้อมล้อมพวกเขาด้วยศัตรูชาติอาหรับ ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นพันธมิตรคนสนิทของอิสราเอล หรืออย่างน้อยที่สุดก็ประกาศเป็นศัตรูกับชาวปาเลสไตน์ที่ร่วมต่อสู้กับ เหตุการณ์นักบะฮ์
ขณะที่นักการเมืองและปัญญาชนชาวอาหรับและชาวปาเลสไตน์ ทั้งที่เป็นสายเสรีนิยมและสายเสรีนิยมใหม่ รวมถึงผู้ปกครองชาติอาหรับที่ขึ้นมาในแบบที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง ต่างก็มีข้อตกลงที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้เพื่อแลกกับการประกันอนาคตของตนเอง ซึ่งปัจจุบันถูกนำมาเชื่อมโยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับอนาคตของอิสราเอลและความไม่สิ้นสุดของ เหตุการณ์นักบะฮ์ และสุดท้ายคือทิ้งไว้ให้เหลือเพียงประชาชนชาวปาเลสไตน์ที่คงดำเนินการต่อต้านและต่อสู้กับแผนการเหล่านี้
การต่อต้านของชาวปาเลสไตน์ที่มีต่อการยึดครองและปรากฏการณ์นักบะฮ์ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคตจะคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะในอิสราเอล ในเขตเวสต์แบงก์ (รวมเยรูซาเลม) ในกาซา หรือในเมืองพลัดถิ่นจากการที่พวกเขาถูกเนรเทศ ทั้งหมดนี้จะยังคงอยู่ต่อไปแม้ว่าอิสราเอลพยายามที่จะทำลายมันทั้งหมดก็ตาม
ด้วยข้อขัดแย้งระหว่างรัฐอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐานกับบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศ ยิ่งทำให้ความพยายามที่มิชอบด้วยกฎหมายของอิสราเอลที่จะขับไล่มวลประชาชนชาวปาเลสไตน์นั้นดำเนินการยากมากขึ้น จึงเกิดเป็นข้อเสนอใหม่ให้มีการขับไล่พลเมืองชาวปาเลสไตน์ที่อยู่ภายใต้รัฐอิสราเอลออกไปโดยสมัครใจและเห็นชอบด้วยกฎหมายผ่านข้อตกลงสุดท้าย (ที่คล้ายคลึงกับข้อเสนอของพีล) ซึ่งลงนามร่วมกับคณะปกครองปาเลสไตน์ (PA) ที่สมรู้ร่วมคิด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันเป็นข้อเสนอที่ง่ายแก่การลงนามบนกระดาษมากกว่าการปฏิบัติจริง
จะให้เกิดปรากฏการณ์นักบะฮ์นั้นต้องอาศัยทั้งการพิชิตและยึดครองดินแดนปาเลสไตน์รวมถึงการขับไล่ประชาชนชาวปาเลสไตน์ทั้งหมด ดังนั้นหากต้องการให้นักบะฮ์เกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคตก็นับว่ายังมีอุปสรรคอีกมากมายที่คอยขัดขวางอิสราเอลอยู่ตลอด ตอนนี้จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง
มองจากมิติภายในประเทศแล้ว พลเมืองชาวปาเลสไตน์ที่อยู่ภายใต้รัฐอิสราเอลกำลังรวมตัวเคลื่อนไหวต่อต้านความเป็นอาณานิคมและความเป็นรัฐยิวแบบสุดโต่ง อีกทั้งยังเรียกร้องให้มีการถอดถอนกฎหมายเหยียดเชื้อชาติอีกหลายมาตรา คณะปกครองปาเลสไตน์ (PA) ที่สมรู้ร่วมคิดขณะที่ยังคงมีอำนาจในเขตเวสต์แบงก์ก็กำลังจะสูญเสียเศษซากชิ้นสุดท้ายของความชอบธรรมทั้งหมดด้วยกับการรอการจากไปของ มะห์มูด อับบาส (Mahmoud Abbas)
การต่อต้านที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซาที่ดำเนินการโดยประชาชนชาวปาเลสไตน์และกองกําลังทางทหารของฮามาสก็ไม่เคยเลยที่จะอ่อนแอลง แม้ว่าอิสราเอลจะทำการรุกรานอย่างต่อเนื่องและทำการสังหารอย่างโหดเหี้ยมเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตนับพันรายตั้งแต่ปี 2005 เมื่ออิสราเอลถอนผู้ตั้งถิ่นฐานของตนเองออกและเคลื่อนกองกำลังยึดครองจากตอนกลางของประเทศไปยังเส้นพรมแดนกาซา ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาได้ดำเนินการปิดล้อมโดยการใช้กองกำลังบังคับอย่างไร้มนุษยธรรม
หากการประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิในการกลับเข้าไปยังดินแดนปาเลสไตน์ของผู้อพยพหรือที่เรียกกันในชื่อแคมเปญ ‘การเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่เพื่อหวนคืน’ (Great March of Return) ในช่วง 3-4 ปีที่แล้วจะเป็นตัวชี้วัดใด ๆ ได้บ้าง สิ่งนั้นคือเจตจำนงของชาวปาเลสไตน์ที่ยังคงแน่วแน่และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
