ในหน้าร้อนแบบนี้โดยเฉพาะเมืองไทยที่มีอากาศร้อนจัด เราต่างรู้ว่าในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส แสงแดดจะเปล่งพลังงานความร้อนจนเราแทบร้องด้วยความแสบผิวกาย แล้วเราจะทำอย่างไรให้สามารถป้องกันแสงแดดที่แผดเผาเรือนร่างให้ทุเลาเบาบางไปได้บ้าง นอกจากความร้อนของอากาศที่กล่าวไปแล้วนั้น สุขภาพผิวของเราก็ใช่จะถูกใจกับการได้รับวิตามิน D อย่างเต็มเปี่ยม แต่แสงแดดยังเป็นตัวทำลายสุขภาพผิวของคนเราทำให้เกิดความหมองคล้ำ ฝ้า กระ จนไปถึงริ้วรอยก่อนวัยอันควร แล้วสิ่งใดล่ะที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ สิ่งนั้นก็คือ... ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีให้เลือกมากมายในท้องตลาด ในบทความนี้จะช่วยให้คุณได้จักการอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก่อน แล้วรู้จักวิธีการเลือกครีมกันแดดให้ถูกกับผิวหน้า และสุดท้ายจะพาทุกคนไปรู้วิธีการใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง ซึ่งข้อมูลนี้ได้มาจากการเรียนรู้คอร์สระยะสั้น CU-VIP หัวข้อ เจาะครีมกันแดดและผลิตภัณฑ์ดูแลตนเองในหน้าร้อน โดย ภญ.ธิติมา พุ่มรัตนา ถ้าพร้อมเรียนรู้แล้วไปดูหัวข้อแรกกันเลย....
อ่านให้เป็นเมื่อเห็นฉลาก
ก่อนที่เราจะมารู้เรื่องของการดูฉลากของผลิตภัณฑ์กันแดดกันนั้นเรามาดูก่อนว่าแสงแดดมีส่วนประกอบอะไรบ้าง และแต่ละอย่างส่งผลกับสุขภาพผิวเราอย่างไร
แสงแดด (The Solar Spectrum) ประกอบไปด้วย
- รังสี UV*
- แสงที่มองเห็นได้
- รังสีอินฟราเรด หรือ รังสีความร้อน
ตัวรังสี UV นี้แหละครับที่เป็นตัวหลักในการทำร้ายผิวของเรา โดยรังสี UV ยังแยกย่อยได้เป็น รังสี UVB, UVA2, UVA1 ซึ่งได้เรียงลำดับของระดับของการทะลุทะลวงมายังชั้นผิวจากตื้นมาลึกจนถึงชั้นหนังแท้ ทีนี้เมื่อเรารู้แล้วว่าส่วนประกอบใดมีผลกับผิวเราอย่างไรก็จะทำให้เราสามารถเตรียมการป้องกันรังสี UV นี้ได้
- UVB ทะลวงได้ตื้นที่สุดแค่ชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิดผิวไหม้แดด แสยแดง แต่เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งผิวหนัง เราสามารถบล็อกได้ด้วย : ค่า SPF บนขวดครีมกันแดด
- UVA2 ทะลวงได้ปานกลางชั้นหนังแท้ส่วนบน ทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยตื้น ๆ บล็อกได้ด้วย : ค่า PA
- UVA1 ทะลวงได้ลึกที่สุดถึงชั้นหนังแท้ เป็นตัวการทำให้เกิดฝ้าถาวร จุดด่างดำฝังลึก จะเห็นได้ว่ารังสี UV มีส่วนสำคัญในการทำร้ายสภาพผิว ซึ่งก่อนออกแดดลองสังเกตค่า UV Index ในโทรศัพท์ของคุณ หากมีค่ามากก็ควรหลีกเลี่ยงในการออกไปด้านนอกสัมผัสกับแสงแดด และทาครีมกันแดดเป็นประจำ
แล้วครีมกันแดดคืออะไร ? ครีมกันแดดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนของสารที่ช่วยปกป้องรังสี UV ซึ่งในตัวครีมจะประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ
- Active Ingredients มีหน้าที่ป้องกันรังสี UV
- Inactive Ingredients เป็นส่วนประกอบที่มีผลต่อเนื้อสัมผัสของตัวครีม
ประเภทของครีมกันแดด แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
- Physical Sunscreen เป็นเหมือนกระจกสะท้อนเคลือบบนผิว สารออกฤทธิ์ เช่น Zinc Oxide, Titanium Dioxide เนื้อสัมผัสจะมีคสามหนา เกลี่ยยากและทิ้งคาบขาว
- Chemical Sunscreen เป็นการดูดซึมรังสี UV ไว้ชั้นผิวหนังชั้นบนแล้วจะเจอสารเคมีทำให้กลายเป็นความร้อนระบายออกจากผิว สารที่พบ เช่น Oxybenxone, Avobenzone, Octinoxate และ Octocrylene เนื้อสัมผัสบางเบา แต่ต้องทาทิ่งไว้ 15 - 20 นาที ก่อนออกแดด
