อยากทำ self-reflection ให้ได้ทุกวัน
https://youtu.be/_mHH1hKmghM?si=X62djWWK-_ZiM6Z2
content bited size ย่อยมาให้ อ่านในห้องส้วม 10 นาที สำหรับใครที่ไม่มีเวลาฟังคลิป 2 ชั่วโมง
อุปนิสัยคน เหมือนน้ำ คือ ถ้าเราไม่ทำอะไร โดยธรรมชาติ มันจะไหลลงต่ำ
มนุษย์เราต่างจากสัตว์ตรงที่ เรามีความยับยั้งชั่งใจ หรือ มโนสำนึก กายกับใจของเรา ไม่จำเป็นต้องไปทางเดียวกันเสมอไป เช่น
- หิว ก็กินเลย อะไรตรงหน้าก็หยิบกินเลย ..ได้เหรอ?
- ง่วง ล้มตัวลงนอนเลย ทำอะไรอยู่/ตรงนั้นคือพื้นอะไรก็ช่าง นอนลงไปเลย ..ได้เหรอ?
- มีคนเดินช้า ขวางทางเรา ก็เร่งเครื่องขึ้นไปด่าเขาเลย ..จะดีเหรอ?
- รอคิวอาหารอยู่ มีคนแซงคิว เดินไปตบเขาเลย ..สมควรแล้วจริงเหรอ?
ดังนั้น การจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง มันต้องมีช่วงเวลาที่เราไม่เชื่อตัวเอง คือ อยากทำอะไร ต้องไม่ทำ
อ่านหนังสือ ก็เปลี่ยนได้ แต่เปลี่ยนได้แค่ทัศนคติ -- การอ่านหนังสือดี ๆ ซักเล่ม เราก็จะคิดคล้ายๆคนเขียนแล้ว แต่การเปลี่ยนตัวตน หรือ จริต ของเรา มันยากมาก ยากมาก ๆ เช่น ปกติเป็นคนใจร้อน ก็ร้อนน้อยลงได้ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะตัวตนเราเปลี่ยน แต่เป็นเพราะ สภาวะแวดล้อม, ประสบการณ์, หน้าที่ มันกดข่มไว้ <-- technically ง่าย แต่ข้างในของเรา อาจจะเหมือนเดิม
ทีนี้การจะเปลี่ยนตัวเอง มักจะต้องการจุด turning point ใหญ่ๆ กระแทกชีวิต เพราะถ้าชีวิตเจอแต่เรื่องดี ๆ เรื่องที่เราชอบใจ เราจะอยากเปลี่ยนอะไร แต่ใจเราเองก็อาจจะอ่อนแอโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยได้รับการฝึกเลย อีเว้นท์ใหญ่ ๆ เลยทำให้เกิดการ พิจารณาโทษ ของสิ่งนั้น ๆซ้ำ ๆ (ธัมมวิจยะ) เสียก่อน เพื่อตั้งความเห็นให้ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ)
จากนั้นแล้ว ก็ถึงจะได้เข้าสู่การฝึกสติ คือการพาตัวเอง ดึงตัวเอง กลับมาอยู่ที่ค่ากลาง (neutral) ให้ได้ก่อน (เพราะการดึงตัวเองให้ไปแดนบวกเลย ก็ยากเหมือนกัน มันฝืนแบบ extreme เกินไป แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย จิตจะไหลลงต่ำอีก) แข็งแกร่งแล้วค่อยพาจิตเราไปหาด้านดีๆ
สรุป 4 steps สติ
- พิจารณาซ้ำ ๆ ว่าสิ่งนี้ สร้างความเสียหายให้ตัวเองมาเท่าไหร่แล้ว เช่น วิตกจริต วิตกกังวล กลัวอนาคต กลัวความจน จนทำให้นำมาซึ่ง โทสะจริต ต่อผู้อื่น เรื่องเล็กเรื่องน้อย ก็ต้องโมโห หงุดหงิดคนอื่น ทำลายโอกาส ทำลายความสัมพันธ์ สร้างความเครียดต่อร่างกาย
- ลองเริ่มจาก Labeling การกระทำของตัวเอง เพื่อดึงสติ เช่น
- ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก --> "ฉันได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก"
- เอื้อมมือไปกดปิด --> "ฉันกำลังเอื้อมมือไปกดปิดนาฬิกา"
- ลุกขึ้นจากเตียง --> "ฉันกำลังลุกจากเตียง" เพื่อรู้ตัวก่อนว่า ตัวเราอยู่ตรงไหน แล้วเอาใจไปอยู่ตรงนั้น ทำกับทุก ๆ อย่าง เราอาจจะรู้สึกว่า เราทำอะไรช้าลง แต่นั่นถูกต้องแล้ว เพราะมันหมายถึง เราเริ่มเอาตัวเองออกมาจาก auto-pilot mode ในการใช้ชีวิตไปวัน ๆ
- ลอง mark เวลาที่เราในข้อ 2 เพื่อเพิ่มความละเอียด เช่น
- 7 โมงเช้า ฉันได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก
ทีนี้ พอละเอียดขึ้น เราจะต้องการสมาธิมากขึ้น ความคิดฟุ้งซ่านจะลดลง เมื่อลดฟุ้งซ่าน ทุกข์ก็ลดลงด้วยเลยอัตโนมัติ เริ่ด ๆ
- เริ่มดูจิตตัวเอง นั่งเฉยๆแล้วเราคิดกี่หมื่นเรื่องใน 1 ชั่วโมง เพื่อให้เราเห็นลูปของมัน ไล่จับมันให้ทัน เพื่อพามันไปแดนบวก ! เช่น
- ตาเห็นถังขยะส่วนรวม --> มีคนทิ้งขยะนอกถัง --> มวลไม่พอใจก่อตัว --> ใครทำ? บ้านไหน? --> โมโห --> โมโหมากขึ้น --> โกรธ --> เกลียด --> อาฆาต --> อยากไล่เคาะถามทุกห้อง --> อยากย้ายออก --> เริ่มดูหา คอนโดใหม่ --> คำนวนทรัพย์สินที่มี --> คำนวนการกู้ซื้อใหม่ --> เริ่มไล่ดูคอนโดในตลาด --> เจอคนคอมเม้นท์สิ่งไม่ดีเกี่ยวกับที่นั่นที่นี่ --> เกลียด --> โมโห --> วนลูป
ก็คือ จากแค่ ถังขยะส่วนรวม 1 ใบ มันพาเราไปไหนต่อไหน ได้ไกลมหัศจรรย์มาก หลายเรื่องหลายสิ่ง... ฝึกสติกันเหอะ ก่อนจะเป็นบ้า
Comments