บทความนี้เขียนโดยเอ็ม 100% ไม่ได้ใช้ AI แก้ด้วยเพราะยาวเกิน

ยุคที่คน ๆ เดียวสามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่เคยเป็นเพียงความฝันให้มาเป็นความจริงมาถึงแล้ว

สัปดาห์นี้เอ็มไปลงคลาส Mini Gemini Bootcamp ของ DataRockie มา เย้

โจทย์ของแอดทอย KS คือการสรุปเนื้อหา (เหมือนรู้ดีว่าจะไม่เขียน 555) แต่เอ็มก็ไม่อยากสรุปเป็นข้อ ๆ เท่าไหร่ เพราะไม่รู้เรื่อง ยั้งง

เอ็มจะไล่เหตุการณ์ไปนะครับ (มือใหม่อ่านสบาย ส่วนสายมืออาชีพอาจจะกำหมัด แฮะ)

เตือน!! ไว้ก่อนว่าบทความนี้น่าจะเกือบ ๆ ยาวที่สุดที่เอ็มเคยเขียนมา

ถ้าขี้เกียจอ่าน ข้ามไปที่ข้อ [3] ได้เลยนะครับ เอ็มจะเริ่มบอกว่า Gemini มีอะไรบ้างตรงนี้

ปล. ออกตัวก่อนว่าเอ็มไม่ได้มีความรู้ด้าน programming นะครับ ถ้ามีข้อผิดพลาดตรงไหน ขออภัยล่วงหน้า หรืออยากเสริมเนื้อหาส่วนไหนคอมเมนต์มาได้เลยนะคับผม

[0] ว่าด้วย First Principle Thinking

งงอ่ะสิว่า Gemini เกี่ยวอะไรกับ mental model เรื่องนี้

จริง ๆ แล้วหลักการคิดแบบ First Principle Thinking คือการคิดที่แยกส่วนจนเหลือแค่ความจริงเดียวที่ลงไปลึกกว่านี้ไม่ได้แล้ว (ฟีลแบบคิดให้ไปถึงต้นน้ำ)

มันคือรากฐานที่เหมือนกับเสาเข็มของบ้านเลยครับ

เรียนจบไม่ได้ใช้แค่ Gemini แต่เอาไปต่อยอดกับ AI ตัวอื่น ๆ เช่น Claude หรือ Droid ก็ได้

[1] Anyone can be a programmer

เท่าที่เอ็มเข้าใจคือก่อนที่จะมี AI ที่เป็น LLM การเขียนโค้ดยังเป็นทักษะเฉพาะทางที่ใช้เวลาเยอะมาก ๆ กว่าจะชำนาญ (เอ็มก็เห็นด้วยนะ ตอนไปลองเรียน html กับ CSS ก็ลำบากลำบนเอาเรื่อง) แต่หลังจากที่ ChatGPT ปรากฏขึ้นมา โลกของ programming ก็เคลื่อนไหวพอตัว ซึ่งมันก็กระทบแน่ ๆ อยู่แล้วแหละ แต่ระดับ senior ที่ชำนาญมาก ๆ ก็ยังมีลู่ทางในอาชีพได้อยู่

แล้วทำไมทุกคนก็สามารถเป็นโปรแกรมเมอร์ได้ล่ะ

เพราะการโค้ดได้ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการเขียนโค้ดให้กลายมาเป็นการเขียนประโยคคำสั่งแบบภาษาอังกฤษ หรือที่เรียกกันว่าการ prompt (หมายความว่าภาษาอังกฤษจะมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตในยุค AI มากขึ้น)

พี่ทอยทำงานสาย Data Analyst ก็ไม่ได้มาทาง programming จ๋า ๆ

แต่พี่ทอยก็สร้าง Midgard (Platform สำหรับนักเขียน) ขึ้นมาได้เพราะการมีของ AI

อย่าเพิ่งดราม่าเรื่อง vibe coding กันนะครับ เพราะยังไงก็ต้องมีความรู้ของภาษาโค้ดถึงจะรู้ว่ามีอะไรที่พลาดตรงไหนบ้าง

