นโยบายป้ายพิษตนเองของรัฐบาลอิสราเอลกำลังฉีกกระชากสังคมอิสราเอลเอง เฉกเช่นยาพิษที่คนฉวยใช้กับตนเอง ผลรวมของนโยบายร้ายกาจเหล่านี้ทำให้รัฐอิสราเอลอ่อนแอ และกลายเป็นรัฐอันตรายด้วยการสร้างเงื่อนไขความรุนแรงต่อทั้งผู้คนของตนเองและสันติภาพในตะวันออกกลาง

1️⃣ ข้อถกเถียงจากทฤษฎีทางจิตวิทยาจากคนสู่รัฐ

ทฤษฎีทางจิตวิทยาหนึ่งที่เรามักได้ยินกันคือ โรค PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือ โรคเครียดภายหลังภยันตราย เป็นสภาวะป่วยทางจิตใจเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างร้ายแรง เช่น ภัยพิบัติ สงคราม การก่อจลาจล การฆาตรกรรม การปล้นฆ่า ข่มขืน ฯลฯ

ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์เหล่านี้ เช่น ทหารที่ผ่านศึกสงครามหรือความรุนแรงมา ถึงแม้จะรอดตายกลับมาได้ แต่มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าบาดแผลภายในจิตใจชื่อว่าโรค PTSD ทำให้คนเหล่านี้ส่งต่อความรุนแรงไปยังคนอื่น ๆ ทำให้ชีวิตของเขาต้องประสบกับความเดือดร้อน เราจะเห็นว่าเหล่าอดีตทหารที่เคยไปรบในสงครามไม่ว่าจะเป็นที่อัฟกานิสถาน ซีเรีย หรือที่อื่น ๆ ก็จะเผชิญกับปัญหาแบบเดียวกันทั้งสิ้น

นอกเหนือจากนี้ ยังมีโรคทางจิตอีกโรคหนึ่งที่เรียกว่า PITS (Perpetration-Induced Traumatic Stress) หรือ โรคเครียดร้ายแรงจากการเป็นผู้ก่อความรุนแรง ปัจจุบันนี้มีหลักข้อมูลและหลักฐานมากมายที่บอกว่า ผู้คนจะได้รับความทุกข์แสนสาหัสไม่เพียงแต่ว่าตนจะต้องเผชิญกับความรุนแรงจากผู้อื่นเท่านั้น แต่บาดแผลทางจิตใจนี้ก็ส่งผลกระทบไปยังผู้ที่กระทำความรุนแรงต่อผู้อื่นเช่นกัน

อันนี้คือจุดสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจ เพราะเรามักเข้าใจว่าเวลาที่ฝ่ายหนึ่งกระทำความรุนแรงต่ออีกฝ่ายหนึ่ง คนที่เป็นเหยื่อคือฝ่ายที่ถูกกระทำเท่านั้น เช่น เวลาที่อิสราเอลกระทำความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ ชาวปาเลสไตน์จะต้องเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง เดือดร้อน และลำบากอยู่ขั้วเดียว แต่ทฤษฎีทางจิตวิทยานี้ไม่ได้อธิบายไว้อย่างนั้น โรค PITS จากงานเขียนของ ราเชล เอ็ม แม็คเนร์ (Rachel M. MacNair) ได้อธิบายว่า ผู้ที่กระทำความรุนแรงไม่ว่าต่อผู้ใดก็ตาม แต่ผลของความรุนแรงจะกลับไปยังผู้กระทำนั้นเอง

หลักฐานทางวิชาการชี้ให้เห็นว่า ความเครียดหรือความเดือดร้อนจากความรุนแรงนั้น แท้จริงสำหรับตัวผู้กระทำจะมีความหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเหยื่อผู้ถูกกระทำเสียอีก

งานศึกษาของแม็คเนร์ คือทฤษฎีทางจิตวิทยาที่สนใจศึกษาสภาวะทางจิตใจของคน ศาสตราจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ จึงตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าเราเปลี่ยนจาก[สภาวะทางจิตใจของ]คนเป็น[สภาวะทางจิตใจของ]รัฐ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น? หากเราเปลี่ยนสถานะจากคนเป็นรัฐ เราก็สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้เช่นเดียวกัน เวลาที่รัฐอิสราเอลอยู่ในสภาวะที่กระทำเช่นนี้ หมายความว่าเวลาที่รัฐอิสราเอลก่อความรุนแรงกับชาวปาเลสไตน์ หรือเตรียมการรบกับประเทศเพื่อนบ้านชาวอาหรับ

