จากข่าวเกี่ยวกับการบูลลี่กัน เรานึกขึ้นว่าในช่วงมีนาคมที่ผ่านมา ได้เจอเด็กประถมคนนึงที่ลักษณะท่าทางดูแปลกๆ กว่าเด็กในย่านเดียวกัน
ไม่แน่ใจนะว่าเพราะการที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า แต่พฤติกรรมมันชวนให้สงสัยจริงๆ เราเลยนึกๆ เป็นข้อๆ แล้วลองไปถาม AI มา มันก็เข้าข่าย "แอสเพอร์เกอร์" มากๆ
เราขอย้ำว่า สิ่งที่ AI บอกมันก็เป็นแค่การถามแบบคร่าวๆ เฉยๆ ถ้าจะให้ชัดๆ ก็ต้องพาเด็กไปเจอหมอเด็กนั่นแหล่ะ
3 พฤติกรรมที่เข้าข่ายภาวะแอสเพอร์เกอร์
- ทักษะทางสังคมบกพร่อง (Social Interaction Deficits)
มีปัญหาในการทำความเข้าใจและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่น
พูดถึงเรื่องที่ตนเองสนใจฝ่ายเดียว โดยไม่สังเกตสีหน้า ท่าทาง หรือความรู้สึกของคนฟังว่าพวกเขาสนใจอยากฟังด้วยหรือไม่ บางครั้งไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแล้ว (ด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองรำคาญ) ในกรณีนี้ก็คือ เด็กคนนั้นเค้าพูดถึงแต่เรื่องมือถือ และเกมมือถือที่ตัวเองเล่นอยู่
การไม่เข้าใจขอบเขตส่วนบุคคลและสังคม ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ทางสังคมที่ละเอียดอ่อน เราเจอเด็กคนนี้เข้าบ้านคนอื่นโดยไม่ขออนุญาต และไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แค่เห็นว่ารั้วบ้านเปิดอยู่ก็เดินเข้ามาได้เลย หรือการขอสิ่งของจากคนแปลกหน้าเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา เช่น ไปซื้อขนมแต่ไม่ได้นำเงินไปด้วย จึงถามแม่ค้าว่า "ขอฟรีเลยได้ไหม อยากกินขนม"
- พฤติกรรมซ้ำๆ และความสนใจเฉพาะทาง (Repetitive Behaviors and Restricted Interests)
คือเราเห็นว่าเด็กคนนี้แสดงพฤติกรรมซ้ำๆ หรือมีความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างหมกมุ่นผิดปกติ ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการปรับตัตามสถานการณ์ ณ เวลานั้นๆ สิ่งที่เราเจอกับตัวคือ
ความหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พูดถึงแต่เรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ หรือใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับกิจกรรมนั้นๆ เราเจอว่าเด็กคนนี้พูดถึงแต่เรื่องมือถือและเกมมือถืออย่างที่บอกไปตอนต้น
กิจวัตรที่ยืดหยุ่นไม่ได้ ต้องการทำกิจวัตรประจำวันแบบเดิมๆ ทุกวัน หากมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เกิดความไม่สบายใจหรือหงุดหงิดอย่างมาก เด็กคนนี้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า ทะเลาะกับพ่อ พ่อไล่ออกจากบ้าน เพราะเด็กอยากออกมาขี่จักรยานไฟฟ้าตอนบ่ายที่แดดจัดๆ ครั้งที่แล้วพ่อก็ห้ามแต่ไม่ฟัง ยังออกมาอีก ครั้งนี้พ่อโมโหมากถึงกับพูดว่าไล่ออกจากบ้านและยึดกุญแจรถไว้เลย ซึ่งปกติเด็กคนนี้มักจะออกมาขี่จักรยานไฟฟ้าช่วงบ่ายเสมอ ไม่ว่าวันนั้นแดดจะร้อนแค่ไหน หรือฝนจะตกปรอยๆ ก็ยังออกมา
ความต้องการที่ต้องได้รับการตอบสนองทันที ไม่สามารถรอคอยได้ ต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งในทันที ที่จำได้ติดตาคือ ครั้งแรกที่เจอกัน เด็กคนนี้พยายามจะช่วย "ชาร์จแบต" ในมือข้างนึงถือหัวชาร์จกับสาย อีกข้างนึงถือมือถือของตัวเองอยู่ พยายามจะขอชาร์จแบต ซึ่งเราก็ไม่ได้ห้ามอะไร แต่เด็กก็พบว่าสายชาร์จเป็นคนละแบบกับมือถือเครื่องอื่น เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวกลับบ้านไปเอาสายชาร์จใหม่มานะ .... คนที่อยู่ตรงนั้นก็งงกันไปดิ
- การรับรู้ประสาทสัมผัสและดูแลตัวเองผิดปกติ (Sensory and Self-Care Issues)
เด็กบางคนอาจมีการรับรู้ประสาทสัมผัสที่แตกต่างไปจากคนทั่วไป หรือมีปัญหาในการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น
