นิทานความเป็นมาและความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน แม้ในสมัยนั้นยังเป็นรัฐต่าง ๆ ที่มีอิสรภาพและต้องการได้รับการยอมรับโดยให้มหาอำนาจในช่วงเวลานั้นอย่างจีนเป็นผู้รับรองในบัลลังก์ของเมืองปกครองต่าง ๆ แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ส่งต่อความรู้และความเชื่อมโยงผ่านอักษรการบันทึกหรือการจารึกในอดีต แต่อาจไม่มีสีสันเท่าตำนานที่คนในท้องถิ่นเล่าสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งเราไม่แน่ว่าจะมีเหตุการณ์ดังนี้เกิดขึ้นจริงไหม แต่หากพินิจพิเคราะห์เรื่องราวอาจทำให้เราได้กุญแจอะไรบางอย่างที่จะพาเราเข้าไปในอดีตที่ความสัมพันธ์ไทย - จีน
นิทานการเชื่อมสัมพันธ์ผ่านธิดาพระเจ้ากรุงจีน
ผมเล่าเรื่องราวจากการอ่านต่อในหนังสือ "สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา ของจิตร ภูมิศักดิ์ ในตอนบทความ นครรัฐเพขรบุรี" หนังสือเล่มนี้ได้เล่าเรื่องราวที่เป็นที่นิทานที่น่าสนใจเกี่ยวกับตำนานการสร้างวัดพนัญเชิง ซึ่งวัดพนัญเชิงนี้เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในตำบลกะมัง อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีตำนานเล่าเรื่องหลวงพ่อพนัญเชิงในพงศาวดารเหนือว่า ในกาลครั้งหนึ่งในเมืองไทยเป็นช่วงที่กษัตริย์ว่างลง ไม่มีรัชทายาทครองเมืองต่อทำให้เหล่าสมณพราหมณ์ตั้งพิธีในการเสี่ยงผู้มีบุญบารมีสมควรกับตำแหน่ง โดยจัดเรือทองคำชื่อเรือเอกชัยบรรจุเครื่องราชกกุธภัณฑ์ล่องไปตามน้ำ เพื่อเสี่ยงหากษัตริย์ที่บุญญาธิการมาก ครั้งนั้นเรือลำนั้นได้ล่องไปหยุดแถวที่ที่พวกเด็กเลี้ยงวัวกำลังเล่นอยู่ ซึ่งมีหัวหน้าเด็กเลี้ยงวัวที่มีความเฉลียวฉลาดมาก เรือก็หยุด ณ ที่นั้น ฝีพายจะพายเรือต่อก็ไม่สามารถขยับเรือดังกล่าวได้เลย สมณพราหมณ์จึงทำพิธีเชิญหัวหน้าเด็กเลี้ยงวัวผู้นั้นราชาภิเษกเป็นกษัตริย์ครองนครศรีอยุธยา นามว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ต่อมาพระเจ้าสายน้ำผึ้งได้เสด็จไปยังเมืองจีน พระเจ้ากรุงจีนชอบพอจึงพระราชทานราชธิดานามว่า นางสร้อยดอกหมาก ให้เป็นมเหสี พระเจ้าสายน้ำผึ้งพานางสร้อยดอกหมากกลับสู่กรุงศรีอยุธยา แต่พอมาถึงปากน้ำก็รีบเสด็จเข้าเมืองเพื่อที่จะเตรียมจัดขบวนรับพระนางสร้อยดอกหมาก แต่เมื่อขบวนมาถึงกลับไม่เห็นพระเจ้าสายน้ำผึ้งพระนางจึงไม่ยอมที่จะขึ้นฝั่ง พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงต้องมารับด้วยองค์เอง แต่แล้วนางก็ตัดพ้อและแล้วนางก็กลั้นใจตาย พระองค์เสียพระทัยเป็นอย่างมากจึงนำพระศพของพระนางขึ้นเผาที่แหลมบางกะจะ แล้วสร้างวัดขึ้นเรียกว่า วัดพระนางเชิง เป็นชื่อนี้เพราะนางสร้อยดอกหมากทำเชิงชั้นแง่งอนอยู่ ณ ที่แห่งนั้น หรือบ้างก็ว่าเพี้ยนมาจากคำว่า พนัญเชิง หรือ แพนงเชิง
ที่มาพนัญเชิง หรือ แพนงเชิง
ในหนังสือเล่มเดียวกันนั้นยังได้กล่าวว่า ในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ กล่าวว่าชื่อ พนัญเชิง หรือ แพนงเชิง หาใช่มาจากนิทานที่เล่าไปข้างต้นแต่เป็นชื่อที่ได้จากพระพุทธรูปประทานของวัดนั่นเอง เพราะบริเวณวัดนั้นอยู่ใกล้กับวัดขอม ซึ่งสันนิษฐานว่ามีชาวขอมอาศัยอยู่เป็นชุมชนจำนวนไม่น้อย และนี่จึงเป็นที่มาของคำว่า "แพนงเชิง" ซึ่งเป็นภาษาเขมร แปลว่า ขัดสมาธิ แต่นิทานที่เล่าว่ามีการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนหาได้มีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวไม่ เหตุการณ์ที่กษัตริย์ไปเมืองจีน และได้ธิดาพระเจ้ากรุงจีนมาเป็นชายา ก็มีในกษัตริย์สุโขทัย (รามคำแหง) แต่ก็ยังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัด นอกจากนี้ยังมีตำนานเมืองนครศรีธรรมราชด้วยเช่นกัน
กัมรเตงเพชรบุรีส่งทูตไปยังเมืองจีน
เรื่องมีอยู่ว่าพระพนมทะเล ศรีมหาสวัสดิมเหนทราธิราช พระบวรเชษฐา พระราชกุมาร ได้ส่งคณะทูตไปติดต่อกับราชสำนักจีน และให้ฝางแก่สำเภาไปยังเมืองจีน และพระเจ้าร่มฟ้ากรุงจีนพอพระทัยจึงได้ประทานนางจันทรเทวีศรีบาทราชบุตรีทองสมุทร ธิดาซึ่งเกิดจากมเหสีชาวจามปา ให้มาเป็นอัครชายาของพระพนมทะเล โดยนางจันทรเทวีเกิดจากมเหสีที่เกิดจากดอกหมาก
เราจะเห็นได้ถึงเรื่องราวของความเป็นมาที่มีความคล้ายคลึงกันซึ่งอาจจะเป็นสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วเป็นเรื่องราวที่พูดกันปากต่อปากจนเป็นเรื่องราวนิทานต่อมา กาลเวลาก็ทำให้เรื่องราวเหล่านี้สืบหาข้อเท็จจริงได้ยากแต่เราก็ได้เห็นว่าจากเรื่องราวนี้ช่วยเชื่อมต่อให้เห็นภาพของความสัมพันธ์ไทยจีนในอดีตที่มีการติดต่อสัมพันธ์กัน
Comments