ช่วงนี้ ไม่รู้ว่าทำไม เราเจอเรื่องที่รู้สึกว่า มันไม่สงบ

เราสามารถสร้างความสงบด้านการเงินด้วยตัวเองได้มั้ย

จึงค้นพบว่า

หากให้คำว่า "ความสงบด้านการเงิน" กับ "ความยั่งยืนด้านการเงิน" เป็นประเทศ, 2 ประเทศนี้ พรมแดนติดกัน จนถ้ามองจากมุมสูง เหมือนเป็นประเทศเดียวกันไปแล้ว

เราถูกสอนด้วยประสบการณ์ต่าง ๆ ว่า ถ้ามีเงินมากพอ เงินเก็บในบัญชีจะเยอะขึ้น และความสงบทางการเงิน (ไม่ต้องมานั่งคิดว่า วันนี้จะมีพอกินมั้ย) และความยั่งยืนจะดูยืนระยะได้ยาวขึ้นด้วย

ในสมัย Baby Boomer คติที่ว่า กัดก้อนเกลือกิน ดูจะใช้ได้ และดูจะทำให้ความสัมพันธ์ทางครอบครัวดูแน้นแฟ้นดี (รักกันหรือไม่ อีกเรื่อง)

แต่ในยุคที่ ทุกคนในสังคมเมือง ถูกผลักให้ออกมาทำงานนอกบ้าน ต้องมี 2-3 งาน และต้องรับผิดชอบงานบ้าน งานเลี้ยงลูก ที่ แปรเปลี่ยนเป็นเงิน ไม่ได้ง่าย ๆ ด้วยแล้ว (ถ้าคุณไม่ขายลูกเข้า Reels, Tiktok, YT, Instragram, หรือเอาลูกประกวดความสามารถชิงทุน)

หรือจริง ๆ แล้ว การไม่มีคนช่วยใช้เงิน และเงินที่เราหามาได้ เพียงพอที่จะดูแลความฝัน และชีวิตในยามเกษียณได้ น่าจะทำให้คน ๆ นั้น เข้าถึง "ความสงบด้านการเงิน" ได้ง่ายขึ้นมาก

น่าเสียดาย

เพราะเส้นทางสู่ความสงบด้านการเงิน ก็คงเหมือน เส้นทางแห่งการค้นพบตัวตนที่บริสุทธ์ ค้นพบพระเจ้า ค้นพบผู้คุ้มครอง ค้นพบตัวตนของเรา ที่ดีที่สุดในโลกใบนี้

เส้นทางนี้ อาจจะเดินข้าง ๆ ใคร อาจจะสวนทางกับใคร อาจจะมีใครร่วมทาง

เว้นแต่ คุณอยากให้ใครร่วมทางด้วย ... คำถามจะเปลี่ยนไปทันที ... การเดินทางจะเปลี่ยนไป

แต่สุดท้าย .... ไม่มีใครเดินร่วมไปกับเราจนวันสุดท้าย .... ไม่มีใครส่งเราจนสุดปลายทาง .... และไม่มีใครช่วยเราได้ตลอดไป

เมื่อเข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว ต้องเข้าใจด้วยความสงบ เข้าใจด้วยธรรมชาติของมัน แล้วคุณจะทำทุกอย่าง เพื่อหวงแหนความสงบนั้นด้วยชีวิตของคุณเอง

ขอให้วันนี้ มีเพียงความสงบ และได้อยู่ในอ้อมกอดแห่งความปลอดภัย ที่ยั่งยืนตลอดไป