หากมองจากมิติระหว่างประเทศแล้วเราจะเห็นการเคลื่อนไหว ‘แคมเปญบีดีเอส’ (Boycott, Divestment and Sanctions: BDS) หรือมาตรการเพื่อการคว่ำบาตร ถอนกิจการ และดำเนินมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจและการเมืองของอิสราเอลค่อย ๆ ขยายตัวมากขึ้นและได้ปลีกแยกรัฐอิสราเอลให้โดดเดี่ยว ซึ่งการสนับสนุนแคมเปญนี้อาจยกเว้นไว้ในรัฐบาลตะวันตกและรัฐบาลชาติอาหรับบางประเทศ
ขณะที่ทางการของรัฐบาลตะวันตกและระบอบการปกครองของชาติอาหรับให้การสนับสนุนอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไข พวกเขาก็ยังปฏิเสธอย่างเด็ดขาดที่จะอนุญาตให้อิสราเอลขับไล่ชาวปาเลสไตน์จำนวนกว่า 6.5 ล้านคนที่อาศัยอยู่ภายใต้การปกครองอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐานของอิสราเอล ไม่ว่าจะเป็นเขตแดนในปี 1948 หรือปี 1967 ก็ตาม
ถึงกระนั้นสิ่งที่พวกเขาอนุญาตได้แก่ การยึดทรัพย์ที่ดินชาวปาเลสไตน์นั้นสามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกดขี่ สังหาร กักขังชาวปาเลสไตน์ต่างก็สามารถกระทำได้ และด้วยการกระทำเช่นนี้เองที่ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่สนับสนุนการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ แต่พวกเขาก็สนับสนุนแผนการนักบะฮ์อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่ตั้งใจไว้ของอิสราเอล
นี่เป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอิสราเอลมาโดยตลอด หลังจากที่อิสราเอลชนะสงคราม 6 วันในปี 1967 โกลดา เมอีร์ (Golda Meir) ผู้ที่ได้รับสมญานามว่าเป็น ‘สตรีเหล็กแห่งการเมืองอิสราเอล’ ได้ถาม นายกรัฐมนตรีเลวี เอชโคล (Levi Eshkol) ว่า :
❝ อิสราเอลจะจัดการกับชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ที่นี่อีกหลายล้านคนอย่างไร? ไหน ๆ เราก็คงไม่มอบดินแดนที่เรายึดครองกลับคืนให้แก่พวกเขา อีกทั้งเราก็ไม่สามารถกว้านไล่พวกเขาให้ออกไปจากดินแดนแห่งนี้ทั้งหมดได้อีกต่อไป ❞
นายกรัฐมนตรีเอชโคล จึงตอบกลับมาว่า :
❝ สินสอดทองหมั้นอาจทำให้คุณพึงพอใจได้ แต่เจ้าสาวนั้นมิอาจ[ทำให้คุณพึงพอใจ] ❞
เมื่อมองจากบริบททั้งหมดนี้ ดูเหมือนว่านักบะฮ์แทบจะไม่มีอนาคตเลยสักนิดเดียว เว้นแต่ว่าผู้นำของอิสราเอลจะเชื่อว่าพวกเขามีวิธีการใหม่ ๆ ในการขับไล่มวลประชาชนชาวปาเลสไตน์นับล้านคนด้วยการใช้กองกำลังบังคับ และปี 2018 นี้เอง ในวันครบรอบ 70 ปีของการสถาปนาจัดตั้งรัฐอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐานของชาวยิว จึงนับว่าถูกต้องแล้วที่ เบนจามิน เนทันยาฮู จะต้องวิตกกังวลใจเป็นอย่างยิ่งว่า ชะตากรรมของอิสราเอลนั้นอาจไปไม่รอดถึง 100 ปี
เฉกเช่นเดียวกันกับอนาคตของนักบะฮ์ก็จะมีความเป็นไปไม่ต่างอะไรกับอนาคตของอิสราเอล ซึ่งมันจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังให้เป็นประวัติศาสตร์เท่านั้นเอง
แปลและเรียบเรียง: Sh.Budhavajana
◉ แกนเนื้อหาแปลจากบทความ “อนาคตของนักบะฮ์” (The Future of the Nakba) โดย Joseph Massad ศาสตราจารย์ด้านการเมืองอาหรับสมัยใหม่และประวัติศาสตร์ภูมิปัญญา ประจำสาขาตะวันออกกลาง เอเชียใต้และแอฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เผยแพร่เมื่อ 19 มีนาคม 2017 ทางเว็บไซต์ electronicintifada.net
ซึ่งบรรจุอยู่ในบทหนึ่งของหนังสือ “ปาเลสไตน์: วาระหลักของมนุษยชาติ” (พ.ศ. 2561) จัดทำโดย สถานีหนังสือ - Book Station ร่วมกับสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี และศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เผยแพร่ครั้งแรก: May 18, 2021 (ฉบับล่าสุดนี้ได้รับการเกลาเนื้อหาบางส่วน)
📖 อ่านบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง ย้อนไทม์ไลน์ 100 ปี ตอบคำถาม 'รัฐอิสราเอล' เกิดขึ้นได้อย่างไร

Comments