ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์ อุปมาได้กับเหยื่อที่ถูกข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาเป็นเวลากว่า 70 ปี เวลาที่เหยื่อตบหน้าคนร้ายกลับเพื่อแสดงท่าทีขัดขืน แต่ประชาคมโลกกลับมองว่าการแสดงออกของเหยื่อที่ใช้ความรุนแรงนั้นไม่ได้ดำเนินไปด้วยสันติวิธี ทำไมไม่ลองพูดกันดี ๆ ก่อน?
คำถามมุมแคบเช่นนี้เป็นคำถามที่สื่อตะวันตกส่วนใหญ่ นำมาใช้ฉายภาพเพื่อถามตัวแทนหรือผู้ที่มีแนวคิดโน้มเอียงไปทางปกป้องปาเลสไตน์เสมอมา
เราจึงมักได้ยินคำถามอย่างเช่น “คุณประณามการกระทำของฮามาสหรือไม่” “ชาวปาเลสไตน์สนับสนุนฮามาสเองไม่ใช่หรือ โดนเสียบ้างก็สมควรแล้วนี่” “แทนที่จะใช้ความรุนแรงทำไมไม่ร่วมกันหาทางออก” “แนวทางแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งแบบสองรัฐหรือแบบรัฐเดียวจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมไม่มานั่งคุยเรื่องนี้”
นี่คือตัวอย่างของคำถามที่เป็นมุมตกกระทบต่อสถานการณ์ที่เราเห็นเพียงมุมเดียว และไม่เข้าใจภาพใหญ่ของสถานการณ์ทั้งหมด และไม่รู้ถึงสภาพความเป็นจริงของปัญหาว่า มีเรื่องใดและแนวทางใดที่ถูกยื่นบนโต๊ะเจรจาและถูกปัดตกจากโต๊ะเจรจาไปแล้วบ้าง ใครได้พยายามทำอะไรไปแล้วบ้าง ใครให้ความร่วมมือหรือไม่ให้ความร่วมมือ ใครที่ฉีกทุกข้อตกลง ใครที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และใครที่ไม่เคยเคารพมติของสหประชาชาติเลย
การที่เราไม่เข้าใจภาพใหญ่ของประเด็นปัญหาทำให้การนำเสนอปฏิกิริยาตอบสนองต่อความอธรรมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าด้วยการขัดขืนหรือการใช้ความรุนแรงโต้กลับ ถูกเบี่ยงประเด็นทำให้ผู้คนมองภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นผิดเพี้ยนไป
สิ่งที่เราเห็นจึงเป็นเพียงการฉายภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังใช้ความรุนแรง ตบหน้าผู้ชาย โดยที่เราไม่ได้เห็นภาพใหญ่ของสถานการณ์เลยว่า เด็กสาวคนนั้นกำลังถูกข่มขืนอยู่ และผู้ชายคนนั้นก็กำลังก่ออาชญากรรมร้ายแรงที่ละเมิดศักดิ์ครีความเป็นมนุษย์และละเมิดสิทธิในร่างกายของผู้หญิงคนหนึ่ง
แน่นอนว่าเรามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะไม่เห็นด้วย และอาจตั้งคำถามต่อวิธีการตอบโต้ของหญิงสาวผู้เป็นเหยื่อจากการทารุณกรรมนั้นว่ามีความชอบธรรมหรือไม่ เหมือนกับที่เรามีสิทธิ์ทุกประการที่จะไม่เห็นด้วยกับยุทธวิธีของฮามาส ฟาตาห์ หรือขบวนการต่อต้านการยึดครองอื่น ๆ ในการใช้ความุรุนแรงตอบโต้ เราไม่จำเป็นต้องเห็นชอบกับการขบวนการต่อต้านหรือกองกำลังต่อสู้ที่เลือกใช้วิธีการบางอย่างในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ดินแดนแห่งนั้น
อย่างไรก็ตาม ในบริบทของสงครามนั้นย่อมมีความซับซ้อนยิ่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทการถูกกดขี่ของชาวปาเลสไตน์ที่นักวิชาการบางท่านเลือกใช้คำว่า “การสังหารหมู่” มากกว่าคำว่า “สงคราม” นั้นมีดีกรีความเลวร้ายยิ่งกว่าเหยื่อที่ถูกข่มขืนเสียอีก
เพราะโศกนาฏกรรมต่าง ๆ ที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญ ตั้งแต่ภารกิจการรุกล่าอาณานิคมของขบวนการไซออนิสต์ในการจัดตั้งรัฐอิสราเอลตั้งแต่ก่อนปี 1948 เป็นต้นมา ทั้งการกวาดล้างชาติพันธุ์ การก่อวินาศกรรม การสังหารหมู่ การโจมตีด้วยอาวุธต้องห้ามจากกฎหมายระหว่างประเทศ การขับไล่จากบ้านเกิด การปล้นทรัพย์ ยึดบ้าน ยึดที่ดิน จองจำ กักขัง ซ้อมทรมาน การปิดล้อมจำกัดบริเวณ การถูกเลือกปฏิบัติในฐานะพลเมือง การจำกัดการเข้าถึงสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทั้งไฟฟ้า น้ำสะอาด ที่ดินทำกิน และไม่อนุญาตให้เข้าถึงความช่วยเหลือทางการแพทย์ ฯลฯ แทบจะกล่าวได้ว่าความหายนะทางมนุษยธรรมและการหมิ่นเกียรติเหยียดหยามทั้งหมดที่เราจะจินตนาการได้นั้นเกิดขึ้นกับประชาชนชาวปาเลสไตน์ตลอดกว่า 70 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นการเข้าใจบริบทความจริง (contextualize) ของสงคราม ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังสร้างความชอบธรรม (justify) ให้กับการใช้ความรุนแรง เราต้องขีดเส้นให้ชัดว่า การสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์หรือการสังหารไม่เลือกเป้าหมาย นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในทุกกรณี มันผิดทั้งหลักจริยธรรมและมนุษยธรรมในการทำสงครามทั้งสิ้น
ไม่มีใครปฏิเสธความเลวร้ายของสงครามและการสูญเสีย และตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ผ่านมา สงครามก็ไม่เคยเป็นเรื่องสวยงาม แต่เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสงครามที่ผ่านมา และจะทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สงครามเกิดขึ้นอีก
เรามีคำตอบง่าย ๆ ที่เรียกว่า “ความยุติธรรม” ซึ่งเป็นคำตอบที่ยากเหลือเกินเมื่อทุกสิ่งถูกนำมาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในหมู่ชาติมหาอำนาจ สื่อสารมวลชน พลเมืองโลกเพื่อพิทักษ์และรักษาให้มันปรากฎขึ้นบนหน้าแผ่นดินนี้
คำพูดหนึ่งของมีโก พิเลด (Miko Peled) อดีตไซออนิสต์ชาวอิสราเอล ผู้ที่คุณตาของเขาเป็นหนึ่งในผู้ลงนามใน ‘คำประกาศสถาปนารัฐอิสราเอล’ ในปี 1948 และบิดาของเขาเป็นนายพลคนสำคัญให้กับกองทัพอิสราเอล แต่จิตใจที่เป็นธรรมและสามัญสำนึกอันปกติของเขาได้ทำให้เขาผันตัวมาเป็นผู้สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ ซึ่งพิเลดได้กล่าวว่า
❝ มันเหมือนกับในทศวรรษที่ 60 ที่ผู้คนจะถูกตัดสินจากจุดยืนของเขาที่มีต่อสงครามเวียดนาม สิทธิพลเมือง และการแบ่งแยกสีผิว รวมถึงจุดยืนอื่น ๆ ที่ตามมาอีกในทศวรรษที่ 80 ... ทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกัน เราทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่จะถูกตัดสินจากท่าทีของเราที่มีต่อปาเลสไตน์ ผมคิดว่าเราทุกคนต้องการที่จะอยู่ในจุดที่วันหนึ่งเด็ก ๆ และลูกหลานของเราถามถึงจุดยืนของเราที่มีต่อปาเลสไตน์ในวันนี้ และเราก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าเรายืนอยู่ข้างเดียวกับความยุติธรรม ❞
หากหลังจากที่เรารับรู้และเข้าใจประเด็นปัญหาเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว ว่าความอธรรมที่เกิดขึ้นในดินแดนปาเลสไตน์นั้นมีมาก่อนที่ฮามาสหรือกองกำลังต่อต้านใด ๆ จะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก มันจึงไม่ใช่เรื่องระหว่างฮามาสกับอิสราเอล แต่มันคือประเด็นที่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ทั้งหมดในพื้นที่แห่งนั้นต้องตกเป็นเหยื่อจากเหตุการณ์กวาดล้างชาติพันธุ์ที่รับใช้อุดมการณ์ฟาสซิสต์อันสุดโต่ง
ถ้าเรายังบอกตัวเองว่าเรา “เป็นกลาง” ระหว่างผู้อธรรมกับผู้ถูกอธรรมในสมการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ เราอยากนำคำพูดของเดสมอนด์ ทูตู (Desmond Tutu) อาร์คบิชอปและนักเคลื่อนไหวคนสำคัญที่ต่อสู้กับระบอบการแบ่งแยกชนชาติและสีผิวในแอฟริกาใต้จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งครั้งหนึ่งท่านได้กล่าวว่า
❝ หากคุณเลือกที่จะเป็นกลางในสถานการณ์ที่ความอธรรมเกิดขึ้น นั่นหมายความว่าคุณได้เลือกอยู่ข้างผู้กดขี่ไปแล้ว ❞ — เดสมอนด์ ทูตู
แปลและเรียบเรียง: Sh.Budhavajana
เผยแพร่ครั้งแรก: Oct 18, 2023
📖 อ่านบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง เนลสัน แมนเดลา : จากผู้ก่อการร้ายสู่รัฐบุรุษของโลก

Comments