ลองนึกภาพง่าย ๆ สมมุติว่าบ้านเราอยู่ในเขตหมู่บ้านหนึ่ง หมู่บ้านนั้นมีความสงบ เพื่อนบ้านเป็นมิตรรักกัน ชีวิต[ในหมู่บ้านของ]เราก็จะเป็นชีวิตที่ดี แต่หากว่าเราอยู่ในอีกสภาพหนึ่งที่เพื่อนบ้านเราก็ไม่ไว้ใจ เกลียดชังกัน แถมเรายังไปขับไล่เขาออกจากบ้านที่เขาเคยอยู่อาศัยมาอีก เราก็จะเป็นทุกข์ด้วย

ดังนั้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีของอิสราเอล ถ้าพูดจากหลักฐานที่เรามี เราอาจพูดได้ว่าอิสราเอลเคยเป็นรัฐประชาธิปไตยที่เป็นแบบอย่างในตะวันออกกลาง แต่วันนี้สถานะความเป็นประชาธิปไตยของอิสราเอลกำลังถดถอยลง

สิ่งที่เราเห็นตั้งแต่เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) มาจนถึงนาฟตาลี เบนเนตต์ (Naftali Bennett) ในขณะนี้ เราจะเห็นว่าทิศทางของอิสราเอลกำลังเอียงไปทางฝ่ายสุดโต่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ามองจากนโยบายต่าง ๆ ที่เขากำลังกระทำอยู่

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ รัฐที่เป็นประชาธิปไตยจะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับทหารในแบบที่พลเรือนนั้นอยู่เหนือทหาร และเจตนารมณ์ของพลเรือนจะต้องสามารถกำหนดทิศทางของทหารได้ แต่เมื่อการรบราที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ผลที่ตามมาก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับทหารที่ควรมีดุลยภาพก็เปลี่ยนไป ทหารก็จะเข้ามามีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากอุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐอิสราเอลที่กำลังเคลื่อนไปในทางสุดโต่งมากขึ้นแล้ว มันยังเคลื่อนไปในเส้นทางที่เป็นรัฐทหารมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นปัญหากับตัวของอิสราเอลเอง พูดง่าย ๆ คือ พวกเขาต้องนอนกอดปืน แทนที่จะนอนกอดหมอน การใช้ชีวิตอาศัยในแต่ละวันก็จะเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

2️⃣ ตำแหน่งแห่งที่ของอิสราเอลในดัชนี GPI

Global Peace Index หรือ ดัชนีสันติภาพโลก คือการวัดระดับความมีสันติของประเทศต่าง ๆ ในโลกเกือบ 200 ประเทศ โดยจะมีการจัดลำดับที่ประเมินจาก 3 ปริมณฑลใหญ่ ๆ ได้แก่ ความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Security) ความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินต่อไป (Ongoing Conflict) และลักษณะที่ไปในทางทหารมากขึ้น (Militarization) ผ่านการประมวลตัวแปรต่าง ๆ 23 ตัวแปร เช่น ระดับของงบประมาณทหาร ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การยึดถือในสิทธิมนุษยชน ระดับของประชาธิปไตย ความโปร่งใส่ในการเปิดให้ตรวจสอบ การศึกษา คุณภาพชีวิต ฯลฯ ผ่านการประมวลข้อมูลจาก World Bank และหน่วยงานแขนขาต่าง ๆ จาก UN

หากย้อนกลับไปดูปี 2012 จะเห็นว่าอิสราเอลอยู่ลำดับที่ 150 จาก 158 ประเทศ และในปี 2021 นี้ก็อยู่ลำดับที่ 143 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมาก แย่กว่าประเทศยูเครน อิหร่าน เม็กซิโก ซึ่งแน่นอนว่าผู้นำอิสราเอลต่างก็ออกมากล่าวไม่ยอมรับกับผลลัพธ์ที่มาจากตัวชี้วัดเหล่านี้

3️⃣ นโยบายป้ายพิษตนเองของรัฐบาลอิสราเอล

1.การย้ายเมืองหลวงจากเทลอาวีฟ มาที่เยรูซาเลม

ปกติเหตุผลของการย้ายเมืองหลวงของนานาประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นไปเพื่อควบคุมบริหารจัดการ หรือเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพ เช่น ประเทศบราซิล นอกจากนี้ยังมีเหตุผลของความยุ่งยากซับซ้อนทางประวัติศาสตร์ เช่น ประเทศเยอรมนีและแอฟริกาใต้ หรืออาจจะเป็นเหตุผลเพื่อแสดงความทันสมัย ฉายภาพนครแห่งอนาคต และสะท้อนความรุ่งโรจน์หรืออำนาจของผู้นำประเทศ เช่น คาซัคสถาน เป็นต้น

