ศักกราชในเมืองไทย

ศักราชคำนี้น่าจะเป็นคำที่ทุกคนรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และอีกไม่กี่วันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็จะถือเป็นช่วงที่เรามีการเปลี่ยนศักราชใหม่ หลายคนคงอาจสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงศักราชไม่ใช่ช่วงที่เราเคาท์ดาวน์นับถอยหลัง 5 4 3 2 1 ... Happy New years กันหรอ! จริง ๆ ด้วยวัฒนธรรมของเมืองไทยที่รับวัฒนธรรมทั้งทางฝั่งตะวันตกอย่างอินเดียและตะวันออกอย่างจีน หรือแม้แต่วัฒนธรรมดังเดิมย่อมการการนับช่วงปีที่แตกต่างกัน และในวันนี้เราจะดูความแตกต่างของศักราชที่มีมากมายในเมืองไทยกัน

ศักราชเครื่องมือในการแกะรอยสู่เรื่องราวในอดีต

สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นกุญแจสำคัญในการศึกษาเรื่องราวในอดีตคงหนีไม่พ้นเครื่องมือสำคัญอย่างศักราช เป็นตัวเลขที่เป็นเหมือนกุญแจสำคัญที่ช่วยไขเรื่องราวในอดีตของประวัติศาสตร์ผ่านทั้งทางเอกสารและจารึกที่สำคัญ แต่ด้วยการส่งต่อตัวเลขดังกล่าวที่มีการถ่ายทอดกันผ่านมา สำเนาแล้วสำเนาเล่า การถ่ายทอดอาจเกิดความผิดพลาดได้ ดังนั้นการใช้เพียงตัวเลขศักราชในการสืบค้นความเป็นมาในอดีตจึงต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มาซึ่งความถูกต้องและใกล้เคียงของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ศักราชในประวัติศาสตร์

ในประวัติศาสตร์ของไทยได้มีการใช้ศักราชมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พุทธศักราช คริสตศักราช มหาศักราช จุลศักราช และศักราชอีกมากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้นการที่เราเห็นตัวเลขที่ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์เราจึงอาจยังไม่สามารถฟันธงไปได้ชัดเจนว่า ในเอกสารหลักฐานนั้น ๆ ได้จารจารึกศึกษาใด และด้วยปัญหานี้นี่เองจึงทำให้การกำหนดอายุของหลักฐานทางประวัติศาสตร์จำเป็นต้องมีการศึกษาค้นคว้าที่แน่ชัด และชัดเจนเพื่อให้เห็นถึงช่วงเวลาของหลักฐานชิ้นนั้น และหนึ่งในศักราชที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการนับศักราชนั่นคือ ศักราชกฏหมาย หรืออีกชื่อหนึ่งอาจเรียกว่า ศักราชจุฬามณี จากหนังสือ ตำนานกฏหมายเมืองไทย ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ว่า

ยังมีศักราชอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้ายังไม่ทราบได้ว่าศักราชอะไร โหรเรียกว่าศักราช แต่สืบเอาเรื่อง เอาเกณฑ์จากโหรยังไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงเรียกไว้ว่า “ศักราชกฎหมาย” ศักราชทั้ง 4 อย่างนี้จะสอบในหนังสือกฎหมายให้ได้ความว่าแผ่นดินไหน ใช้ศักราชอะไรรู้ไม่ได้ ด้วยบานแผนกกฎหมายในแผ่นดินเดียวกันใช้ ศักราชต่างกันก็มี ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ที่ศักราชในบานแผนกกฎหมายสับสนกันไป จะเป็นเพราะเมื่อเวลาชำระหรือคิดเขียนหนังสือกฎหมายในชั้นหลังๆ ผู้คิดอยากจะให้เข้าใจง่าย เลยคิดคำนวณบวกทอนศักราชซึ่งผิดกันกับอย่างที่ใช้อยู่ในเวลานั้นเปลี่ยนให้เป็นอย่างเดียวกัน ...