- Hybrid Sunscreen เป็นการผสมระหว่าง Phydical + Chemical เป็นการรวมพลังเพื่อให้เกิดเนื้อสัมผัสที่ดีและปกป้องได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ยังมีสารที่เป็น Hybrid Filters ที่มีกลไกดูดซับ สะท้อน และกระเจิงแสง สารที่นิยม เช่น Tinosorb® M, Tinosorb® ซึ่งแบบนี้จะเบาบางกว่าแบบ Physical และมีการปกป้องสูง รวมทั้งลดความเสี่ยงในการแพ้เมื่อเทียบกับ Chemical
ส่วน Inactive Ingredients มีส่วนในการทำให้ผู้ใช้อยากทาหรือทาได้ปริมาณที่มาก ซึ่งจะมีทั้งสารนําพาและปรับเนื้อสัมผัส , สารก่อฟิล์มและกันนํ้า, สารควบคุมความมัน, สารบํารุงและต้านอนุมูลอิสระ และสารกันเสียและสารแต่งกลิ่น
แล้ว SPF PPD และ PA คืออะไร? เราเคยได้ยินสื่อโฆษณาพูดถึงค่าจำพวกนี้ เรามาดูแต่ละตัวเลยกันครับ
- SPF คือ ค่าที ใช้วัดประ สิทธิภาพในการปกป้องผิวจาก รัง สี UVB ตัวเลขที่เราเห็นบอกว่าครีมสามารถช่วยให้ผิวทนต่อแดดได้นานกี่เท่า เมื่อเทียบกับตอนที่ไม่ได้ทา เช่น SPF 30 คือ ทนแดดได้นาน 30 เท่า (30 x 10 = 300 นาที) รวมทั้งความสามารถในการบอกเปอร์เซนต์การบล็อกรังสี UVB
ในชีวิตประจําวันของเรา มีปัจจัยมากมายที ทําให้ครีม กันแดดเ สื่อมประ สิทธิภาพและหลุดลอกออกไปเร็วกว่าเวลาที่คํานวณได้ ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก ๆ 2 ชั่ วโมง
PPD เป็นหน่วยที ใช้วัดประ สิทธิภาพของครีมกันแดดในการปกป้องผิวจากรัง สี UVA เช่น PPD 10 หมายถึงผิวเราจะทนดูว่าผิวจะดำหรือคล้ำช้าลงกี่เท่า
PA มาตรวัดระดับความสามารถในการปกป้องผิวจาก รัง สี UVA จะมีเครื่องหมาย + แทนระดับประสิทธิภาพยิ่งถ้าบวกเยอะ ก็จะยิ่งปกป้องได้ดี เช่น PA++ จะหมายถึงครีมกันแดดช่วยยืดเวลาให้ทน UVA นานถึง 4 เท่า (ดูการแปลงค่าเครื่องหมาย + กับค่า PPD) ดังนั้นจะช่วยให้ผิวทนได้นาน 60 นาทีถึงจะเริ่มคล้ำ
PA ก็คือการนำตัวเลขค่า PPD มาแปลงเป็นเครื่องหมายบวก นั่นเอง
ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า SPF วัดการป้องกันรังสี UVB ว่าผิวแดงไหม้ช้าลงกี่เท่า ส่วน PPD/PA วัดการป้องกันรังสี UVA ว่าผิวดำ/คล้ำช้าลงกี่เท่านั่นเอง โดยการดูฉลากเราเริ่มดูจากคำแรกจะเป็นในส่วนของน้ำ ซิลิโคน หรือตัวทำละลาย จากนั้นช่วงกลาง ๆ จะเป็นสารกันแดด (Active) มองหา Phenoxyethanol หรือสารกันเสีย และส่วนท้ายจะเป็นสารสกัดปริมาณน้อยหรือสารแต่งกลิ่น/สี
เลือกให้ถูกกับผิวหน้า
เมื่อเรารู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของครีมกันแดดแล้วเราก็จะเลือกครีมให้เหมาะกับผิวหน้าของเรา ส่วนจะเลือก SPF หรือ PA กี่บวกดีนั้น ถ้าในส่วนของของประเทศไทยที่มีค่า UV Index ที่ค่อนข้างสูง และเราใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปโดยทำงานในออฟฟิศ เจอแดดช่วงสั้น ๆ แนะนำที่ SPF 30 ปีขึ้นไป และ PA+++ เป็นอย่างน้อย แต่หากเป็นกิจกรรมกลางแจ้ง SPF ที่แนะนำอยู่ที่ SPF 50 หรือ 50+ ส่วน PA++++
ต้องทาครีมกันแดดปริมาณเท่าไหร่
ใช้ในปริมาณ 2 ข้อนิ้วสำหรับลำคอและใบหน้า การใช้ครีมหรือโลชั่นสามารถกะปริมาณได้แม่นยำกว่าแบบสเปย์ แต่เราสามารถใช้กันแดดแบบสเปย์ในการเติมระหว่างวัน และที่สำคัญหลังจากที่เราใช้ครีมกันแดดแล้วเราควรใช้ Cleansing ในการล้างออกเพื่อไม่ให้ครีมกันแดดยังคงหลงเหลืออยู่บนใบหน้า
Comments