แค่อยากจะบอกว่าการเข้าถึงของ programming มันทำได้ง่ายขึ้นและยังมีโอกาสให้คนที่ไม่รู้เรื่องสนใจเรียนรู้การเขียนโปรแกรมอีกด้วย

[2] ทักษะที่ควรจะมีในปี 2026

จากตอนแรกเอ็มบอกว่าภาษาอังกฤษจะมีบทบาทมากในการเขียนโค้ด (ยิ่งเขียนเก่งก็ยิ่งได้ผลลัพธ์ที่สุดยอด) มันก็จะมีทักษะสำคัญ ๆ ที่พี่ทอยได้บอกไว้ก็คือออ

  1. การอ่าน
  2. การเขียน
  3. การตั้งคำถาม
  4. การสื่อสาร แบ่งเป็นสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกันและสื่อสารกับ AI

จะเห็นว่าทักษะเหล่านี้คงความเป็นมนุษย์ได้เกือบที่สุด

อาจจะยกเว้นการอ่านและการเขียน แต่ถ้าคน ๆ นั้นมีรสนิยมที่ดีจะอ่านและเขียนให้ออกมามีชีวิตชีวาได้มากกว่า AI แน่ ๆ อยู่แล้ว

เอ็มอยากเสริมในเรื่องของการตั้งคำถามที่ดี จริง ๆ แล้วมันคือแก่นของความเป็นมนุษย์เลยนะครับ มนุษย์สงสัยไปทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องชาวบ้าน 5555 เราก็จะพยายามหาคำตอบไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันก็คือการพัฒนาตัวเองนั่นแหละ

แสดงว่าถ้ามี 5 ทักษะก็จะรอดใช่ไหม

ก็ไม่ 100% แต่ก็ดีกว่าการที่ไม่มีอะไรเลยนะครับ

เพราะของแบบนี้มันแย่งกันไม่ได้

อย่างนักเขียน คุณก็ตามอ่านแค่คนที่คุณถูกจริตด้วยใช่มะ

เอ็มก็คิดว่า ณ ตอนนี้คงยังไม่มีใครมาแย่งทักษะเหล่านี้จากคุณไปได้หรอกครับ

แถมอีกอันนึง ทักษะที่ดีในอนาคตคือทักษะที่ AI ลอกเลียนแบบได้ยาก

ลองหากันดูนะครับ

[3] Gemini on Web คู่มือการใช้ Gemini ฉบับคร่าว ๆ แบบมือใหม่(?)

Gemini คือ Generative AI ที่เข้าใจบริบทของคอนเทนต์ที่หลากหลาย เช่น ข้อความ รูปภาพ ไฟล์และเสียง (เหลือแต่จับกับกลิ่นละ 555) ภาษาเทคนิคเรียกว่า Multimodality ซึ่ง Generative แปลว่าการสร้างจากชุดข้อมูลที่เคยมีอยู่ Gemini เลยฉลาดขึ้นได้เรื่อย ๆ เพราะคนป้อนข้อมูลให้ทุกวัน

ซึ่ง Gemini จะมีการคิดอยู่ 3 แบบนะครับ

  1. Fast - เหมาะกับการใช้งานแบบง่าย ๆ เช่นการถามเวลา ง่ายเกิ้นนนน อาจจะเป็นการถามราคาตั๋วเครื่องบินก็ได้ (สังเกตดี ๆ นะฮะ ณ ตอนนี้คนส่วนใหญ่หันมาถาม AI กันมากขึ้น และค้นหาจากเว็บน้อยลง)
  2. Thinking - คิดซะว่าเป็นโหมดที่อยู่ตรงกลางก็ได้ครับ คำถามอาจจะต้องใช้การวิเคราะห์นิด ๆ หน่อย ๆ เช่นการคำนวณหรือการหาข้อมูลที่ต้องมีความน่าเชื่อถือ
  3. Pro - สารภาพว่าก่อนเรียนเอ็มใช้แต่ pro ทุกการ prompt 5555 โหมดนี้คือระดับการวิจัยหรืองานที่ต้องมีความคิดซับซ้อน อาจจะเป็นการโค้ดหรือการสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมา

แต่เอาจริง ๆ ทั้ง 3 แบบนี้แก้ได้โดยการตั้งคำถามและการ prompt ที่ดีครับ แสดงว่าคุณต้องรู้ก่อนว่าการ prompt ครั้งนี้ต้องใช้การคิดในระดับไหนแล้วค่อยสั่ง AI

นอกจากนี้ Gemini ยังมีเครื่องมือ (Tools) เฉพาะทางอีกนิด ๆ หน่อย ๆ

  1. Deep Research มันคือเกือบ ๆ การวิจัยที่ Gemini จะหาข้อมูลจาก prompt ที่เราอยากได้ เช่นคุณอยากรู้แนวโน้มของธุรกิจประเภทนี้ ๆ ในประเทศไทย Gemini ก็จะไปสรุปจากเว็บไซต์ต่าง ๆ มาให้ ข้อดีคือค่อนข้างน่าเชื่อถือในระดับนึง (แต่ก็ควรตรวจทานเสมอนะครับ ต้องมี trust issue กับการใช้ AI 55555)
  2. Canvas อันนี้เอ็มใช้บ่อย 555 ไม่ว่าจะเป็นการทำสไลด์หรือการทำเว็บไซต์หรือแอปแบบง่าย ๆ tool นี้รับจบ เย้
  3. Guided Learning อันนี้เหมาะกับคนที่ไม่อยากให้ Gemini ทำให้เสร็จสรรพ แต่อยากให้ Gemini สอนเป็นขั้นเป็นตอน tool ตัวนี้เอ็มชอบเอ่ไปใช้กับนักเรียนที่ทำการบ้านเพราะมันคล้าย ๆ กับการเรียนรู้ไปในตัว (เด็ก ๆ อย่าเอา AI ไปใช้ทำการบ้านเลยนะ ไหว้ล่ะ ให้ AI สอนก็ยังดี)
  4. Image สร้างรูปภาพ มันก็ดีนะ ใช้เพลิน ๆ แต่ถ้ามีงบและอยากจะจริงจังก็อาจจะไปลอง Midjourney ก็ได้ 555
  5. Video สร้างวิดีโอออกมา เอ็มก็ใช้อยู่บ้าง แต่เพราะฝีมือการ prompt ยังไม่ถึงขั้นเลยอาจจะไม่ว้าวเท่าไหร่
  6. Music (มาใหม่ล่าสุด) น่าจะสร้างเพลงออกมาได้ เอ็มยังไม่เคยใช้เลยรีวิวไม่ได้มากนะคับ

หลังจากที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้คุณก็จะเจอทางเลือกว่าจะใช้ Gemini แบบฟรีหรือเสียเงินดี 555

แบบฟรีกับเสียเงินค่อนข้างต่างกันในระดับนึงเลยครับ ถ้าใช้แบบฟรีอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่าแบบเสียเงิน แต่ถ้าคุณ prompt ดีก็อาจจะทำให้ผลลัพธ์เทียบเท่าได้ (อันนี้ไม่แน่ใจจริง ๆ นะครับ เพราะแต่ละคนจะได้คำตอบของ Gemini ที่ไม่ค่อยจะเหมือนกัน 100%)

ลองดูตามที่สะดวกได้เลยนะครับผม

[4] Prompt Framework

ไหน ๆ เราก็พูดเรื่อง prompt มาเยอะมาก ๆ แล้วนะครับ

ปัญหาที่คุณอาจจะถามคือ ใช้ภาษาไทยเขียนไม่ได้เหรอ

มันได้นะครับ แต่คุณจะเขียน prompt ได้ไม่นานเท่ากับการเขียนภาษาอังกฤษ

ภาษาเทคนิคคือการติด limit แล้วคุณก็ต้องรอไปอีกราว ๆ 5-8 ชั่วโมง (แล้วแต่คนอีก)