โดยศักราชดังกล่าวในหนังสือ สังคมไทย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา ของจิตร ภูมิศักดิ์ กลับเห็นแย้งในเรื่องของการคำนวณด้วยศักราชกฏหมายเนื่องด้วยเห็นว่า จากหลักฐานกฏหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ กลับทอนอายุหลักฐานชิ้นนี้ไป 300 ปี

คำว่า เบ็ดเสร็จ เป็นคำโบราณ มีความหมายที่แตกต่างไปจากความหมายปัจจุบันเพราะคำ ๆ นี้ ในอดีตมีความหมายตรงกับคำว่า เบ็ดเตล็ด

ความแตกต่างของการนับศักราช

จากหนังสือดังกล่าวที่ไม่ยอมรับทฤษฎีศักราชอันเนื่องมาจากเมื่อพิจารณาจากหลักฐานกลับพบว่าทั้งถ้อยคำและถ้อยความไม่สอดคล้องกับยุคสมัยและเห็นว่าน่าจะเป็นเอกสารที่เก่ากันนั้น และได้มีการเสนอว่าศักราชในกฏหมายดังกล่าวเป็นมหาศักราช แต่โบราณการนับศักราชนี้มีด้วยกันสองสำนักปฏิทิน คือ สำนักปฏิทินเร็ว และ สำนักปฏิทินช้า โดยจะมีความต่างอยู่ด้วยกัน 2 ปี อย่างเช่น ปีระกา พ.ศ.2188 ถ้าในสำนักปฏิทินเร็วจะตรงกับมหาศักราช 1567 แต่หากอีกสำนักจะเป็น พ.ศ. 1565 โดยเมื่อพบมหาศักราชถ้าเป็นสำนักแรก ก็เอาเกณฑ์​ 621 บวกเข้าแต่หากเป็นสำนักที่สองต้องเอา 623 บวกเข้าไป แล้วจึงจะได้ผลลัพธ์เป็นพุทธศักราชและปีนักษัตรที่ถูกต้อง

ปัญหาเรื่องศักราชของไทย

ในเอกสารเก่า ๆ หลายฉบับรวมทั้งกฏหมายล้วนมีปัญหาเกี่ยวกับศักราชนี้อยู่มาก เนื่องจาก ฃ

  1. ในรัฐเดียวกัน สมัยเดียวกัน แต่มีการใช้ศักราชหลายอย่างคู่เคียงกัน ทั้ง มหาศักราช, จุลศักราช และพุทธศักราช
  2. ในเอกสารมีเพียงแค่ตัวเลขและปีนักษัตรกำกับเท่านั้นไม่มีการระบุว่าเป็นศักราชใด ทำให้คนที่ศึกษาจำเป็นต้องมีการตัดสินจากบริบทแวดล้อมเอง
  3. แม้ว่าจะเป็นศักราชเดียวกัน ก็ยังมีการแบ่งเป็นสำนักการคำนวณที่ต่างกัน คืออาจจะมีการนับช้า หรือนับเร็ว ไม่เป็นแนวทางเดียวกัน จากปัญหาดังกล่าวจะพอมีสิ่งที่จะช่วยเราให้สามารถหาทางทราบได้ว่าเป็นศักราชใด ก็คือการใช้ปีนักษัตรมาช่วยในการไขปัญหานี้ เนื่องด้วยปีนักษัตรเป็นปีที่ชาวบ้านนับมากันมาแต่โบราณ และทั้งไทย มอญ พม่า เขมร และ ลาว ล้วนนับปีนักษัตรตรงกัน และถ้าลองสังเกตดูจะพบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่จะพูดคุยกันปีเกิดด้วยปีนักษัตรเป็นหลักหาใช่ปีศักราชไม่ ดังนั้นการใช้ปีนักษัตรเป็นเกณฑ์จึงช่วยให้สามารถเทียบศักราชต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และเทคนิคสำคัญหากต้องการสอบว่า พ.ศ. ใดตรงกับปีนักษัตรใด แค่เอาเลข พ.ศ. นั้นตั้ง หารด้วยเลข 12 หากเหลือเศษเท่าใดให้นับปี มะเมีย เป็น 1 ถ้าหารลงตัว เท่ากับปีมะเส็ง

ข้อสรุป

แม้ว่าศักราชของเรามีการใช้อยู่มากมายหลายประเภท การที่จะเข้าใจประวัติศาสตร์อาจจำเป็นต้องทราบถึงช่วงเวลาศักราช เพื่อให้เข้าใจบริบทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นนั้น ๆ ดังนั้นหากเราเข้าใจเกี่ยวกับศักราชก็ย่อมช่วยให้เราได้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์ของชิ้นนั้นมากยิ่งขึ้น

Refference :

  1. ตำนานกฏหมายเมืองไทย
  2. สังคมไทย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา