ศาสตราจารย์ ดร. อิลาน ปัปเป นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ชาวยิวอิสราเอลได้แจงเหตุผลว่า ทำไมปัญหาปาเลสไตน์ถึงเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก? และทำไมมันถึงเป็นวาระสำคัญของมนุษยชาติร่วมกันทั้งหมด?
เพราะโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในโลกทั้งที่ซีเรีย อิรัก ลิเบีย เยเมน หรือปัญหาผู้ลี้ภัยในยุโรปและอเมริกา หรือแม้แต่ความไม่เสถียรภาพในตะวันออกกลางและนอกตะวันออกกลาง ล้วนสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับปาเลสไตน์ในอดีตและสิ่งที่เกิดขึ้นกับปาเลสไตน์ในทุกวันนี้
1️⃣ การต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐาน
ปาเลสไตน์ยังคงเป็นวาระสำคัญของเราทุกวันนี้ เพราะในทางศีลธรรมแล้ว นี่คือพื้นที่สุดท้ายที่มีการต่อสู้ของชนพื้นเมืองกับ ลัทธิล่าอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐาน (Settler Colonialism) ที่ยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
แม้ว่าหลายประเทศจะเคยประสบกับลัทธิล่าอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐานมาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแอฟริกาใต้ แต่ประเทศเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการปฏิรูปและสร้างความเปลี่ยนแปลงมาแล้ว
ขณะที่ปาเลสไตน์เป็นดินแดนแห่งเดียวที่ลัทธินี้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นเหมือนตัวแทนของการต่อสู้ของชนพื้นเมืองและชนกำเนิดดั้งเดิมทั่วโลก
[ ลัทธิล่าอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐานคืออะไร ]
ลัทธิล่าอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐาน (Settler Colonialism) คือการเคลื่อนไหวของชนชาติยุโรปที่หลบหนีจากการกดขี่ข่มเหงในยุโรป พวกเขาเดินทางไปยังดินแดนใหม่และพบกับชนพื้นเมืองที่เป็นเจ้าของพื้นที่
สิ่งที่แตกต่างจากการอพยพธรรมดาคือ พวกเขาไม่เพียงต้องการที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังต้องการเปลี่ยนดินแดนใหม่ให้เป็นถิ่นกำเนิดเดิมของตนอีกด้วย อุปสรรคหลักในการบรรลุเป้าหมายนี้คือชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมมาหลายศตวรรษ
คำตอบของความขัดแย้งนี้คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือการกำจัดชนพื้นเมืองที่อาศัยดั้งเดิม ซึ่งเป็นผลมาจากการที่พวกเขาเคยตกเป็นเหยื่อของการลดทอนความเป็นมนุษย์ในอดีต แต่พวกเขากลับกลายเป็นผู้ลดทอนความเป็นมนุษย์ด้วยตัวเองที่กระทำต่อชนพื้นเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมในการยึดครองพื้นที่
[ ขบวนการไซออนิสต์ในปาเลสไตน์ ]
ขบวนการไซออนิสต์ในปาเลสไตน์เป็นการหลอมรวมของแนวคิดหายนะทั้งสองนี้ที่ยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ชาวปาเลสไตน์ได้ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์และเป็นเป้าหมายในการถูกกำจัด ซึ่งการ กำจัด ไม่ได้หมายถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เสมอไป แต่รวมถึง:
