กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ ชื่อเมืองกรุงเทพฯ ที่หลายคนมองว่าทำไมถึงยาวแสนยาว จนถึงกับมีการแต่งเป็นเพลงเพื่อให้สามารถจำชื่อนี้ได้ แต่รู้ไหมว่าไม่ได้มีเพียงเมืองหลวงของเราแห่งเดียวเท่านั้นที่มีชื่อเมืองที่ยาว แต่การตั้งชื่อเมืองที่มีความยาวนั้นมีที่มาและเรื่องราวให้เราได้ค้นหา
ภูมิหลังการตั้งชื่อเมือง
จริง ๆ การตั้งชื่อเมืองหากเราได้ศึกษาลงลึกไปจะพบว่าในแถบบ้านเมืองของเรามีความนิยมในการแต่งชื่อเมืองด้วยคำต่าง ๆ ที่มีความหมายถึงความเป็นมาของเมืองในอดีต แม้อย่างตัวอย่างที่ผมได้ยกมาในตอนต้นของเรื่องนี้ ชื่อเมืองว่ากรุงเทพก็หาใช่ชื่อที่ผูกมาในตอนตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เป็นชื่อเมืองเก่าของเราอย่างกรุงศรีอยุธยานั่นเอง โดยชื่อเต็มนั้นคือ "กรุงเทพมหานคร บวรทวารวดี ศรีอยุธยา" โดยชื่อนี้นับว่าเป็นการนำชื่อเมืองเดิมมาตั้งเป็นชื่อราชธานีใหม่ จากหนังสือ สังคมไทย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยศรีอยุธยา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า คำว่า กรุงเทพมหานคร มาจากชื่อเมือง เทพนคร ในตำนานของท้าวแสนปม บวรทวารวดี เนื่องจากมีน้ำล้อมรอบเหมือนกับเมืองทวารวดี และศรีอยุธยา นำชื่อเมืองของพระนารายณ์ที่อวตารเป็นพระรามมาตั้งด้วยกัน จนเป็นชื่อที่มีความไพเราะเป็น กรุงเทพมหานคร บวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน นั่นเอง
##ข้อสังเกตการตั้งชื่อเมือง แม้ว่าชื่อเมืองที่ผมกล่าวมานั้นจะมีการนำคำหรือชื่อเมืองมาประกอบกันเป็นชื่อเมืองที่ไพเราะอย่างกรุงศรีอยุธยา แต่ใช่ว่าการตั้งชื่อเมืองแบบนี้จะมีเฉพาะในกลุ่มวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น แต่หากเราพิจารณาชื่อเมืองโบราณในหลาย ๆ เมือง ก็จะพบลักษณะของชื่อเมืองคล้าย ๆ กัน เช่น
- โยนกนครชัยบุรีศรีช้างแสน (เชียงแสนเก่า)
- นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ (เชียงใหม่)
- นันทบุรีศรีนครน่าน (น่าน)
- จันทบุรีศรีศตนาคนหุต (เวียงจันทน์)
- ไทวยนทีศรียมนา (พิษณุโลก สองแคว)
- กำแพงเพชรบุรีศรีวิมลสศน์ (กำแพงเพชร)
- นนทบุรีศรีมหาสมุทร (นนทบุรี)
- ธนบุรีศรีมหาสมุทร (ธนบุรี)
- ทวารวดีศรีอยุธยา (กรุงศรีอยุธยา)
จะเห็นได้ว่าการตั้งชื่อเมืองจะมีทั้งชื่อจริงและชื่อรองโดยมีคำว่า ศรี คั่นกลาง ยกตัวอย่างเช่น อโยธยาศรีรามเทพนคร และที่น่าสนใจชื่อเมืองของพิษณุโลก มีการผูกชื่อจากภาษาสันสกฤตสองคำ คือคำว่า ไทวฺ แปลว่า สอง นที แปลว่า แคว ซึ่งคือ แม่น้ำ ส่วน ยมนา คือ แม่น้ำยมและแม่น้ำน่านที่ไหลขนาบเมืองนั่นเอง
การศึกษาเรื่องราวจากชื่อเมือง
นอกจากชื่อเมืองโบราณที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นก็ยังมีชื่อเมืองที่ยาวอีกมากมาย เช่น กรุงกัมพูชาธิบดีศรียโสธรนครอินทรปัตถ์ กุรุรัฐราชธานี ดังนั้นการตั้งชื่อเมืองที่ยาว ๆ เป็นแนวคิดของคนตั้งแต่ในสมัยโบราณ แต่การคั่นคำว่า ศรี ก็ไม่ได้หมายถึงชื่อจริง กับชื่อรองของเมืองเสมอไป อย่างเช่น นันทบุรีศรีน่าน นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ กลับเป็นว่าชื่อที่ใช้จริงจนตกทอดมายังปัจจุบันคือชื่อในส่วนท้าย ส่วนชื่อส่วนต้นจะเป็นคำในภาษาบาลีที่มีการแปลจากชื่อจริงอีกทอด
บทสรุป
การศึกษาชื่อเมืองต่าง ๆ ที่มีวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทำให้เราได้เห็นแนวคิดของคนโบราณและความสัมพันธ์ของผู้คนในวัฒนธรรมร่วมในกลุ่มของเอเชียอุษาคเนย์ ซึ่งด้วยการศึกษาเรื่องราวของชื่อมีปรากฏนี้อาจเป็นกุญแจไขข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่อาจถูกปิดไว้ให้เผยและเราได้ศึกษาต่อ ค้นคว้าต่อ ในอนาคตก็เป็นไปได้
Comments