จำนิยามกันก่อน
1. กำไรทางบัญชี (Accounting Profit)
กำไรตามสมุดบัญชี ที่นักบัญชีทำตามมาตรฐานเป๊ะๆ (รายได้ - ค่าใช้จ่าย) เป็นตัวเลข "ก่อน" ที่จะเอาไปหักภาษี
2. กำไร (ขาดทุน) ทางภาษี (Tax Profit)
กำไรตามใจสรรพากร เป็นตัวเลขกำไรทางบัญชีที่ถูกเอามา "ปรับปรุง/บวกกลับ" ตามกฎหมายภาษี เพื่อเอาตัวเลขนี้ไปคูณเรทภาษีและจ่ายเงินจริงๆ
3. ภาษีเงินได้ของงวดปัจจุบัน (Current Tax)
เงินภาษีสดๆ ที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายให้สรรพากรในปีนี้ (หรือที่สรรพากรต้องคืนให้) ซึ่งคำนวณมาจาก "กำไรทางภาษี" ในข้อ 2
4. ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ (Tax Expense)
บรรทัด "ค่าภาษี" ที่โชว์ในหน้างบกำไรขาดทุน มันคือตัวเลข ภาษีที่ต้องจ่ายจริงปีนี้ (ข้อ 3) รวมกับ ภาษีของอนาคต (รอการตัดบัญชี) เพื่อให้ตัวเลขค่าภาษีในงบ สะท้อนกำไรที่แท้จริงตามบัญชี
5. หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred Tax Liability - DTL)
- กิจการได้สิทธิ "จ่ายภาษีน้อยลงในวันนี้" (ทำให้กำไรทางบัญชีสูงกว่ากำไรทางภาษี) แต่ต้องแลกมากับภาระที่ต้อง "จ่ายภาษีเพิ่มขึ้นในอนาคต" จึงถือเป็น "หนี้สิน" ของกิจการ
- เกิดจากการที่ปีนี้กฎหมายสรรพากรใจดีให้เราเสียภาษีน้อยไปก่อน (หรือบัญชีรับรู้รายได้เร็วกว่าสรรพากร) แต่เดี๋ยวอนาคตก็ต้องตามไปจ่ายคืนสรรพากรอยู่ดี เลยต้องตั้งเป็น "หนี้สิน" รอไว้
- ตัวอย่างรายการที่ทำให้เกิด DTL:
- ค่าเสื่อมราคาที่คิดต่างกัน: เช่น ทางภาษีอนุญาตให้คิดค่าเสื่อมได้เร็วกว่าทางบัญชีในปีแรกๆ (ทางภาษีหักค่าใช้จ่ายได้เยอะ กำไรจึงต่ำและเสียน้อย) แต่ในปีหลังๆ ทางภาษีจะไม่มีค่าเสื่อมให้หักแล้ว ทำให้ในอนาคตจะต้องเสียภาษีแพงขึ้น
- การตีราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น (Revaluation of Asset): ทางบัญชีมีมูลค่าสินทรัพย์สูงขึ้นและรับรู้กำไร/ส่วนเกินทุนจากการตีราคา (OCI) แต่ทางภาษียังไม่ได้ถือเป็นรายได้จนกว่าจะขายสินทรัพย์นั้นออกไป
6. สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred Tax Asset - DTA)
- กิจการต้อง "จ่ายภาษีเยอะไปก่อนในวันนี้" (ทำให้กำไรทางภาษีสูงกว่ากำไรทางบัญชี) แต่กิจการจะได้สิทธิประโยชน์กลับคืนมาในรูปแบบของการ "ประหยัดภาษี (จ่ายน้อยลง) ในอนาคต" จึงถือเป็น "สินทรัพย์" ของกิจการ
- เกิดจากการที่ปีนี้เรายอมควักเนื้อจ่ายภาษีให้สรรพากรไปเยอะเกินกว่าที่บัญชีคิดไว้ (เช่น สรรพากรไม่ยอมให้หักค่าใช้จ่ายบางตัวในปีนี้) หรือบริษัทมีขาดทุนสะสมยกมา ในอนาคตเราเลยจะได้สิทธิเสียภาษีน้อยลง จึงตีมูลค่าสิทธินี้เป็น "สินทรัพย์" ของบริษัทไว้ก่อน
- ตัวอย่างรายการที่ทำให้เกิด DTA:
- การตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต (หนี้สงสัยจะสูญ): ทางบัญชีหักเป็นค่าใช้จ่ายไปแล้ว แต่สรรพากรยังไม่ยอมให้หักจนกว่าจะมีการตัดจำหน่ายหนี้สูญจริงตามกฎหมาย
- การตั้งประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงาน: ทางบัญชีรับรู้ค่าใช้จ่ายทันที แต่สรรพากรจะให้หักเป็นค่าใช้จ่ายก็ต่อเมื่อมีการจ่ายเงินจริงเมื่อพนักงานเกษียณ
- ผลขาดทุนทางภาษียกไป: สามารถนำไปหักกำไรในปีต่อๆ ไปได้ (ไม่เกิน 5 ปี)
- การฝากขาย:
Step 1 มุมมองทางบัญชี (Book Value): สำหรับการฝากขาย หากผู้รับฝากยังขายของให้บุคคลภายนอกไม่ได้ มาตรฐานการบัญชีบังคับว่า "ยังไม่เกิดการขาย" กิจการจึงต้องปรับปรุงล้างยอดขาย 500 ล้านบาท และล้างต้นทุนขาย 400 ล้านบาททิ้งไป ผลก็คือ กำไรทางบัญชีจะถูกหักออกหรือ "หายไป 100 ล้านบาท"
Step 2 มุมมองทางภาษี (Tax Base): โดยปกติหากมีการเปิดใบกำกับภาษีตอนส่งของ สรรพากรจะยึดตามเอกสารและมองว่า "เกิดการขายแล้ว" แปลว่าสรรพากรมองว่ากิจการมีกำไร 100 ล้านบาท และคุณต้องเสียภาษี (ภาษีเงินได้งวดปัจจุบัน) ไปแล้ว
Step 3 เข้าสมการเปรียบเทียบ: เมื่อบัญชีล้างกำไรทิ้ง (กำไร 0) แต่สรรพากรคิดกำไรไปแล้ว 100 ล้าน แปลว่าในมุมมองของสมการ บัญชีเรา "จนลง" (บัญชีจนกว่าสรรพากร)
Step 4 สรุปผลลัพธ์: กฎเหล็กของ TAS 12 คือ "รวยขึ้นเป็น DTL / จนลงเป็น DTA"
การที่เราจนลงทางบัญชี แปลว่าคุณได้ควักเงินเสียภาษีให้สรรพากร "ล่วงหน้า" ไปแล้ว (จากกำไร 100 ล้าน) ซึ่งผลต่างนี้คือ "ผลต่างชั่วคราวที่ใช้หักภาษี"
ในอนาคตเมื่อผู้รับฝากสามารถขายสินค้าออกไปได้จริง ทางบัญชีจะรับรู้กำไร 100 ล้านบาทเข้ามาในงบ แต่ทางภาษีคุณไม่ต้องเสียซ้ำแล้ว รายการนี้จึงถือเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอนาคต ต้องตั้งเป็น DTA (สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี) = 100 ล้านบาท x อัตราภาษี ครับ
ตัวอย่าง : สินทรัพย์สิทธิการใช้ต้นงวด มูล่า 900 ล้านบาท ค่าเสื่อมราคา 90 ล้าบาท ค่าเช่ารายปี 100 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีดอกเบี้ยจ่ายรวมอยู่ 30 ล้านบาท เป็น DTA หรือ DTL
ตอบ:รายการนี้ถือว่าก่อให้เกิด DTA (สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี) สุทธิครับ! โดยจะเกิดจากส่วนต่างจำนวน 20 ล้านบาท
Step 1 บัญชี (Book): กิจการต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายใน PNL 2 ตัว คือ ค่าเสื่อมราคา ROU (90 ล้านบาท) + ดอกเบี้ยจ่าย (30 ล้านบาท) = รวมค่าใช้จ่ายทางบัญชี 120 ล้านบาท
Step 2 ภาษี (Tax): สรรพากรจะรับรู้ค่าใช้จ่ายตามจำนวน "ค่าเช่าที่จ่ายจริง" ในงวดนั้น = ค่าใช้จ่ายทางภาษี 100 ล้านบาท
Step 3 เข้าสมการหารวย/จน: บัญชีหักค่าใช้จ่ายไป 120 ล้าน แต่สรรพากรให้หักแค่ 100 ล้าน แปลว่ากำไรทางบัญชีจะต่ำกว่ากำไรทางภาษีอยู่ 20 ล้านบาท ในมุมมองนี้บัญชี "จนลง" (บัญชีจนกว่าสรรพากร)
สรุป: กฎเหล็กคือ "รวยขึ้นเป็น DTL / จนลงเป็น DTA" เมื่อบัญชีจนลง จึงต้องตั้ง DTA (สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี) จากส่วนต่าง 20 ล้านบาทนี้
ตารางศักดิ์สิทธิ์ จำ จำ จำ

Comments