หลังจากได้ฟัง EP. "Thai culture ที่เจอแล้วงง" จากรายการ Go With The Four ที่พูดถึงวัฒนธรรมไทยในการทำงานร่วมกัน ก็ทำให้นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ได้รับมอบหมายให้เป็น "หัวหน้าทีม" อย่างเต็มตัวแบบกะทันหัน (เพราะมีการจัดผังองค์กรใหม่) และเป็นครั้งแรกที่ต้องทำสิ่งที่เรียกว่า "Feed Forward"
ในบริบทของการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในสังคมไทยที่เรื่องของอาวุโสและความเกรงใจมักจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ตอนนั้นในทีมงานมีทั้งคนที่อายุมากกว่า และอายุน้อยกว่าพร้อมๆ กัน เรามักจะพบว่าการสื่อสารให้ตรงกับสิ่งที่คิดจริงๆ นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ บางครั้งเราอยากจะช่วยให้เพื่อนร่วมงานหรือทีมพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น แต่กลับไม่กล้าที่จะ "พูดตรงๆ" เพราะกลัวผลกระทบที่อาจตามมา ซึ่งนี่คือจุดที่ "Feed Forward" เข้ามามีบทบาทสำคัญ
"Feed Forward" ที่เป็นมากกว่าแค่ Feedback
ถ้าพูดถึง "Feedback" ที่เกือบทุกคนวัยทำงานจะรู้จักกันอยู่แล้ว เป็นการย้อนมองสิ่งที่ผ่านมา เพื่อประเมินผลหรือชี้ให้เห็นข้อผิดพลาด แต่กับ "Feed Forward" นั้นแตกต่างออกไป
คิดๆ ดูแล้ว เราก็สามารถแยกคำนี้ออกเป็นสองส่วน เพื่อทำความเข้าใจรากของมันว่าคืออะไร
- "Feed" คือการป้อนข้อมูล การให้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำ ข้อสังเกต หรือมุมมองที่สร้างสรรค์
- "Forward" คือการก้าวไปข้างหน้า การมุ่งสู่ความก้าวหน้า หรือการพัฒนาให้ดีขึ้น
"Feed Forward" จึงเหมือนเป็นการ "ป้อนข้อมูลเพื่อชีวิตที่ก้าวหน้า" เป็นการสื่อสารที่พูดถึงอนาคตและศักยภาพในการพัฒนา โดยมีหัวใจสำคัญคือการเปิดใจคุยกันแบบตัวต่อตัว (One-on-One) ไม่มีกำแพงเรื่องตำแหน่งหรืออาวุโสมาขวางกั้น ทุกคนสามารถแนะนำ ชมเชย หรือแม้แต่เตือนกันได้อย่างตรงไปตรงมา โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน
ทำไม "Feed Forward" ถึงสำคัญในการทำงานเป็นทีม?
ในโลกของการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดคือการรับฟังความคิดเห็นตรงๆ จากคนที่อยู่รอบข้างเราจริงๆ
แต่บ่อยครั้งที่เราพบว่าการ "พูดตรงๆ" ในสังคมไทยอาจจะเจออุปสรรคบางอย่างที่ทำให้เราลังเลที่จะสื่อสารออกไป เช่น
•กลัวถูกมองว่าก้าวร้าว: การพูดตรงๆ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีอาวุโสกว่า อาจถูกตีความว่าเป็นการคุกคาม ไร้มารยาท หรือไม่เคารพผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยง
•กลัวถูกมองว่าไม่รู้ (กลัวดูโง่): บางคนอาจกลัวว่าการตั้งคำถาม การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือการยอมรับว่าไม่รู้ จะทำให้ดูเหมือนเป็นคนไม่ทำการบ้าน ไม่ค้นคว้าด้วยตัวเอง หรือไม่มีความสามารถ
•กลัวกระทบความสัมพันธ์: ความกังวลว่าคำพูดของเราจะไปทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี หรือทำให้เขารู้สึกเสียหน้าหากตอบคำถามไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในการทำงานในระยะยาว
แต่ "Feed Forward" ช่วยให้เราก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ได้ ด้วยการสร้างบรรยากาศที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดและรับฟัง โดยมีหลักสำคัญคือ "พูดตรงๆ แต่ไม่หยาบคาย ไม่ต้องแซะ ไม่ต้องประชดประชัน" แต่เป็นการสื่อสารด้วยความปรารถนาดีอย่างแท้จริง มุ่งเน้นไปที่การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อการพัฒนา ไม่ใช่การตัดสินหรือตำหนิ
บทเรียนจากประสบการณ์จริง : เมื่อทีมงานกล้า "Feed Forward" หัวหน้า
ข้าพเจ้าเองก็มีหลายๆ ครั้งที่อยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัดใจในการทำงานร่วมกัน จนกระทั่งหัวหน้าแนะนำให้จัดกิจกรรม "Feed Forward" ที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนในทีมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกันและกัน รวมถึงกับตัวเองในฐานะหัวหน้าทีมนี้ด้วย โดยพวกเราได้วางตัวกันแบบหลวมๆ เพื่อให้บรรยากาศเป็นไปโดยสบายๆ ผ่อนคลายที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้น
ในครั้งนั้นเอง ข้าพเจ้าก็ได้รับ "Feed Forward" ที่สำคัญและตรงไปตรงมาที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการทำงาน ทีมงานส่วนนึงพูดในแนวทางที่ว่า "อยากให้มีความเป็นผู้นำมากกว่านี้" และ "อยากให้เด็ดขาดมากกว่านี้" แน่นอนว่าไม่ได้เป็นการตำหนิ แต่เป็นการสะท้อนมุมมองที่ทีมงานเห็น และปรารถนาดีอยากให้ตัวเองพัฒนาขึ้น เช่นเดียวกับความคิดเห็นของข้าพเจ้าที่มอบให้กับทีมงานแต่ละคนเช่นกัน
หลังจากได้รับฟัง ข้าพเจ้าได้คิดวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ตามกำลังสติปัญญาในวัยนั้น บางคืนก็ยังนอนครุ่นคิดจนนอนดึกไปบ้าง ได้ค้นคว้าหาตัวตนที่ควรจะเป็นในบทบาทผู้นำ ตามหาหนังสือเรื่องการพัฒนาตัวเองหลายๆ เล่มที่ซื้อเอาไว้เพื่อเอากลับมาอ่านซ้ำอีกรอบ และพยายามปรับปรุงตัวเองในด้านที่ทีมงานได้ให้ข้อเสนอแนะอย่างเปิดใจ
ผลก็คือ ครั้งนั้นได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่หล่อหลอมให้เป็นตัวข้าพเจ้าในปัจจุบันนี้ นี่แหละนะ...การได้รับมุมมองจากผู้อื่น โดยเฉพาะจากคนที่ทำงานใกล้ชิดกับเราจริงๆ นั้น มีคุณค่ามหาศาลโดยไม่ต้องไปหาอ่านหาเรียนที่ไหนเลย
ฝึกฝนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
หากเราต้องการพัฒนาตัวเองและพาชีวิตให้ก้าวหน้า การฝึกฝนการ "พูดตรงๆ" อย่างสร้างสรรค์ และการเปิดใจรับฟัง "Feed Forward" จากคนรอบข้าง (รวมถึงครอบครัว สามีภรรยา ลูก และเพื่อนสนิท) จึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง มันคือการสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน ที่ทุกคนสามารถเป็นกระจกสะท้อนให้กันและกัน เพื่อให้เราเห็นจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาได้อย่างชัดเจน และพร้อมที่อยู่ร่วมกันและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
การนำแนวคิด "Feed Forward" ไปปรับใช้ในทีม ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร แต่เป็นการสร้างรากฐานของความไว้วางใจ ความเข้าใจ และการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งจะนำไปสู่ทีมหรือสังคมที่แข็งแกร่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ใครเคยลองใช้ "Feed Forward" แล้ว ได้รับความรู้สึกและบทเรียนอะไรบ้าง ใครยังไม่เคย ลองเอาไปใช้ในทีมหรือในครอบครัวกันดูนะ

Comments