ถึงกระนั้น ก็แทบไม่มีที่ไหนที่ใช้เหตุผลเดียวกับที่อิสราเอลกระทำ การย้ายเมืองหลวงจากเทลอาวีฟ ที่เป็นเมืองทันสมัยสวยงาม มาที่เยรูซาเลม ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท ถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือเป็นการย้ายแบบหาเรื่อง เพราะการเอาเมืองศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเมืองหลวงจะยิ่งเพิ่มความอันตรายมากขึ้น ในเยรูซาเลมมีศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายแห่ง บางทีการปะทะกันในเมืองที่มีความขัดแย้งสูงผ่านความรุนแรงก็จะผลักความรุนแรงดังกล่าวเข้าไปอยู่ในศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อถึงเวลานั้นความรุนแรงและคุณภาพของความขัดแย้งก็ยิ่งเพิ่มความอันตรายอีกมากมายหลายเท่า

2.ความรุนแรงต่อศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์และผู้คน

หากการย้ายเมืองหลวงไปยังพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางความเชื่อและมีความเสี่ยงสูงนั้นเป็นไปเพื่อประกาศสัญลักษณ์ ด้วยการเอาเงื่อนไขความรุนแรงทั้งหมดมารวมไว้ที่เดียวกัน หมายความว่าอิสราเอลกำลังแปลงตัวเองจากรัฐสมัยใหม่มาเป็นรัฐที่เรียกว่า "รัฐความมั่นคงถาวร" (Perpetual Security State) ปกติแล้วรัฐก็จะมีหลายหน้า แน่นอนว่าความมั่นคงนั้นสำคัญ แต่พอรัฐเปลี่ยนมาเป็นรัฐความมั่นคงถาวร หมายความว่าทุกอย่างในชีวิตของรัฐก็จะถูกผลักให้เป็นเรื่องของความมั่นคงทั้งหมด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ชีวิตดังกล่าวจะมีความสุข เพราะมันจะนำมาแต่ทุกข์ ปัญหา และความขัดแย้งที่ยืดยาวไม่จบสิ้น

3. การก่อความเดือดร้อนและการขยายตัวของผู้เข้ายึดครองพื้นที่

เดิมแล้วในประวัติศาสตร์ปาเลสไตน์ต่างคนก็ต่างอาศัยกัน แต่ปัจจุบันเกิดการขยายตัวของผู้เข้ายึดครองพื้นที่ (Settlers) ที่นับวันก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งพื้นที่ที่ชาวอิสราเอลเข้ามายึดครองก็ไม่ใช่พื้นที่ว่าง แต่เป็นพื้นที่ที่มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่เดิมแต่ก่อนแล้ว ความรุนแรงที่เกิดจากการปล้นชิงพื้นที่ของผู้ย้ายเข้ามาอาศัยใหม่ชาวอิสราเอล ก็ถูกพิจารณาว่าเป็นเครื่องมือที่ไม่เป็นทางการของรัฐในการรุกคืบและยึดครองที่ดินของชาวปาเลสไตน์

รัฐบาลในสมัยของเบนเนตต์นอกจากจะคัดค้านเอกราชของชาวปาเลสไตน์แล้ว ก็จะไม่ให้มีการดำเนินเจรจาใด ๆ ด้วย ทั้งยังประกาศว่าจะสร้างการตั้งถิ่นฐานใหม่ ๆ ในเขตเวสต์แบงก์ จะทำให้การดำเนินการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอลในรอบ 55 ปีนี้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น และจะออกระบบกฎหมาย 2 ระดับ ที่ระดับหนึ่งใช้กับชาวปาเลสไตน์ และอีกระดับใช้กับชาวอิสราเอลผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่

นอกจากนี้ การปลูกฝังแนวคิดความเกลียดชังให้กับเด็กเยาวชนในดินแดนแห่งนี้ของอิสราเอลไม่ให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่มีความเมตตากรุณา ไปจนถึงการอบรมการใช้อาวุธความรุนแรง จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่าสิ่งเหล่านี้จะฉีกกระชากสังคมของอิสราเอลเองได้ถึงเพียงใดในระยะต่อไป?