การรับรู้ทางสายตาที่ผิดปกติ การจ้องหน้าจอในระยะที่ใกล้มากกก เชื่อมั้ยว่าเด็กคนนี้ตอนที่ขี่จักรยานไฟฟ้า มือข้างนึงถือมือถือไปด้วย แล้วเอาไปจ้องแบบใกล้หน้ามากๆ (นึกภาพตามนะ ห่างจากหน้าแค่ประมาณ 1 ฝ่ามือแนวตั้ง) ขี่ไปด้วยจ้องจอไปด้วย อันตรายมากๆ!! โชคดีมากที่ยังไม่เคยโดนรถชน
สุขอนามัยส่วนบุคคล อันนี้เคยถามเด็กว่า ตื่นกี่โมง นอนกี่โมง เค้าตอบว่า นอนประมาณตีสอง ถามว่าทำอะไร ก็ไม่ตอบ แต่บอกว่าตื่นบ่ายสอง (อันนี้ยังไม่ปักใจเชื่อเท่าไหร่) แต่มีครั้งนึงเคยได้ยินพ่อเด็กคุยกับเพื่อนลูกที่มาหาที่บ้าน พ่อเด็กบอกไปว่า ยังไม่ตื่นหรอก ตื่นบ่ายๆ โน่น ค่อยมาตอนบ่ายนะ
การรับรู้ความรู้สึกทางกายที่แตกต่าง ปกติเด็กและคนทั่ๆ ไปเค้าต้องพักหลบแดด หรือเดินในที่ร่มๆ ถ้าฝนตกก็เข้าที่หลบฝน แต่เด็กคนนี้ยอมอยู่กลางแดดจัดช่วงบ่าย เพื่อขี่จักรยานไฟฟ้า ซึ่งอาจเป็นเพราะการรับรู้ความร้อนหรือความไม่สบายตัวจากแสงแดดแตกต่างไปจากคนทั่วไป
สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน เช่น การขี่จักรยานไฟฟ้าด้วยความเร็วสูง (แบบบิดหมดปลอกที่น่าจะราวๆ 20-25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) โดยไม่เบรกแม้ว่าจะผ่านหลังเต่าหรือออกจากซอย ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อทั้งตัวเด็กเองและผู้อื่น
นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านสุขภาพช่องปาก และที่สำคัญคือปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกบูลลี่หรือการแยกตัวออกจากสังคมได้
การทำความเข้าใจในแนวทางการช่วยเหลือ
เด็กกลุ่มนี้ต้องอาศัยความอดทนและแนวทางที่ชัดเจน
ใช้กฎที่ชัดเจน บอกตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เด็กจะเข้าใจคำสั่งที่ตรงไปตรงมาและเป็นรูปธรรมได้ดีกว่าคำพูดที่อ้อมค้อมหรือต้องตีความ เช่น "ขี่ชิดซ้ายนะ" แทนที่จะบอกว่า "ระวังหน่อยนะ" จากสิ่งที่เราเจอกับตัว เด็กคนนี้มีความจำที่ค่อนข้างสั้น เพิ่งบอกไปไม่นานก็อาจจะลืมอีกแล้ว เช่น บอกให้ขี่ชิดซ้าย จากนั้นไม่นานก็กลับมาขี่กลางถนนอีก ต้องพูดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการย้ำเตือนและสอนซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ
กำหนดเวลาและขอบเขตให้ชัดเจน การสร้างกิจวัตรที่แน่นอนและกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนจะช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นคงและเข้าใจสิ่งที่คาดหวังจากพวกเขา
พาพบจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดแล้ว การวินิจฉัยที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญจะนำไปสู่การวางแผนการดูแลและพัฒนาที่เหมาะสม
สิ่งที่เราพอจะทำได้
หากเราพอจะสนิทกับผู้ปกครองของเด็ก การเกริ่นๆ หรือพูดคุยอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับข้อสังเกตที่เราเห็น อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการให้ความช่วยเหลือ (ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ก็คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองในการตัดสินใจ)
แต่ถ้าเราไม่ได้สนิทกับผู้ปกครอง เราก็คงทำได้เพียงแค่บอกหรือเตือนเด็กอยู่เรื่อยๆ ตามโอกาสที่มี ซึ่งถึงแม้จะดูเหมือนเป็นเพียงการกระทำเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ดีกว่าการปล่อยผ่านไปเฉยๆ อย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยที่สุด เราก็ได้พยายามสร้างความปลอดภัยและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่เด็กคนหนึ่งแล้ว
การทำความเข้าใจและให้การสนับสนุนเด็กที่มีความแตกต่าง ไม่ใช่เพียงแค่การช่วยเหลือพวกเขา แต่ยังเป็นการสร้างสังคมที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลาย ซึ่งจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างเข้าอกเข้าใจของทุกคนในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่จะหาได้ยากแล้วในปัจจุบัน

Comments