- การบีบจำกัดพื้นที่และโอบล้อมหมู่บ้านของชาวปาเลสไตน์โดยที่พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการเคลื่อนย้าย
- การขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านเกิดไปยังที่อื่น
- การปล้นสิทธิพลเมืองทั้งหมดของชาวปาเลสไตน์ โดยพวกเขาไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงหรือได้รับการเลือกตั้งที่ส่งผลต่อการกำหนดชะตากรรมตนเอง
[ การแก้ไขตราบาปทางประวัติศาสตร์ ]
การตระหนักถึงปัญหาปาเลสไตน์คือการต่อสู้ที่รวบรวมความชั่วร้ายของลัทธิล่าอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐานในอดีตเข้ากับความชั่วร้ายของลัทธิล่าอาณานิคมในปัจจุบัน หากเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดียิ่งขึ้น เราต้องเข้าใจว่าผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปได้สร้างความหายนะ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แบ่งแยกสีผิว และกำจัดชาติพันธุ์ไปทั่วทุกมุมโลก
ปาเลสไตน์ในปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่เรายังคงสามารถแก้ไขบางส่วนของความชั่วร้ายนี้ให้ถูกต้องได้ด้วยการแสดงให้เห็นว่า อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็ยังมีหนทางสู่การปรองดอง ดังที่เคยเกิดขึ้นในแอฟริกาใต้หลังยุคการแบ่งแยกสีผิว
ในฐานะที่เราเป็นประจักษ์พยานต่อการดำเนินการยึดครองและการล่าอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ที่เป็นผลมาจากแนวคิดอันตรายทั้งสอง คือ แนวคิดการลดทอนความเป็นมนุษย์ และ แนวคิดการกำจัดชาติพันธุ์
ตราบใดที่เราต่อต้านแนวคิดที่ไร้มนุษยธรรมนี้ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทำไมปัญหาปาเลสไตน์จึงเป็นวาระหลักที่สำคัญสำหรับเรา
2️⃣ การต่อสู้กับข้อบิดเบือนที่มีต่อลัทธิความเป็นอคติต่อชนชาติเซมิติก
ปาเลสไตน์ยังคงเป็นวาระสำคัญของเราเนื่องจากปัญหานี้ถูกโยงเข้ากับ ลัทธิต่อต้านชาวยิว (anti-Semitism) อย่างผิด ๆ เป็นเวลาหลายปีที่เราถูกชักนำให้เชื่อว่าการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์เป็นยาถอนพิษเพื่อรักษาความอคติต่อชนชาติยิว
ทวีปยุโรป อเมริกา และประเทศตะวันตกต่างใช้เหตุผลดังกล่าวเพื่อโน้มน้าวตนเองและคนอื่นว่า เพราะมีปัญหาเรื่องการต่อต้านชาวยิว โดยเฉพาะบทเรียนอันเลวร้ายจากเหตุการณ์ พันธุฆาตชาวยิว (Holocaust) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ดังนั้น วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาความเกลียดชังที่มีต่อชนชาติยิวคือการอนุญาตให้พวกเขาตั้งอาณานิคมในดินแดนปาเลสไตน์และขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่ของตน
ความไม่สมเหตุสมผลและตรรกะอันโหดร้ายนี้เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลัทธิไซออนิสต์และการต่อต้านชาวยิว โดยใช้มันเป็นเครื่องมือหลักในการหล่อเลี้ยงการสนับสนุนเพื่อรักษาการมีอยู่ของรัฐอิสราเอล
ทั้งกลุ่มเคลื่อนไหวและบุคคลต่าง ๆ ใช้ข้ออ้างดังกล่าวเพื่อปิดปากคำวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ที่มีต่อรัฐยิวหรือต่อนโยบายความผิดทางอาญาของพวกเขา นี่เป็นเหตุผลประการที่สองว่าทำไมวาระปาเลสไตน์ยังคงเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ เพราะปัญหาชาวยิวของชาวตะวันตกเป็นปัญหาสากลของพวกเราร่วมกัน
นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะสำหรับชาวยิวเท่านั้น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายที่มาจากยุคเรืองปัญญาของเหล่าปัญญาชนในยุโรป ความโหดร้ายจากการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม ศีลธรรม และการเมืองของยุโรปที่อ้างว่าจะต้องมีความสำคัญเหนือกว่าอารยะธรรมอื่น
[ ยาถอนพิษที่รักษาความอคติที่มีต่อชาวยิว ]
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปิดฉากบทเรียนอันโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การอนุญาตให้ชาวยิวยึดครองดินแดนปาเลสไตน์และกำจัดชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่ของพวกเขาไม่ใช่คำตอบสำหรับปัญหานี้
ทุกวันนี้ความอคติที่มีต่อชนชาติเซมิติกไม่ได้มีมากมายดั่งในอดีต แต่เราต้องเข้าใจให้ชัดเจนถึงความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันระหว่าง การต่อต้านชนชาติยิว ขบวนการไซออนิสต์ และปาเลสไตน์
ความพยายามเปลี่ยนแปลงปาเลสไตน์ให้เป็นรัฐไซออนิสต์ต่างหากที่จะ "เพิ่ม" ความอคติต่อชนชาติยิว วิธีการเหล่านี้ไม่ช่วยให้ความอคติต่อชนชาติยิวหายไป ดังนั้น การให้อิสรภาพและประชาธิปไตยแก่ชาวปาเลสไตน์ เพื่อเป็นดินแดนสำหรับทุกคนต่างหากที่จะเป็นยาถอนพิษที่ดีที่สุดในการรักษาความอคติที่มีต่อชาวยิวนี้
เราต้องพูดคุยและแสดงความจริงใจกับเพื่อนชาวยิวของเราที่ยังคงเชื่อว่าอิสราเอลเป็นเสมือนบริษัทประกันภัยที่สามารถปกป้องพวกเขาจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่อาจปรากฏขึ้นอีกครั้ง เราต้องอธิบายให้พวกเขาทราบว่าอิสราเอลไม่ใช่บริษัทประกันภัย แต่เป็นบริษัทที่ทำลายล้างและละเมิดชีวิตผู้อื่น และคุณเองก็จะไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัทประเภทนี้
การประกันภัยที่แท้จริงของคุณคือความยุติธรรม ความเท่าเทียม และความเป็นประชาธิปไตยที่มีอยู่ในประเทศของคุณ ไม่ใช่การยึดครองและล่าอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐานดังที่เราเห็นทุกวันนี้ในรัฐอิสราเอล
3️⃣ ความอคติต่อชาวยิวและอิสลาโมโฟเบียของจักวรรดิตะวันตก
[ คำประกาศบัลโฟร์: การให้สิ่งที่ไม่ใช่ของตน ]
คำประกาศบัลโฟร์ เป็นการที่สหราชอาณาจักรมอบสิ่งที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของให้แก่กลุ่มที่พวกเขาเองก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ สองเหตุจูงใจสำคัญที่ทำให้จักรวรรดิอังกฤษเข้าแทรกแซงในตะวันออกกลางและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์ใหม่คือ ความอคติต่อชนชาติยิว (anti-Semitism) และ อิสลาโมโฟเบีย (Islamophobia)
จากความหวาดกลัวศาสนาอิสลามและชาวมุสลิม ผู้กำหนดนโยบายอังกฤษมองว่าการขยายอาณาจักรในตะวันออกกลางจำเป็นต้องมีผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมมาปิดล้อมดินแดนใหม่ ขณะเดียวกันการย้ายชาวยิวออกจากยุโรปถือเป็นผลประโยชน์สองต่อ