4. คำตัดสินศาลสูงกรณีมูซาเฟร ยัตตา

แร็บไบ อาเธอร์ วาสเกาว์ (Rabbi Arthur Waskow) ได้เขียนโน้ตขอความช่วยเหลือว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ปี 2022 นี้ ศาลสูงอิสราเอลได้ประกาศตัดสินว่าให้รัฐทำลายหมู่บ้านปาเลสไตน์ 8 แห่งในเขตพื้นที่มูซาเฟร ยัตตา (Musafer Yatta) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฮิบรอน (South Hebron) และให้ขับไล่ผู้อยู่อาศัยเดิมออกไปอย่างถาวร

ซึ่งคำตัดสินศาลดังกล่าวนี้เป็นการทำลายความยุติธรรม เป็นการแสดงความโหดร้ายทางตุลาการอย่างถึงที่สุด ทั้งยังทำลายสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐอิสราเอลเป็นภาคีด้วย ตั้งแต่อนุสัญญาเจนีวา 1949 และธรรมนูญกรุงโรม 1998 ที่พิจารณาว่าคำตัดสินดังกล่าวเป็นอาชญากรรมสงครามและเป็นอาชญากรรมที่กระทำต่อมนุษยชาติ

4️⃣ ทัศนคติของไอน์สไตน์ต่อรัฐอิสราเอล

ไฮม์ ไวซ์มันน์ (Chaim Weitzmann) ประธานาธิบดีคนแรกของรัฐอิสราเอล ขณะที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก็ได้เชื้อเชิญอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักฟิสิกส์ผู้โด่งดังของโลกให้มาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ผ่านนายอับบา อีบัน (Abba Eban) ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น ผ่านคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเดวิด เบน-กูเรียน (David Ben-Gurion)

ด้วยเงื่อนไขว่า ไอน์สไตน์จะต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่อิสราเอลและยอมรับสัญชาติอิสราเอล แลกเปลี่ยนกับการอำนวยเสรีภาพในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ที่สุด ซึ่งไอน์ไตน์แม้จะรู้สึกขอบคุณกับคำเชื้อเชิญและมีความรู้สึกผูกพันกับชาวยิวอยู่แล้ว แต่ท่านก็ตอบปฏิเสธกลับไปด้วยเหตุผลเรื่องความเหมาะสมของตนในตำแหน่งที่ท่านประเมินว่าตนไม่มีความสามารถ นอกเหนือจากงานที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น

ถึงกระนั้นไอน์สไตน์ก็ได้ให้มุมมองที่ท่านมีต่อรัฐอิสราเอลภายหลัง ซึ่งได้รับการระบุในหนังสือ The Ultimate Quotable Einstein หน้าที่ 212 ตีพิมพ์ในปี 2010 โดยสำนักพิมพ์ Princeton University Press ว่า :

❝ ข้าพเจ้าเห็นควรกับข้อตกลงที่สมเหตุสมผลกับชาวอาหรับบนพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติมากกว่าการสถาปนารัฐยิว การตระหนักรู้ของข้าพเจ้าเกี่ยวกับแก่นคำสอนสำคัญของศาสนายูดาห์นั้นขัดต่อแนวคิดเรื่องการจัดตั้งรัฐยิวที่มีพรมแดน กองทัพ และอำนาจทางโลก ไม่ว่าจะมีมากน้อยเพียงใดก็ตาม ข้าพเจ้าเกรงว่า[การจัดตั้งรัฐยิว]จะสร้างความเสียหายจากภายในแก่ศาสนายูดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการพัฒนาลัทธิชาตินิยมแบบคับแคบกันเองในกลุ่มชนของเรา ซึ่งเราจะต้องต่อสู้อย่างแข็งขัน[กับแนวคิดดังกล่าว]อยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่มีรัฐยิวก็ตาม ❞

ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักคำสอนอิสลาม หากเรากลับมาดูฮะดีษของท่านนบีที่ได้รับการบันทึกอยู่ใน เศาะฮีฮ์ มุสลิม เล่มที่ 32 ลำดับที่ 6247 อบู ษัรร์ ได้รายงานว่าท่านนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงประสบแด่ท่าน) ได้รับคำบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าว่า :

❝ การอธรรมกดขี่นั้นเป็นที่ต้องห้ามสำหรับข้าและเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าได้กระทำการกดขี่ต่อผู้หนึ่งผู้ใดเลย ❞

เพราะนอกจากการกดขี่จะเป็นการบ่อนทำลายผู้อื่นแล้ว มันยังได้บ่อนทำลายจิตวิญญาณภายในของตัวเราเองด้วย

◉ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

สรุปและเรียบเรียง Sh.Budhavajana


หมายเหตุบรรณาธิการ : บทความชิ้นนี้ผ่านการแก้ไขสำนวนเป็นภาษาเขียนและย่นเนื้อความเพื่อความชัดเจนของเนื้อหา สรุปความจากการบรรยายหัวข้อ นโยบายป้ายพิษตนเองของรัฐบาลอิสราเอล โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในงานเสวนาหัวข้อ ฤาชาวปาเลสไตน์จะไร้สิทธิบนแผ่นดินแม่ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ณ ห้องประชุมสโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เผยแพร่ครั้งแรก May 21, 2022

📖 อ่านบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง ทำไมไอน์สไตน์ปฏิเสธตำแหน่งประธานาธิบดีอิสราเอล