4 ประเภทหลัก

  1. ผลประโยชน์ระยะสั้น: คาดว่าจะจ่ายภายใน 1 ปีหลังสิ้นงวด (เช่น โบนัส, วันลาพักผ่อน)
  2. ผลประโยชน์หลังออกจากงาน (Post-Employment): เช่น บำเหน็จ บำนาญ แบ่งเป็น:
    2.1 สมทบเงินกู้ (Defined Contribution): เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ความเสี่ยงอยู่ที่พนักงาน จ่ายแล้วจบ ➡️ เข้า PNL
    2.2 โครงการผลประโยชน์ (Defined Benefit): ความเสี่ยงอยู่ที่นายจ้าง (บริษัทต้องตั้งประมาณการหนี้สิน) ➡️ ตัวตั้งต้นเข้า PNL แต่วัดมูลค่าใหม่ (Remeasurement) เข้า OCI
  3. ผลประโยชน์ระยะยาวอื่น: จ่ายหลัง 1 ปีแต่ก่อนเกษียณ (เช่น รางวัลทำงานครบ 20 ปี, ท่องเที่ยว) ➡️ ทุกอย่างรวมถึงการวัดมูลค่าใหม่ เข้า PNL ทั้งหมด!
  4. ผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง (Termination): "จำใจจาก" จ่ายเพราะสั่งให้ออก ไม่ใช่ตอบแทนการทำงาน ➡️ เข้า PNL

ว่าด้วยเรื่อง โครงการผลประโยชน์ (Defined Benefit)

จัดตั้ง สินทรัพย์โครงการ (Plan Assests) คล้ายๆกองทุน โดย มีหลักการบันทึก ดังนี้

  1. ต้นทุนบริการปัจจุบัน วิ่งเข้า PL
  2. ต้นทุนดอกเบี้ย เข้า PL
  3. การวัดมูลค่าใหม่ (Remeasurements): ได้แก่ ผลกำไรขาดทุนจากการประเมินตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย (เช่น คนลาออกไม่ตรงเป้า, ดอกเบี้ยตลาดเปลี่ยน), ผลตอบแทนจากสินทรัพย์โครงการ, และผลกระทบจากเพดานสินทรัพย์ เข้า กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (OCI)

เพดานสินทรัพย์โครงการ

เมื่อบริษัทจัดตั้ง "กองทุนผลประโยชน์ของพนักงาน" (Defined Benefit Plan) ขึ้นมา บริษัทจะต้องนำเงินไปสมทบในกองทุน (เรียกว่า สินทรัพย์โครงการ - Plan Assets) เพื่อเอาไว้จ่ายพนักงานในอนาคต (เรียกว่า ภาระผูกพันผลประโยชน์ - Defined Benefit Obligation: DBO)
ณ วันสิ้นงวด ผู้วัดมูลค่าจะนำสองยอดนี้มาเน็ตกัน (Net) เพื่อแสดงในงบแสดงฐานะการเงิน:

  1. ยอดสุทธิที่คำนวณได้ (Plan Assets - DBO)
  2. เพดานสินทรัพย์ (Asset Ceiling) ซึ่งคือ "มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ในรูปของเงินคืนจากโครงการ หรือการลดการสมทบเงินในอนาคต"
    หากยอดสุทธิสูงกว่าเพดานสินทรัพย์ ส่วนเกินนั้นจะไม่สามารถรับรู้เป็นสินทรัพย์ได้ และต้องปรับลดมูลค่าลงผ่าน กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (OCI) (เรียกว่าการวัดมูลค่าใหม่ - Remeasurement)
    ตัวอย่าง
    บริษัท ร่ำรวย จำกัด (มหาชน) มีโครงการผลประโยชน์พนักงานหลังออกจากงานประเภทกำหนดประโยชน์กลุ่มหนึ่ง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีข้อมูลทางคณิตศาสตร์ประกันภัยดังต่อไปนี้:
  1. คำนวณหาจำนวนยอด สินทรัพย์ผลประโยชน์พนักงานสุทธิ ที่บริษัทสามารถรับรู้ได้ในงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ตาม TFRS 19
  2. คำนวณหา ผลกระทบจากเพดานสินทรัพย์ (Effect of Asset Ceiling) ที่ต้องรับรู้ในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (OCI)
  3. แสดงการบันทึกรายการบัญชีที่เกี่ยวข้อง ณ วันสิ้นงวด
    วิธีทำ

ข้อ 1: คำนวณสินทรัพย์ผลประโยชน์พนักงานสุทธิที่จะแสดงในงบฯ
ขั้นตอนที่ 1: คำนวณยอดส่วนเกินของโครงการ (Surplus)
Surplus = Plan Assets - DBO
Surplus = 6,200,000 - 5,000,000 = 1,200,000 บาท
ขั้นตอนที่ 2: เปรียบเทียบกับเพดานสินทรัพย์ (Asset Ceiling)
ยอดส่วนเกินของโครงการ (Surplus) = 1,200,000 บาท
เพดานสินทรัพย์ (Asset Ceiling) = 800,000 บาท
สรุป: ตาม TFRS 19 กำหนดให้รับรู้ด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่าดังนั้น บริษัทสามารถรับรู้ สินทรัพย์ผลประโยชน์พนักงานสุทธิ ในงบแสดงฐานะการเงินได้เท่ากับ 800,000 บาท

ข้อ 2: คำนวณผลกระทบจากเพดานสินทรัพย์ (Effect of Asset Ceiling)
ยอดส่วนเกินที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าเพดานที่มาตรฐานยอมรับให้เป็นสินทรัพย์ ดังนั้นส่วนต่างนี้คือผลกระทบที่ต้องปรับลดลง
ผลกระทบจากเพดานสินทรัพย์ = ยอดส่วนเกิน (Surplus) - เพดานสินทรัพย์
ผลกระทบจากเพดานสินทรัพย์ = 1,200,000 - 800,000 = 400,000 บาท
ยอด 400,000 บาทนี้ จะต้องนำไปรับรู้เป็นรายการขาดทุนจากการวัดมูลค่าใหม่ใน กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (OCI) และจะไม่ถูกจัดประเภทใหม่เข้าไปในงบกำไรขาดทุนในงวดต่อๆ ไป

ข้อ 3: การบันทึกรายการบัญชี (Journal Entry)
สมมติว่าในระหว่างปีมีการเน็ตยอด DBO และ Plan Assets แล้วได้ยอดสินทรัพย์สุทธิเบื้องต้น 1,200,000 บาท การปรับปรุงเพื่อสะท้อนเพดานสินทรัพย์จะเป็นดังนี้:
เดบิต กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น - ผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าใหม่ (เพดานสินทรัพย์) 400,000
เครดิต สินทรัพย์ผลประโยชน์พนักงานสุทธิ 400,000