สวัสดีท่านผู้อ่านที่น่ารักทุกคนค่ะ หลายคนคงเคยอยู่ในช่วงชีวิตที่ว่างงานกันมาบ้าง
/// ก็คือพึ่งเรียนจบนั่นเอง ... เสียงนกร้อง .....และพัดลมเบอร์สามที่พัดแรงจนลมร้อนไม่กล้าต่อต้าน><
กับเป้าหมายชีวิตที่ไม่มีวี่แววของการต้องรีบเร่งใด ๆ ไม่มีกำหนดการให้ต้องส่งงานให้ทันเพื่อใครอีกแล้ว (อย่างน้อยก็ในช่วงนี้)
ไม่มีนาฬิกาปลุกที่สำคัญถึงชีวิตอีกแล้ว ... ถึงมีก็แค่เลื่อนทิ้งเพราะลืมปิดแจ้งเตือน ไม่มีความรู้สึกให้อยากส่องโซเชียลใคร ๆ อีกแล้ว แม้จะมีเลื่อนฟีดบ้าง แต่ก็เอาตัวเองออกมาทันก่อนที่จะติดงอมแงมเหมือนเมื่อก่อน ช่วงเย็น ๆ ก็จะมีแม่กลับมาจากที่ทำงานพร้อมกับพาออกไปเที่ยวเล่นชมเมืองเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีร้านรวงใด ๆ แต่ก็น่าไปอยู่ดีเพราะมีแม่ ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร และก็น่าจะเป็นเรื่องปกติของเด็กต่างจังหวัดทั่ว ๆ ไปใช่ไหมละคะ แต่เจ้าของชีวิตที่เล่ามาเองนี้ "แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยถ้าย้อนกลับไปถามตัวเองเมื่อประมาณ 1 เดือนก่อน หรือ สุ่มย้อนวันไปที่ 1 ปีก่อนหน้า ที่ยังคงสถานะนักศึกษาปี 4 อยู่เนือง ๆ" . . . . เราเป็นเด็กที่เรียกได้ว่าค่อนข้างอยู่ไม่นิ่งเลยค่ะ ไปทำกิจกรรมมากมาย แม้ว่าจะไม่ได้ถึงกับเก่งจนต้องร้องว้าวในกิจกรรมที่ทำ แต่ถ้าว่ากันที่ปริมาณและความหลากหลายของสิ่งที่ทำก็ถือได้ว่ามากมายกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันในเวลาที่จำกัดเท่ากันเลยละค่ะ จะบอกด้วยความภูมิใจก็ยังได้ แต่เรามองว่าหลายปัจจัยในชีวิตเราเองไม่เคยต้องเอามาเปรียบเทียบกับใคร ๆ เลย เพราะเพื่อนรอบข้างที่ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น และเพราะตัวเราเองที่เหวี่ยงวงโคจรของตัวเองออกมาเสมอหากใครจะมาสนิทด้วยมากเกินไป
หลายครั้งที่เราปลีกตัวออกมาจากกลุ่มใด ๆ ก็ตาม เราก็มักจะไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก ไม่ได้โกรธหรือเกลียด แต่แค่เป้าหมายในชีวิตเรามันเหมือนกับน้ำ ไหลไปตามทางเรื่อย ๆ เหมือนจะจับฉ่ายแต่ก็ไม่ เหมือนจะเคร่งครัดแต่ก็ไม่
เราได้โอกาสเรียนมหาลัยเพราะความช่วยเหลือจากยายที่เป็นญาติห่าง ๆ ค่ะ เท่ากับว่าช่วงเวลาของเด็กม.6 คนนั้น ไม่ได้มีเรื่องที่เด็กวัยเดียวกันควรจะคิดเลย เราไม่คิดว่าตัวเองจะได้มาเรียนหนังสือไกล ๆ บ้านเลย แต่สุดท้ายก็เลือกเรียนสาขาที่พอจะดูไม่ขัดกับความเชื่อของคนสูงอายุมากนัก อย่างวิทยาศาสตร์ แล้วก็พยายามอย่างหนักเพื่อผ่านมันมาให้ได้ !
ถามตัวเองรอบที่ล้าน ว่าเราชอบชีวิตแบบนี้ไหม เราอยากทำอะไรแบบนี้รึเปล่า คำตอบที่ออกมามันก็ไม่ได้เหมือนกันเสมอไปค่ะ ลึก ๆ เราเองกับแม่ที่สนิทกันมาก ๆ ก็เชื่อคล้าย ๆ กันว่า การศึกษามันเริ่มที่ตัวเรา ไม่ใช่หลักสูตรที่จ่ายเป็นค่าเทอมพวกนั้นเพื่อหวังเกียรติบัติเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว
...............................................................................................................................................
เราพึ่งจะตระหนักได้เมื่อตะกี้นี่เองว่า การเรียนมหาลัยมันก็เป็นแค่การเลือกที่จะจ่ายเงินไปจำนวนนึงเพื่อแลกกับคนที่มีความคิด และความเชื่อในด้านการเรียนคล้าย ๆ กัน หรือเรียกง่าย ๆ ว่ าคนที่มีแนวโน้มจะมาอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความคล้ายกันทั้งในระบบ และรูปแบบของการทำงานเดิม ๆ ผลพลอยได้ของมันก็คือการได้เจอเพื่อนมากหน้าหลายตาที่ใช้ชีวิตแตกต่างกัน ก็เท่านั้นเอง
พอคิดแบบนี้ขึ้นมาแล้ว เราก็นั่งทบทวนตัวเองว่า แล้วจะเอายังไงต่อ ?
