อ่านบทความ นิ้วกลมเรื่อง “บริษัทตัวคนเดียว” แล้วเห็นด้วยบางส่วน แต่ก็มีบางด้านที่ควรถูกพูดถึง เลยอยากเขียนความเห็นไว้หน่อย

..........

นิ้วกลมพูดเรื่อง hidden cost ของการเป็น solopreneur ได้ดี ทั้งค่าไฟ ค่าแอร์ ค่าเน็ต ความเหงา ความกดดัน และเส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับงานที่พร่าเลือน อันนี้จริง และเป็นด้านที่คนมักไม่ค่อยพูดถึง

แต่สิ่งที่ส่วนตัวคิดว่ายังพูดไม่พอ คือ การเป็นพนักงานบริษัทก็มี hidden cost ของมันเหมือนกัน

การต้องตื่นตี 5 นั่งรถติด 2 ชั่วโมง ประชุมที่ไม่มีประโยชน์วันละ 3 รอบ ทำงานให้คนอื่นรวย เงินเดือนขึ้นปีละ 3-5% ในขณะที่ข้าวของแพงขึ้น 10% ถูกเลย์ออฟตอนอายุ 45 แล้วพบว่าตัวเองไม่มีทักษะที่ตลาดต้องการ

ในวัยผม มีเพื่อนเป็นผู้บริหารอยู่ไม่น้อย ได้รับรู้ความเครียด ความกดดัน จากเพื่อนอยู่บ้าง

และมีเพื่อนรุ่นน้องเจนซี เจนวายอยู่อีกหลายคน ที่ต้องเจอเพื่อนร่วมงาน เจอหัวหน้าที่เลือกไม่ได้ ต้องทนทำงานอย่างไม่มีความสุข ต้องคอยปลอบใจ ให้กำลังใจกันไป บางคนไม่ไหวก็ต้องลาออกไป ทั้งที่ยังหางานใหม่ไม่ได้ก็มี

Solopreneur อาจจะเหนื่อยที่ต้องทำทุกอย่าง แต่เขาเหนื่อยเพื่อ "สร้างทรัพย์สินของตัวเอง"

ในขณะที่พนักงานประจำเหนื่อยแทบตายเพื่อ "สร้างทรัพย์สินให้คนอื่น"

แบบไหนคือการกดขี่ที่เจ็บปวดกว่ากัน?

สุดท้ายบ้านที่ว่าเป็น “ที่พักผ่อน” ก็กลายเป็นที่ระบายความเครียดจากออฟฟิศ

พูดอีกแบบคือ ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เราไม่ได้หนีต้นทุนชีวิตพ้น เราแค่เลือกว่าจะรับต้นทุนแบบไหน

..........

ผมยังคิดว่าการอธิบาย solopreneur ว่าเป็นผลผลิตของโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผลักภาระมาให้ปัจเจก แม้จะมีส่วนจริง แต่ก็อธิบายไม่ครบทั้งหมด

เราจะอธิบายอย่างไรว่าในหลายประเทศที่โครงสร้างทางสังคมและรัฐสวัสดิการอ่อนแอกว่าไทยมาก เช่น ไนจีเรีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ กลับมี solopreneur ที่สร้างธุรกิจข้ามประเทศได้สำเร็จ

ไม่ใช่เคสเดียวสองเคส แต่เป็นจำนวนมากจนเป็นปรากฏการณ์

ผมยกตัวอย่าง Solopreneur ที่เคยใช้บริการมาตั้งแต่เค้าเริ่มต้นเมื่อปี 2022

Bhanu Teja เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์จากหมู่บ้านเล็กๆ ในอินเดีย เค้าลาออกจากงานประจำ ตอนอายุ 24 ปี เพื่อมาสร้างโปรดักต์ SaaS ชื่อ Feather.so ด้วยตัวคนเดียว จนมีรายได้เดือนละ $10,000 จากโปรดักต์ตัวนี้และได้ขายธุรกิจออกไปให้กับนักพัฒนาอีกคน เพื่อสร้างโปรดักต์ตัวใหม่ ชื่อ SiteGPT ที่มีรายได้ล้านดอลลาร์ต่อปี

ไม่มีรัฐสวัสดิการช่วย ฐานะทางบ้านก็ยากจน ไม่มีเส้นสาย ไม่มี safety net ไม่มีเดนมาร์กมาโอบอุ้ม แต่เขาใช้ทักษะ เทคโนโลยี และ internet ยกระดับชีวิตตัวเองได้จริง

มีรายงานว่ามีชาวฟิลิปปินส์ราว 1.5 ล้านคนที่ลงทะเบียนอยู่บนแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ระดับนานาชาติ บางคนเริ่มจากเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ทำงานจากบ้าน สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือนจากทักษะที่เรียนรู้เอง

ประเทศเหล่านี้ไม่มีสวัสดิการแบบสแกนดิเนเวีย แต่คนจำนวนมากยังสร้างชีวิตจากเส้นทางนี้ได้