ดังนั้นเมื่อกลุ่มยิวเสนอการอพยพไปปาเลสไตน์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ เจมส์ อาเธอร์ บัลโฟร์ เห็นโอกาสที่จะกำจัดชาวยิวและสร้างอาณานิคมที่ไม่ใช่มุสลิมในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หวังกอบกู้เกียรติยศจากบาดแผลสมัยสงครามครูเสด
[ เครื่องมือสร้างความชอบธรรม ]
ชาวปาเลสไตน์คือเหยื่อรายแรกและรายสุดท้ายของอิสลาโมโฟเบียในยุคสมัยใหม่ ปรากฏการณ์นี้ช่วยให้อิสราเอลหยุดกระบวนการที่ควรเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาตลอดปลายศตวรรษที่ผ่านมา เมื่อชาวอเมริกันเริ่มเข้าถึงข้อมูลและเข้าใจสถานการณ์ปาเลสไตน์มากขึ้น
แต่หลัง เหตุการณ์ 9/11 ปี 2001 อิสราเอลใช้ประโยชน์จากความรู้สึกหวาดกลัวเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการผูกโยงการก่อการร้ายกับชาวปาเลสไตน์ เพื่อสร้างบรรยากาศอึดอัดที่ยับยั้งการอภิปรายที่เหมาะสมเกี่ยวกับประเด็นอิสราเอล ไซออนิสต์ และปาเลสไตน์ในสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบันเราเป็นสักขีพยานถึงความพยายามเชื่อมโยงความรุนแรงที่กระทำโดยกลุ่มสิ้นหวังในยุโรปหรือผู้สนับสนุนมาเป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมในความโหดร้ายป่าเถื่อนที่อิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์
[ การสนทนาที่แท้จริง ]
เมื่อสนทนาเรื่องปาเลสไตน์ เราต้องพูดถึงการก่อการร้ายที่แท้จริง ไม่ใช่การก่อการร้ายแบบประดิษฐ์ที่ถูกนำมาผูกโยงแบบไม่ตรงประเด็น เมื่อพูดถึงการก่อการร้าย เราต้องพูดถึงสาเหตุของความรุนแรงตามสภาพที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง บรัสเซลส์ ปารีส สหรัฐอเมริกา หรือที่อื่น
หากสังเกตดี ๆ การสนทนาเรื่องปาเลสไตน์จะง่ายขึ้นทันทีถ้าเราเชื่อมโยงกับความสิ้นหวังและความรุนแรง แต่ขณะเดียวกันพวกเขาจะไม่อนุญาตให้เราพูดถึงความโหดร้ายป่าเถื่อนที่อิสราเอลกระทำ หรือการผูกวาทกรรมอิสลาโมโฟเบียเข้ากับเหตุการณ์ความรุนแรงอื่น
ทั้งหมดนี้เพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นการสนทนาที่แท้จริงถึงโครงสร้างการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวปาเลสไตน์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 และดำเนินมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่เคยหยุดเลยแม้แต่วันเดียว
4️⃣ การต่อสู้กับความอยุติธรรมทางสังคม
เหตุผลที่ปาเลสไตน์ยังคงเป็นวาระสำคัญของเราในปัจจุบันก็เพราะมันเป็นปัญหาแห่งความยุติธรรมทางสังคม เราจะเห็นได้ทั่วโลกว่าเมื่อแรงงานออกมาประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อค่าตอบแทนและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเขามักสวมใส่เสื้อผ้าที่ประดับธงปาเลสไตน์ร่วมอยู่ด้วย
สำหรับพวกเขา ปาเลสไตน์เป็นสัญลักษณ์รากฐานของความอยุติธรรม ไม่เพียงความอยุติธรรมระดับชาติและการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความอยุติธรรมทางสังคมด้วย
[ สัญลักษณ์ของการดิ้นรนต่อสู้ ]
เราต้องถามตัวเองว่า ทำไมธงปาเลสไตน์ถึงกลายเป็นสัญลักษณ์สำหรับการดิ้นรนต่อสู้ของกลุ่มคนที่แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับปาเลสไตน์เลย?
