เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาผมได้เข้าฟังในการประชุมออนไลน์ในหัวข้อ "ละครกับการศึกษา Drama & Education" โดยครูแพท และหัวข้อ "ศิลปศาสตร์กับการพัฒนามนุษย์" โดยครูอ๋อ ด้วยความสนใจในศาสตร์ด้านศิลปะและการละครผมจึงได้เรียนรู้ในประเด็นต่าง ๆ ที่จะขอเล่าสรุปความรู้จากการได้เรียนในคลาสนี้ดังนี้
ละครคืออะไร ?
ละคร หรือ ละคอน คือ การแสดงออก ผ่านทางร่างกายของมนุษย์ โดยใช้ องค์ประกอบศิลป์ เพื่อ สะท้อน ความหมาย ความเข้าใจ หรือประสบการณ์ต่อชีวิต จากความหมายของละครจะเห็นได้ว่าละครเป็นเรื่องของมนุษย์ ที่ใช้การสื่อสารผ่านทางร่างกาย และเพื่อให้มนุษย์เข้าใจในมนุษย์เช่นกัน ดังนั้นผมเห็นว่าละครจึงเป็นเสมือนการเรียนรู้โดยใช้ร่างกายและประสบการณ์ของทั้งผู้แสดงและผู้ชมในการสื่อสารซึ่งกันและกัน
ละครมีกี่ประเภท
เราสามารถจำแนกละครตามเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ดังนี้ หากเราใช้เกณฑ์ของศิลปะก็สามารถจำแนกได้เป็นละครแบบศิลปะ กับ ละครประยุกต์ และเมื่อเราใช้ผลงานการแสดงมาเป็นเกณฑ์ก็สามารถจำแนกได้เป็น
ผลงานการแสดงแบบเป็นทางการ แล้วแบบเป็นทางการเป็นอย่างไร ตัวที่สามารถบอกได้ว่าเป็นละครแบบทางการหรือไม่นั้นเราสามารถพิจารณาได้จากการแบ่งบทบาทชัดเจนของผู้ชมและผู้แสดง และมีการประกาศให้ผู้ชมมาชมไม่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเองตามธรรมชาติ มีการฝึกซ้อม เตรียมพร้อมในสิ่งต่าง ๆ ของการแสดง ตัวอย่างของการแสดงประเภทนี้ได้แก่ ละครเวที ละครนอกเวที ละครนอกกรอบ และการแสดงแนวต่าง ๆ ซึ่งถือได้ว่าการแสดงประเภทนี้เป็น Performance Making ลักษณะของละครประเภทนี้จะมีการฝึกฝนการซักซ้อมเพื่อความเป็นเลิศ ให้ผู้ชมรู้สึกถึงความพึงพอใจ มีอรรถรสร่วมในการแสดง นอกจากนี้ยังได้มีการผสานองค์ประกอบศิลป์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ชมได้เกิดจินตนาการ เป็นการทำให้ "ศิลปะที่มีชีวิต" เพราะมีการสื่อสารเรื่องราวและการสะท้อนสังคมผ่านโลกของละคร ตัวอย่างการแสดงที่เรารู้จักกันดีในการแสดงรูปแบบนี้เช่น ละครเวที ละครรำ ลิเก เป็นต้น
ผลงานการแสดงกึ่งทางการ เป็นผลงานการแสดงที่ เน้นเนื้อหาที่เข้มข้นในการสร้างสรรค์ผลงาน เป็นการแสดงที่เน้นในประเด็นปัญหา หรือเราเรียกว่า "ละครประเด็น" คือเมื่อการแสดงจบมีการอภิปรายในประเด็นที่ผู้สร้างตั้งเป้าหมายให้เกิดกับผู้ชมได้เกิดการถกการถามการอภิปรายให้คนดูตระหนักเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างการแสดงประเภทนี้ เช่น ละครเร่ (ละครเพื่อการศึกษา Theatre In Education : TIE) ซึ่ง TIE นี้จะเป็นละครเวทีที่เน้นความเรียบง่าย แต่ผู้แสดงต้องมีความสามารถหรือเป็นมืออาชีพ เพื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ในประเด็นที่ต้องการสื่อสารโดยตรง นิยมที่จะสัญจรแสดงในที่ต่าง ๆ พยายามจุดประเด็นตอนท้าย โดยความแตกต่างกับละครเวทีคือมีกิจกรรมต่อไหมกับผู้ชมหากมีก็จะเป็น TIE