ตัวเราในตอนนี้ไม่ต้องมีอาจารย์มาบังคับใด ๆ ไม่มีงานพาร์ทไทม์ที่มากีดกันความสบายพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ ไม่ต้องสนใจอะไรพวกนั้นอีกแล้ว
ตอนแรกนึกว่าจะกังวล หรือที่เป็นอยู่นี่เรียกว่ากังวลนะ 555 มันเป็นความรู้สึกที่สบายกาย สบายใจ มากกว่าที่เคยเป็นมา สบายซะจนพลอยให้ไม่ได้อยากจะไปคอนเสิร์ตที่มหาลัย ไม่ได้อยากจะพุ่งตัวไปที่มหาลัย ไม่ได้อยากจะกินอาหารร้านที่เคยโปรดในมหาลัยอีกครั้ง
เราเคยได้ยินเรื่องเล่าของคนที่จบไปว่าคิดถึงช่วงชีวิตในมหาลัยมากมาย แต่เราเองนี่แหละเป็นคนนึงที่ไม่ได้อยากกลับไปขนาดนั้นนี่นา
กลับรู้สึก 'อิน' กับการเห็นเพื่อนที่ไปเจอในสังคมใหม่ ๆ มากกว่า สังคมที่ได้จากการทำงานนั่นเอง กลับกลายเป็นว่าพอพูดถึงชีวิตมหาลัย ฉันเองคิดถึงเพื่อนในที่ทำงานมาก ๆ ไม่ว่าจะงานอะไรก็ตามที่เอาตัวเองวิ่งเข้าไปทำ
หรือบางทีสถานที่ที่เราอยู่อาจไม่ได้ตัดสินการเป็นคนที่นั้นเสมอไป ตัวเราอยู่มหาลัยแต่ใจอยู่ที่อื่น พอนึกย้อนกลับไปเราเองก็อยู่ที่อื่นมาโดยตลอด เราเลยรู้สึกเหมือนเพื่อนของเราไม่เคยเปลี่ยนไป เพราะพวกเขายังอยู่ในใจเสมอ เพื่อนที่ทำงานด้วยกัน เราเห็นมุมดี และไม่ดีของกันและกัน ถึงตัวเราจะห่างมาได้เป็นปีแล้ว และในอนาคตก็จะห่างจากเดิมไปอีกเป็นสอง สาม สี่ปี ไปจนถึงสิบปีก็ตาม เราเองก็ยังรู้สึกได้ว่าเพื่อนพวกนั้นจะยังอยู่ในใจเสมอ ไม่ว่าตัวเราจะอยู่ที่จังหวัดที่ไกลแค่ไหน มันก็ไม่ได้ทิ้งความเป็นจริงที่ว่า ครั้งนึงเคยมีคนที่เห็นตัวตนของเราจริง ๆ แล้วยังเลือกที่จะมองในด้านดีของเราจริง ๆ แม้จะมาจากการทำงานก็ตาม แม้จะไม่ได้มาจากการเรียนด้วยกัน โตมาในสังคมที่ต่างกัน มีความคิดในหลายเรื่องต่างกันมาก ๆ ก็ตาม แม้เราจะมีเพื่อนเยอะแยะ แต่มีแค่ไม่กี่คนที่กล้าบอกว่าเราควรแก้อะไร เรามีจุดแข็งอะไร นึกกี่ครั้งก็ขอบคุณมาก ๆ จริง ๆ ที่ช่วยเหลือเรามาตลอด ในมิติที่กว้างกว่านั้น เหมือนเขาดึงเราออกมาจากโลกที่แคบ ๆ ที่มีคนมากมายมหาศาล แต่คนมากมายเหล่านั้น ไม่ได้คิดเหมือนกันกับเรา ไม่แม้กระทั่งเห็นเราในแบบที่เราเป็นจริง ๆ ด้วยซ้ำ แต่เราก็ผ่านมันมาได้
เราหันกลับมามองที่ตัวเองว่าถ้าชีวิตนี้ต้องเดินคนเดียว เรายังขาดอะไรอีกบ้าง
นั่นน่าจะเป็นคำถามที่สำคัญไม่แพ้กัน รองจากการถามว่าเราชอบชีวิตในตอนนี้ที่ว่างงาน แต่ได้อยู่กับแม่ไหม 555
ค่อนข้างชอบเลยล่ะ ชีวิตตอนนี้ มีความสุขมาก ๆ เลย ถึงแม้ว่ายังไงก็คงต้องถึงวันที่เราได้ออกไปใช้ชีวิตเอง อีกครั้ง มันอาจจะไม่นานนี้ แต่ตอนนี้โครตจะมีความสุขเลย อย่างน้อยก็ได้ลองทำในสิ่งที่อยากทำเช่นการเขียนอะไรขึ้นมาสักอัน เช่นบทความนี้ ที่เหมือนจะเป็นไดอารีบ่นซะมากกว่า555 ขอบคุณตัวเอง
ขอบคุณผู้อ่านสัญจรที่แวะกันเข้ามา ขอบคุณคนสร้างเว็บนี้ด้วย ขอบคุณโลกใบนี้ และ แม่ของเราผู้หาคนเทียบเคียงไม่ได้ ขอบคุณค่ะ><

Comments