ไม่ใช่เพราะคนเหล่านี้คิดว่าการคร่าชีวิตอันทารุณที่เกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุด ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้ถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นที่อื่น ไม่ใช่เพราะพวกเขามองอิสราเอลว่าเป็นรัฐอันธพาลเดียวที่เลวร้ายที่สุด
แท้จริงแล้ว พวกเขาคุ้นเคยกับรัฐอันธพาลอื่น ๆ ที่เลวร้ายยิ่งกว่าซึ่งยังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน พวกเขารู้ดีว่ายังมีความทารุณอื่นๆ ที่เลวร้ายยิ่งกว่าสิ่งที่ชาวปาเลสไตน์เคยประสบและกำลังจะประสบต่อไป
[ การต่อสู้กับความหน้าไหว้หลังหลอก ]
แต่การที่พวกเขาเลือกธงปาเลสไตน์เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสังคม ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ ความยุติธรรมทางสังคมคือการต่อสู้กับความหน้าไหว้หลังหลอก ความกลับกลอก ความเป็นลักษณะพิเศษที่เหนือชนชาติอื่น และความตลบตะแลง
ไม่มีกรณีอื่นใดที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองซึ่งสามารถเทียบได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับปาเลสไตน์
ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงความโหดร้ายของผู้ยึดครอง หรือความไร้มนุษยธรรมของผู้ล่าอาณานิคม แต่คือข้ออ้างอันหลอกลวงของผู้สนับสนุนการกระทำเหล่านี้ ที่อ้างว่าสิ่งที่พวกเขากระทำไม่นับว่าเป็นอาชญากรรม แต่เป็นเพียงสิทธิในการป้องกันตนเอง เป็นการกระทำที่ถูกต้องสอดคล้องตามหลักประชาธิปไตย เป็นนโยบายที่ถูกต้องตามหลักศีลธรรม
[ ความเสแสร้งหลอกลวง: สัญลักษณ์สำหรับคนงานทั่วโลก ]
ทุกคนคุ้นเคยกับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ขัดแย้งเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความหน้าไหว้หลังหลอก ความโกรธเกรี้ยว ทั้งที่เสแสร้งและที่ชอบธรรมจากความโหดร้ายที่เกิดขึ้นจริง ความเสแสร้งหลอกลวงตรงนี้ต่างหากที่เป็นสัญลักษณ์ให้กับคนงานทั่วโลก ที่พวกเขาได้รับการปฏิบัติจากนายจ้างและบริษัทข้ามชาติ
หลายคนในปัจจุบันเริ่มเข้าใจว่าชะตากรรมของชนพื้นเมือง ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของแผนการล่าอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐาน ไม่ต่างอะไรกับชะตากรรมของพวกเราคนงานในปัจจุบันที่ตกเป็นทาสของระบบเสรีนิยมใหม่ที่เราอาศัยอยู่
เราจะเห็นการผสมผสานมากยิ่งขึ้นระหว่างการต่อสู้กับความไร้มนุษยธรรมของการปิดโรงงานที่ก่อให้เกิดจุดจบของวงจรชีวิตในสหรัฐอเมริกา กับการกำจัดชาวปาเลสไตน์ออกจากหมู่บ้าน ตัดขาดจากทรัพยากรพื้นฐาน และทำลายที่อยู่อาศัยของพวกเขา
แนวคิดของการกำจัดและลดทอนความเป็นมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงเหตุผลของการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ยังเป็นแนวคิดของอำนาจทางเศรษฐกิจที่ไร้จิตสำนึก ซึ่งกำลังครอบงำวิถีชีวิตของเราในปัจจุบัน
[ การต่อสู้กับวาทกรรมที่หลอกลวง ]
เราควรเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองฟลินท์ เฟอร์กูสัน ปาเลสไตน์ อินเดีย ปากีสถาน แอฟริกา และที่อื่น ๆ ว่ามันไม่ใช่เพียงการดิ้นรนต่อสู้เฉพาะกับนโยบายที่เป็นอาชญากรรม แต่เรากำลังดิ้นรนต่อสู้กับคำบอกเล่าที่ปฏิเสธว่าสิ่งที่พวกเขากระทำไม่ใช่อาชญากรรม
เรากำลังต่อสู้กับคำกล่าวอ้างว่าสิ่งที่พวกเขากระทำเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน วาทกรรมที่อ้างว่ามันช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ขณะที่ความจริงมันกลับเป็นการทำลายพวกเขา และนี่เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในปาเลสไตน์
การดิ้นรนต่อสู้นี้เองที่เป็นเหตุให้ผู้คนทั่วโลกเริ่มมองการต่อสู้ของตนว่ามีส่วนเกี่ยวโยงอย่างยิ่งกับการต่อสู้เพื่อสันติภาพและความยุติธรรมในปาเลสไตน์
[ จุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวของเยาวชน ]
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกลุ่มเคลื่อนไหวของเยาวชนที่มีความเบื่อหน่ายทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในประเทศ การเมืองทางการเงิน การเมืองทางเศรษฐกิจ หรือการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงนโยบายต่าง ๆ ที่อเมริกาดำเนินในภูมิภาคตะวันออกกลาง
การโอบอุ้มคุ้มครองที่อเมริกาให้แก่อิสราเอล แม้แต่นโยบายภายในประเทศ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองที่ไม่มีแกนหลักทางจริยธรรม ไม่เคารพคุณค่า และมันได้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศเขาเอง
5️⃣ การต่อสู้กับปัญหาสิทธิมนุษยชน
ปาเลสไตน์เป็นวาระหลักของเราเพราะปัญหาปาเลสไตน์เชื่อมโยงโดยตรงกับสิทธิมนุษยชน
นี่คือจุดพลิกผันทางประวัติศาสตร์ของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวปาเลสไตน์ ผู้สนับสนุน ชาวยิวอิสราเอล เอ็นจีโอ นักกิจกรรม ผู้อาศัย หรือผู้ถูกขับไล่ เพราะหลายปีที่ผ่านมาเป็นช่วงวิกฤตอย่างยิ่ง จึงจำเป็นต้องผสานความเป็นเอกภาพของกลุ่มเคลื่อนไหวในปาเลสไตน์ เพราะเราต้องการตัวแทนชาวปาเลสไตน์ที่ร่วมมือกันได้
หน่วยงานปัจจุบันยังไม่สามารถส่งเสียงความต้องการและความมุ่งมาดปรารถนาของชาวปาเลสไตน์ได้อย่างเข้มแข็งพอ พวกเขามักแสดงเพียงชิ้นส่วนหนึ่งของปัญหา และบางทีชิ้นส่วนนั้นกลับรับใช้อิสราเอลและผู้ที่ต้องการทำอันตรายชาวปาเลสไตน์
นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดที่เราต้องหาแนวทางกำหนดการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ใหม่ ในฐานะประเด็นมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุดของโลก
พลังจากเยาวชนทั่วโลกกำลังส่งเสียงอยู่ พวกเขาพร้อมวางปาเลสไตน์เป็นศูนย์กลางการแสดงสัญลักษณ์สำหรับการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน สิทธิพลเมือง และความยุติธรรมทางสังคม
แต่เราไม่สามารถดำเนินการได้โดยปราศจากตัวแทนที่แท้จริงและเป็นอันหนึ่งเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์
[ ทิ้งแนวทางสองรัฐที่ล้มเหลว ]
นโยบาย ทางออกแบบ 2 รัฐ ควรเก็บเข้ากรุได้แล้ว ไม่ใช่เพราะมันถูกหรือผิด แต่เพราะมันไม่ช่วยให้เรามีส่วนร่วมในการเสวนาหาทางออกอื่นได้อย่างแท้จริง