ผลงานการแสดงไม่เป็นทางการ เป็นการแสดงที่เป็นการเข้าร่วมกิจกรรมโดยตรง เน้นการสร้างละครอย่างเรียบง่ายแต่ ประเด็นไม่เรียบง่าย อย่างเช่น ละครในการศึกษา (Drama in Education : DIE) เรียกแบบอังกฤษ หรือ ละครสร้างสรรค์ (Creative Drama) เรียกแบบอเมริกัน ซึ่งลักษณะเด่นของการแสดงประเภทนี้คือผู้ชมและผู้แสดงเป็นกลุ่มเดียวกัน อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย โดยเน้นการเล่นเป็นสำคัญเพื่อพัฒนาทักษะโดยจะมีครูในฐานะโค้ชที่คอยแนะนักเรียน โดยเป็นเหมือนการที่แสดงเองดูเอง หรือคือการเล่นเพื่อให้เข้าถึงประเด็นที่ต้องการเรียนรู้ ดังนั้นละครสร้างสรรค์เป็นละครเพื่อการศึกษษาโดยแท้ ผ่านกระบวนการ "ประสบการณ์สมมติ" เพื่อไปสู่จินตนาการและพัฒนาศักยภาพของผู้ร่วมกิจกรรม
ไม่เน้นแสดงเพื่อผู้ชม แต่เพื่อการเรียนรู้ของผู้ร่วมกิจกรรมนั้น ๆ เอง
ส่วนความแตกต่างระหว่าง TIE กับ DIE แม้จะเป็นการใช้ละครเพื่อการศึกษาเหมือนกันแต่มีจุดต่างตรงที่ TIE จะโฟกัสที่ประเด็นที่จะให้ผู้ชมมีส่วนร่วมตอนท้ายของการแสดง ส่วน DIE จะเน้นที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ผ่านการเข้าร่วมแสดงโดยตรง
ละครมีบทบาทในโลกการศึกษาอย่างไร ?
ละครเป็นการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ โดยเป็นการเตรียมการอย่างดีผ่านกระบวนกร โดยใช้กระบวนการกลุ่ม รวมทั้งเทคนิคละคร เพื่อเป้าหมายโดยเฉพาะของละครสร้างสรรค์ (CD) ดังนี้
- เพิ่มพูน ประเด็นความคิดเพื่อต่อยอดความรู้เดิม
- เรียนรู้ศิลปะการละคร
- เรียนรู้ตัวผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยกันเอง
- เรียนรู้ตัวเองผ่านกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายใด ย่อมทำให้เราได้เกิดการเรียนรู้ ดังนั้นในโลกการศึกษาการใช้ละครเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้เมื่อเราพิจารณาจากกรวยการเรียนรู้ Cone of Learning by Edgar Dale จะพบว่าการใช้กระบวนการละครช่วยทำให้ผู้เรียนเรียนรู้และจดจำได้ถึง 90% เพราะเป็นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ปฏิบัติกับของจริง ศิลปะการละครจึงมีความหมายต่อการศึกษาเป็นอย่างมากเพราะเป็นการพัฒนาคนให้มีประสบการณ์ที่แตกต่างทำให้เกิดกระบวนการคิดหาใช่การผลิตคนเหมือน ๆ กันแบบเครื่องจักรรองรับกับอุตสาหกรรม การใช้กระบวนการละครสร้างสรรค์มีสิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่เน้นท่องบท เน้นเอาจากประสบการณ์ของผู้ทำกิจกรรม เราสามารถใช้กระบวนการละครนี้จากสิ่งที่ใกล้ตัวหรือผัสสะของผู้เข้าร่วมเพื่อทบกันไปสู่ Improvistional Drama
การใช้ละครสร้างสรรค์สามารถพัฒนาผู้เรียนทั้ง Head + Heart + Hand (Body&Voice) กระบวนการละครสามารถช่วยพัฒนามนุษย์ในทุก ๆ ด้าน ทำให้ผู้เรียนเรียนได้ดีขึ้น มีจิตพิสัย ทักษะพิสัย และพุทธพิสัย ดีขึ้น โดยเฉพาะสามารถเกิดความคิดเชิงวิพากษ์ในหลากหลายมุมมอง และยังทำให้สามารถพัฒนาจาก Creative Drama ไปสู่ Advance Level ได้อีกด้วย