ในรอบสิบกว่าปีนี้ ผมมีโอกาสได้ทำงานกับคนฟิลิปปินส์กับไนจีเรียหลายคน ผ่านแพลตฟอร์ม Fiverr และ Upwork

บางคนรายได้หลักหลายแสนบาทต่อเดือน จากการเป็นคนจัดการหลังบ้านให้ influencer ระดับโลก เป็น ghostwriter หรือแม้กระทั่งรับจ้างเป็นทีมงาน Customer Support ของโปรดักต์ SaaS เจ้าใหญ่ๆของโลก

วันนี้เราอยู่ในยุคของ Individual-Scale Leverage

เรามี "คานดีดคานงัด" ที่ไม่ต้องขออนุญาตใคร คือ Code, Content และ AI ซึ่งคนในไนจีเรียหรืออินเดียใช้สิ่งเหล่านี้ "ข้ามกระโดด" (Leapfrog) ข้อจำกัดทางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศตัวเองไปสู่ตลาดโลกได้โดยตรง

ถ้าให้ไล่ชื่อคนที่ประสบความสำเร็จจากการใช้คานงัดแบบนี้ ผมเขียนหนังสือได้อีกเป็นเล่มๆ เพราะรู้จักเยอะมาก หลายคนเคยคุยเป็นการส่วนตัว บางคนเคยเจอตัวกันเป็นๆ เคย Zoom กัน เคยเป็นลูกค้ากัน

แต่น่าแปลกใจที่เรายังไม่ค่อยเห็นคนไทยไปได้ไกลในระดับนั้น ทั้งที่คานงัดเหล่านี้ คนไทยก็เข้าถึงและใช้ได้ไม่ต่างจากคนอื่น

..........

แน่นอน เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าโครงสร้างไม่มีผล มันมีผลมาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่า agency ของคนไม่มีอยู่จริงเหมือนกัน

โดยเฉพาะในยุคที่ AI เปิดโอกาสให้คนตัวเล็กเข้าถึงเครื่องมือที่เมื่อก่อนมีแต่บริษัทใหญ่เท่านั้นที่ใช้ได้ ต้นทุนในการเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างลดลงจริง และสำหรับบางคน นี่ไม่ใช่ภาพลวงของเสรีภาพ แต่คือโอกาสครั้งแรกในชีวิตที่เขาจะต่อรองกับโลกได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ผมก็ไม่ได้คัดค้านแนวคิดเรื่อง “ดูแลกันและกัน” สังคมที่ดีควรมี safety net ที่ดี ควรมีรัฐที่ช่วยพยุงคนที่ต้นทุนต่ำกว่า และไม่ควรปล่อยให้ใครต้องรับภาระทุกอย่างเพียงลำพัง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนจำนวนมากก็ไม่สามารถฝากความหวังทั้งหมดไว้กับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้ เพราะระหว่างนั้นเรายังต้องกิน ต้องเลี้ยงครอบครัว ต้องจ่ายค่าเช่า

ต้องอยู่รอดในโลกจริงที่ไม่ได้รอให้ระบบดีพร้อมก่อน

สำหรับผม Solopreneur ไม่ใช่ทั้งภาพฝันสวยหรู และไม่ใช่คำสาปทางสังคม

มันเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการทำงานที่มีทั้งโอกาสและต้นทุน เหมือนการเป็นพนักงาน เหมือนการทำธุรกิจ และเหมือนเกือบทุกทางเลือกในชีวิต

..........

สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับพี่เอ๋จึงไม่ใช่การชวนมองเรื่องโครงสร้าง เพราะเรื่องนี้สำคัญ

แต่การ frame Solopreneur หนักไปทางการเป็นเหยื่อของระบบ จนเสี่ยงจะลดทอนความจริงอีกด้าน ว่ามีคนจำนวนมากเลือกเส้นทางนี้อย่างมีสติ และไม่ได้ถูกหลอกด้วยวาทกรรมเสรีนิยมใหม่อย่างเดียว

คนจำนวนมากเลือกเส้นทางนี้เพราะเห็นทั้งข้อดี ข้อเสีย และเงื่อนไขของชีวิตตัวเองชัดเจน

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น Bhanu Teja ได้ และเส้นทางนี้ "กัดกิน" สุขภาพจิตได้จริงหากจัดการไม่ดี

แต่จุดสำคัญคือ เราต้องไม่เอา "ความล้มเหลวของบางคน" มาปิดกั้น "โอกาสของทุกคน"

การเป็น Solopreneur ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่มันคือการ "เลือกความเหนื่อยที่เราเป็นเจ้าของ"

แทนที่จะเลือก "ความสบายที่คนอื่นพร้อมจะดึงคืนไปเมื่อไหร่ก็ได้"

สุดท้าย คำถามอาจไม่ใช่ว่า “แบบไหนดีกว่า” แต่คือ เราเข้าใจต้นทุนของเส้นทางที่ตัวเองเลือกดีพอหรือยัง

เพราะไม่ว่าเราจะเป็นพนักงาน หรือเป็น Solopreneur ชีวิตก็มีราคาที่ต้องจ่ายทั้งนั้น