เดี๋ยวมาดูกันดีกว่าว่าการ prompt ที่ดีควรจะมีอะไรบ้าง หลักการนี้เรียกว่า RICE Framework นะครับผม

Role - ระบุบทบาทว่าเป็นอะไร เช่น You are the expert in digital marketing…

Instruction - บอก Gemini ว่าต้องทำอะไร เช่น research 2026 trend

Context - กำหนดขอบเขตให้แคบลง เช่น about education

Format/Example - กำหนดลักษณะงานที่อยากได้และให้ตัวอย่างว่าอยากได้แบบไหน เช่น 300-500 words

และจะมีการ prompt อยู่ 2 แบบ คือ

  1. เขียน-ตอบ (Iterative Prompt) เอ็มใช้แบบนี้มากกว่าเพราะ Gemini ก็จะให้คำตอบที่เราอยากจะบอกว่าแก้ตรงนั้นตรงนี้ให้หน่อย Gemini ก็จะทำใหม่ออกมาให้เรื่อย ๆ มันคล้าย ๆ กับการโต้ตอบมากกว่าครับ
  2. เขียนครั้งเดียวจบ (One-shot) ส่วนตัวไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่เพราะมันแทบจะไม่ค่อยได้ใช้จริงหรอกฮะ 555 นอกซะจากว่า Gemini จะให้คำตอบที่คุณพอใจแบบไม่ต้องแก้อะไรแล้ว

เอาจริง ๆ ก็เข้าใจว่าภาษาอังกฤษมันก็ไม่ง่ายแหละนะ

ถ้าอยากให้เอ็มทำ workshop ที่เป็นภาษาอังกฤษเพื่อการ prompt ก็คอมเมนต์ไว้นะครับ

อาจจะมีโอกาสได้มาช่วย

[5] Gemini Gem ผู้ช่วยเฉพาะทางส่วนตัว

โดยปกติแล้วการที่คุณมา prompt ทีละครั้ง ๆ แล้วดันเป็นเรื่องที่คุณต้องทำประจำอยู่แล้วมันก็จะเสียเวลานิดนึงนะครับ

การทำ Gemini Gem ก็เหมือนกับการหาผู้ช่วยส่วนตัวด้านนั้น ๆ มาให้คำตอบของเราครับ

วิธีง่าย ๆ ก็ใช้หลักการ RICE Framework มาเขียนคำอธิบายให้ Gemini Gem ครับ จบละ เย้

ความยากอาจจะเป็นการที่คุณต้องคิดว่างานอะไรที่คุณอยากให้ Gemini ช่วยทุกครั้งแล้วล่ะครับ

[6] Final Word For Now and #ตกผลึกกับเอ็ม

คุณสามารถทำให้ Gemini เรียกชื่อคุณหรือให้คำตอบตามสไตล์ที่คุณต้องการได้ ซึ่งวิธีนี้เรียกว่าการ personalize context (ไม่จำเป็นมากเท่าไหร่ แต่ถ้าทำมันก็จะทำให้คุณได้คำตอบที่ตรงใจคุณมากขึ้นนะ) และก็ระวังเรื่องการให้ข้อมูลส่วนตัวกับ Gemini มาก ๆ นะครับ เพราะ Gemini จะเก็บข้อมูลไปพัฒนา AI ต่อ (ถึงข้อมูลจะหลุดแล้วก็กันไว้ก่อน ๆ)

จริง ๆ ยังมี Gemini CLI อีก (อันนี้เปิดโลกเอ็มมาก แต่ก็เข้าใจยากเหมือนกัน แง) ถ้ามีแรงจะมีเขียนต่อนะครับผม คลาสสนุกมาก เปิดโลกสุด ๆ หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์นะครับผม ถ้าชอบบทความดี ๆ แบบนี้ กด follow ไว้นะครับ โพสต์นี้จะทำให้คุณเป็นตัวเองที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน

ไว้เจอกันในวันพรุ่งนี้ครับ เอ็ม