เราจะไม่สามารถขับเคลื่อนการสนทนาเพื่อหาทางออกอย่างจริงจังให้ไปข้างหน้าได้ หากเรายังคงติดอยู่กับวิธีการเดิมที่ไม่ตรงประเด็น ไม่สัมพันธ์กับสภาพความจริงในพื้นที่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เคยมีความเป็นธรรม
ถึงเวลาแล้วที่เราควรกล่าวว่า "บางทีมันอาจได้ผลก็ได้" หรือ "บางทีมันอาจเป็นความคิดที่ดีก็ได้"
เราเข้าใจว่าทำไมชาวปาเลสไตน์บางคนถึงสนับสนุนทางออกแบบนี้ แต่ในช่วงปีนี้และปีที่กำลังมาถึง การติดกับดักความพยายามในการเสนอ ทางออกแบบ 2 รัฐ เป็นการสูญเสียเวลา พลังงาน และความอุตสาหพยายามของเราทั้งหมด
จึงจำเป็นอย่างมากและเร่งด่วนที่เราต้องหาแนวทางใหม่ที่แตกต่างเพื่อขับเคลื่อนวิธีการแก้ไขปัญหาให้ดำเนินไปข้างหน้า เพราะเราไม่สามารถเหมาเพื่อเอาทั้งสองอย่างได้
เราไม่สามารถปกป้องแนวทางที่ล้มเหลว และนำเสนอแนวทางใหม่ได้ไปพร้อมกัน
เราต้องขุดโลงฝังทุกแนวทางที่เป็นเกราะป้องกันเพื่อสนับสนุนให้อิสราเอลฆ่าชาวปาเลสไตน์มากขึ้น สร้างผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์มากขึ้น ทำลายชีวิตและที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์มากขึ้น รุกล้ำยึดครองดินแดนปาเลสไตน์มากขึ้น และต้องฝังทุกแนวทางแก้ไขปัญหาที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ซึ่งแนวทางป่วย ๆ เหล่านี้ได้รับการชี้นำว่าเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาเดียวที่ช่วยให้เกิดสันติภาพและการสมานฉันท์ในดินแดนปาเลสไตน์
[ ร่วมกันหาทางออกใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ ]
ดังนั้นเหตุผลที่ปาเลสไตน์ยังคงเป็นวาระสำคัญของเราคือ เราต้องการความคิดใหม่เกี่ยวกับปาเลสไตน์
ไม่สำคัญว่าคุณจะสร้างกรอบคิดแก้ไขปัญหาด้วย ทางออกแบบรัฐเดียว อย่างไร ไม่สำคัญว่าคุณจะช่วยเหลืออย่างไรเมื่อคุณพูดว่าฉันต้องการสันติภาพด้วยภาษาแบบที่ใช้อำนาจครอบงำ เพียงเพื่อเอื้อหนุนให้อิสราเอลทำลายปาเลสไตน์ต่อไปแทนที่จะนำสันติสุขและความปรองดองกลับคืนมา
ไม่สำคัญว่าคุณจะนำเสนออะไรบนโต๊ะ แต่ได้โปรดนำสิ่งใหม่เข้ามา และอย่าคิดหาแนวทางใหม่ที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการทำลายปาเลสไตน์ ซึ่งไม่ได้ให้สิ่งใดกับผู้ที่ต้องการสร้างสันติภาพและความปรองดองอย่างแท้จริง
นี่คือการปล้นสะดมดินแดน เพราะมิตรสหายของเราบางคนที่ดียังคงเชื่อมั่นกับแนวทางแบบนี้ เพราะมิตรสหายของเราบางคนยังเชื่อว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของหลักศรัทธาในศาสนา
แต่ถึงเวลาแล้วที่เราจะสนทนากับพวกเขาและบอกพวกเขาว่าเราต้องการให้คุณอยู่เคียงข้างเรา เราต้องการทุกคนที่มีจิตใจเป็นธรรมทั้งจากภายในและภายนอก ทั้งที่เป็นชาวปาเลสไตน์และไม่ใช่ชาวปาเลสไตน์มาร่วมกำลังกับเรา และเรามาหาทางออกร่วมกันถึงวิธีแก้ไขปัญหาเพื่อที่เรายังคงเคารพสิทธิความเป็นมนุษย์ สิทธิพลเมือง ทั้งของชาวปาเลสไตน์และนิคมของอิสราเอลซึ่งขณะนี้เป็นรุ่นที่สามแล้ว
เราจะช่วยให้พวกเขาสร้างระบบการเมืองที่แก้ไขปัญหาอันชั่วร้ายในอดีตให้ถูกต้องได้อย่างไร? เราจะมอบความหวังที่เป็นอนาคตที่ดีกับพวกเขาทุกชีวิตสำหรับทุกคนที่อยู่ที่นั่นและทุกคนที่ถูกขับไล่จากที่นั่นได้อย่างไร?