ครูแพทยังได้นำเสนอตัวอย่างผลงานการใช้ละครสร้างสรรค์ (CD) ของนักศึกษาที่มีเป้าหมายในเรื่องของการสร้างเขื่อนโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยผู้ใหญ่ว่า นักศึกษาได้ใช้กระบวนการนี้เพื่อสร้างบทเรียนผ่านกระบวนการละครสร้างสรรค์โดยเริ่มจากการใช้เกม การเขียน Scenario การวาง Charactors เพื่อสุดท้ายที่สำคัญคือการสะท้อนกลับในด้านของความรู้สึก ข้อค้นพบ และความเข้าใจที่ดีขึ้นในประเด็นที่นักศึกษาได้ตั้งเป้ากหมายไว้ ซึ่งมีหลายหัวข้อเลยที่ผมไม่คิดว่าการใช้กระบวนการละครสร้างสรรค์สามารถนำไปสู่การถกอภิปรายผ่านกระบวนการละครได้ และสามารถใช้ได้ในทุกเพศทุกวัย อย่างเช่น เด็กประถมกับการถูกบูลลี โทษประหารควรจะมีอยู่หรือไม่ การตั้งครรภ์ในวัยเรียน แพทฟอร์มของไรเดอร์ จากด้วยประเด็นปัญหาที่หลากหลายผ่านกิจกรรมละครสร้างสรรค์ที่เป็นเหมือนการจุดประเด็นทางความคิดให้กับผู้เข้าร่วมได้คิดและคิดต่อ และนำประเด็นไปปรับใช้ต่อไป
ศิลปะการแสดงกับการพัฒนามนุษย์รอบด้าน
ครูอ๋อได้พูดถึงการประเมินในระบบการศึกษาปัจจุบันในรูปแบบ OBE ที่เน้นประเมินที่ผลลัพธ์ โดยขาดการประเมินสิ่งที่อยู่ระหว่างทางอย่างความเข้าใจหรือสมรรถนะ เพราะ Outcome-based Education เน้นหัวใจสำคัญคือสนับสนุนเพื่อความสำเร็จของผู้เรียนโดยดูจากผลลัพธ์ที่แสดงออกได้เท่านั้น แม้จะใช้เหตุผลเป็นหลักแต่ยังขาดความสนใจในเชิงความคิด ลดทอนความซับซ้อนของกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน และสุนทรียศาสตร์และความหมายของมนุษย์ ทำให้การนำมาปรับใช้ในการประเมินในส่วนศาสตร์ด้านสังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์ยังมีจุดอ่อนดังที่กล่าวไปแล้ว เพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะเน้นด้านการสังเกต การพิสูจน์ และการให้เหตุผลเชิงตรรกะ แต่ความรู้ทางศิลปะ จะเน้นไปทางร่างกาย สุนทรียะ และความเข้าใจในเชิงประสบการณ์ การที่จะประเมินความรู้ทางด้านศิลปะด้วย OBE นั้นอาจยังไม่ครอบคลุมในส่วนของการที่เราจะเห็นว่าผู้เรียนได้สร้างความรู้อะไร ดังนั้นการประเมินในด้านนี้เราตระหนักถึงร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อมที่ประกอบสร้างมาเป็นศิลปะเพื่อหาทักษะและพฤติกรรมของผู้เรียน
บทสรุป
จะเห็นได้ว่าการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้ละครเข้ามาช่วยให้การศึกษาของผู้เรียนมีความหมาย และเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้จัดต้องการให้เกิด แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กระบวนการจัดกิจกรรม ก็คือการเตรียมการ เริ่มตั้งแต่การรู้จักผู้เรียนถือเป็นสิ่งที่สำคัญ รวมทั้งการเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้เรียนได้กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ อย่างปลอดภัย ซึ่งการเปิดพื้นที่การเรียนรู้แบบเบลอ ๆ ให้ผู้เรียนได้สร้างการเรียนรู้ด้วยตนเองจะทำให้เขาได้เกิด Magic Moment ด้วยตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญและคุณค่าเพราะเป็นการสร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนผ่านการลงมือคิด ลงมือทำ และอย่างแรกที่ควรทำคือขอให้เชื่อมั่นในผู้เรียนนั่นเอง และ ณ ปัจจุบันโลกที่มี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของชีวิตแต่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยการดึงประสบการณ์ของชีวิตให้เกิดการเรียนรู้อย่างเช่นกระบวนการละครอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ และนี่คือความสำคัญของศิลปะที่เรียกว่า...ละคอน
##แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม
Comments