คำศัพท์ คำยืม ที่มาของคำ ไปกับเรื่องราวเล่าจากอดีตสู่ปัจจุบัน

Introduction

คำศัพท์หลายคำที่ใช้ในปัจจุบันมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานไปพร้อมกับการเคลื่อนที่ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในอดีต ร่องรอยของการส่งต่อทางด้านภาษาเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้เราได้ศึกษาเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอันยาวนาน ภาษาเป็นเหมือนตัวเชื่อมเรื่องราวในอดีตกับปัจจุบันให้สอดคล้องกันเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่คอยเติมต่อปะติดสิ่งที่อาจสูญหายไปในช่วงหนึ่งให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจผ่านเรื่องราวที่มาของคำศัพท์ทางด้านภาษา ในวันนี้ผมขอแนะนำคำศัพท์ที่น่าสนใจจากหนังสือเรื่อง สังคมไทย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยศรีอยุธยา ของจิตร ภูมิศักดิ์ มาให้คุณผู้อ่านได้มาเรียนรู้เรื่องราวความน่าสนใจของศัพท์ต่าง ๆ กัน

คำจากอดีตสู่ปัจจุบัน

คำแรกในวันนี้ผมขอนำเสนอคำว่า "เข้า" หลายคนอาจคงสงสัยว่าคำนี้จะมีเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างไร ร่องรอยของการใช้คำว่า "เข้า" นี้ ได้ค้นพบในกฏหมายลักษณะพยาน พ.ศ. 1893 จากสำนวนทางภาษาที่ว่า "เด็กเจ็ดเข้า เถ่าเจ็ดสิบ" จากบริบทของกฏหมายดังกล่าวหมายความว่า ห้ามฟังเด็กที่มีอายุเจ็ดขวบ และคนชราอายุเจ็ดสิบปี เป็นพยานในศาล ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำว่า "เข้า" คำนี้แปลว่า ปี นั่นเอง นอกจากหลักฐานดังกล่าวแล้วยังมีการใช้คำว่า "เข้า" ในความหมายของปี ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พ.ศ. 1826 ที่ว่า

เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด มาท่อเมืองตาก*

จะเห็นได้ว่าคำนี้มีการใช้เรื่อยมาแต่อดีต และ "เข้า" คำเดียวนี้เองที่เป็นที่มาของ "ข้าว" ในปัจจุบัน โดยที่มาที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในการทำนาปลูก "เข้า" ปีหนึ่งทำหนหนึ่ง จึงเรียกว่า "เข้า" จะเห็นได้ว่าที่มาของคำแม้ในปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ความหมายแต่หากเราได้ศึกษาเรื่องราวจะทำให้เราเข้าใจบริบทสังคมในอดีตมากยิ่งขึ้น

คำราชาศัพท์ต้นเค้าคำโบราณ

คำถัดมามาจากบทความในหนังสือเล่มเดียวกันในเรื่องภาษาราชสำนัก ซึ่งจากบทความได้ระบุว่าคำราชาศัพท์เห็นได้ชัดในดินแดนอยุธยาที่มีความเป็นแบบแผนของการใช้ศัพท์ต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างทางด้านชนชั้น แต่ในสังคมทางเหนืออย่างสุโขทัยกลับพบว่าพบการใช้ราชาศัพท์ที่น้อยมาก เมื่อเราพิจารณาจากศิลาจารึกและหลักฐานต่าง ๆ ในสุโขทัย แต่ก็มีคำหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นคำที่แสดงถึงภาษาในราชสำนักสุโขทัย นั่นคือคำว่า "บำเรอ" โดยคำดังกล่าวเป็นคำที่แสดงให้เห็นถึงการแยกถ้อยคำให้มีลักษณะที่เทิดทูนสูงกว่าสามัญชนคนธรรมดา อย่างเช่นตอนที่พ่อขุนรามคำแหงแต่งข้อความเล่าประวัติไว้ว่า

เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้เนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู...พ่อกูตาย พี่กู กูพร่ำบำเรอแก่พี่กูดั่งบำเรอแก่พ่อกู พี่กูตาย จึ่งได้เมืองแก่กูทั้งกลม

โดยคำว่าบำเรอนี้เองเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาเขมร หมายความว่า รับใช้หรือปรนนิบัติ ซึ่งพบคำนี้ในศิลาจารึกในสมัยนครธม โดยใช้กับการปรนนิบัติกษัติย์หรือเทวะ คำว่า "บำเรอ" แผลงมาจากคำว่า "เปรอ" ที่เราได้เคยได้ยินคำนี้ที่ว่า ปรนเปรอ นั่นเอง

คำนับ เผดียง และพงศาวดาร

*คำนับ เป็นคำภาษาเขมร แผลงมาจากคำว่า คับ แปลว่า ถูกต้อง พอใจ โดยเมื่อแผลงแล้วให้ความหมายว่า กระทำให้ถูกต้อง กระทำให้พอใจ ซึ่งภายหลังมากลายเป็นการเคารพ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าการกระทำดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ได้รับพอใจ ไทยเราได้รับคำนี้มาใช้ในกฏหมายใช้เรียกเอกสารที่ตกลงพอใจกันทั้งสองฝ่ายว่า "หนังสือคำนับ"

*เผดียง ภาษาเขมรสมัยนครธม แปลว่า บอกให้รู้ แต่เมื่อไทยรับมากลับใช้ในความหมายที่ว่า ป่าวประกาศ คำ ๆ นี้มีรากศัพท์มาจากคำว่า เดียง แปลว่า รู้ ถ้าคุณผู้อ่านเคยพบคำนี้ที่ถูกใช้ว่า ไร้เดียงสา และยังมีการใช้คำนี้ในวรรณคดีอย่างเช่นมหาชาติคำหลวงทานกัณฑ์ ว่า

มากูจะไปให้ดลเดียงถนัด

ซึ่งคำว่าเดียงคำนี้เมื่อเติมอุปสรรค ผ เข้าไปก็คือการทำให้รู้ และในระยะหลังมีการใช้คำนี้กับพระสงฆ์ คือคำว่า เผดียงสงฆ์ ซึ่งปัจจุบันก็คือความหมายว่านิมนต์พระสงฆ์นั่นเอง

*พงศาวดาร เป็นคำศัพท์ภาษาสันสกฤต มาจาก วงศฺ + อวตาร ความหมายคือ วงศ์ของกษัตริย์ที่เป็นองศ์อวตารของพระนารายณ์นั่นเอง จึงทำให้คำนี้จึงมีความหมายที่แท้จริงว่า บันทึกประวัติหรือตำนานของราชวงศ์อยุธยาเท่านั้นแต่ปัจจุบันมีความหมายที่กว้างขึ้น เพราะหากเป็นบันทึกของเจ้าผู้ครองนครน่าน ก็เรียกว่า ราชวงศปกรณ์ ส่วนบันทึกของไตลื้อสิบสองปันนาก็เรียกว่า ปั๊บต๋ำนานเมือง (พับตำนานเมือง)

Conclusion

จะเห็นได้ว่าคำศัพท์ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการเลือนของความหมาย ที่อาจกว้างหรือแคบ การใช้ที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นหากเราได้ศึกษาเรื่องราวของคำศัพท์ต่าง ๆ จะทำให้เราได้เห็นสภาพของสังคมที่ซ่อนอยู่ในเบื้องหลังของคำศัพท์เหล่านั้น