6️⃣ อิสราเอล : รัฐอันธพาลมีเส้น
ในทางประวัติศาสตร์ นี่เป็นเสมือนแผลที่เปิดอยู่ ปาเลสไตน์คือส่วนหนึ่งของบาดแผลที่เลือดยังไม่หยุดไหล
เราทุกคนจำเป็นต้องทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงจะเข้าใจว่าการกำจัดชาติพันธุ์และการลดทอนความเป็นมนุษย์ของชาวปาเลสไตน์เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เพราะอิสราเอลเข้มแข็งหรือมีขีดความสามารถทางทหารมากเท่านั้น แต่เกิดขึ้นเพราะอิสราเอลได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจากประชาคมระหว่างประเทศ
อิสราเอลมี ใบอนุญาต ให้กวาดล้างชาติพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในปี 1948 โดยไม่มีหน่วยเคลื่อนไหวระหว่างประเทศออกมาประณาม มี ใบอนุญาต ให้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ 300,000 คนออกจากเขตเวสต์แบงก์ในปี 1967 โดยไม่มีองค์กรใดในสังคมตะวันตกออกมาตัดสิน
ประชาคมตะวันออกกลางที่เฝ้าดูจึงเข้าใจว่า ปัญหาไม่ใช่เรื่องความไร้มนุษยธรรม การกำจัดชาติพันธุ์ หรือการลดทอนความเป็นมนุษย์ ปัญหาคือคุณเป็นสมาชิกของสโมสรพิเศษที่มีสิทธิพิเศษจะกระทำอะไรก็ได้หรือไม่? ซึ่งอิสราเอลเป็นสมาชิกเดียวของสโมสรพิเศษนี้ในตะวันออกกลาง
[ การนำดินแดนกลับสู่ประวัติศาสตร์เดิม ]
หากต้องการแก้ไขปัญหา และเราเชื่อว่าทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการเปิดบทสนทนาตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองในตะวันออกกลาง
นี่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดทั้งในซีเรีย อิรัก ความโหดร้ายของรัฐบาล ความทารุณของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ทั้งหมดเป็นหัวใจสำคัญของการนองเลือดที่เราเห็นในปัจจุบัน บวกกับผลประโยชน์ของมหาอำนาจที่ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ด้วยการราดน้ำมันเข้ากองเพลิงแทนที่จะดับมัน
แต่เราจะไม่สามารถสร้างบทสนทนาที่แท้จริงเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองได้ ตราบใดที่ความเป็นรัฐพิเศษเหนือรัฐอื่นของอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไป
ปาเลสไตน์ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการพูดคุยถึงปัญหา แต่ยังสามารถใช้ยกระดับวาระสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง
บางทีเราอาจเข้าใจว่าทำไมดินแดนแห่งนี้ถึงเคยได้รับการเรียกขานว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้ตอนนี้จะเป็นดินแดนพิพาทที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งก็ตาม ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องนำดินแดนแห่งนี้กลับสู่ประวัติศาสตร์เดิม จริยธรรมเดิม และศีลธรรมดั้งเดิม ด้วยการสร้างพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนบทสนทนาเหล่านี้
สุดท้ายนี้ อย่ายอมให้ใครมาบอกเราว่าปัญหาปาเลสไตน์นั้นมีความสำคัญน้อยกว่าปัญหาอื่น อย่ายอมแพ้ต่อปาเลสไตน์และชนชาวปาเลสไตน์ จงกล้าหาญพอที่จะทิ้งสโลแกน ทิ้งคำขวัญ ทิ้งปัญหาทางออกที่ไม่เกี่ยวข้องและเป็นอันตราย
จงเข้าไปมีส่วนร่วมกับพลังงานใหม่ที่เรารู้สึกว่ามันออกมาจากหลายภาคส่วนของปาเลสไตน์และชนชาวปาเลสไตน์อย่างแท้จริง เราต้องร่วมกันสร้างชีวิตตามวิถีปกติ ตามวิถีประชาธิปไตย ตามวิถีชีวิตมนุษย์ เพื่อเป็นดินแดนสำหรับทุกคนที่อาศัยอยู่ระหว่างแม่น้ำจอร์แดนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมถึงทุกคนที่ถูกขับไล่จากถิ่นกำเนิดเดิมและต้องการกลับมา
แปลและเรียบเรียง: Sh.Budhavajana
◉ สรุปเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ “ปาเลสไตน์: วาระหลักของมนุษยชาติ” (พ.ศ. 2561) จัดทำโดย สถานีหนังสือ - Book Station ร่วมกับสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี และศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เผยแพร่ครั้งแรก: Nov 24, 2019
เผยแพร่ครั้งที่สอง: July 4, 2025

Comments