เราเป็นนักศึกษาที่พึ่งจบใหม่ จริง ๆ ก็จบมาได้สองเดือนแล้วล่ะ ไม่ได้อยากหางานทำ ไม่ได้รู้สึกดีกับชีวิตเท่าไร พอจบออกมากลับย้อนกลับไปมองแล้วก็งงกับชีวิตตัวเองมาก พาลให้ไม่อยากหางานทำเลย เหมือนกับเป็นเด็กที่ทิ้งความฝันไปแล้วอย่างนั้น จิตใจค่อนข้างด้านชากับการที่เห็นเพื่อนอายุเท่ากันแต่ต่างประสบการณ์ชีวิตได้เติบโต ได้ออกไปท่องโลกกว้าง ตัดภาพมาที่ความจริง สิ่งที่เราเชื่อว่ามันจะช่วยเหลือครอบครัวเราได้ กลับไม่ได้ช่วยได้ง่ายขนาดนั้น เราผ่านมาพบว่าหลายอย่างในชีวิตเราเล่นซื่อ ๆ เกินไป แอบคิดว่าถ้าเมื่อสี่ปีที่แล้วเราเลือกที่จะโกหกยายแล้วเอาเงินไปเรียนในสิ่งที่ชอบหรือสร้างธุรกิจตัวคนเดียวคงไปได้ไกลแล้ว เราทนกับคณะที่ไม่ได้อิน โดยที่ไม่มีใครบังคับด้วยซ้ำ แต่ถ้ามองในแง่ของชีวิตเราเองก็ได้เจออะไรหลายอย่างมาเหมือนกัน เราแอบชอบวิชาเรียนอยู่บ้าง บางครั้งการที่เราได้เรียนรู้ว่าภายในโลกจิ๋ว ๆ อย่างเซลล์พืช ดอกไม้ ก็มีเพื่อนอีกมากมายอยู่ในนั้น บางตัวเราไม่มีทางที่จะได้เสวนาอะไรด้วยเลย มีเพียงแต่ความเงียบ และ จะเรียกว่าเป็นการสื่อสารอยู่ทางเดียวก็ได้ เราได้แต่มองมันใช้ชีวิต กิน นอน สืบพันธุ์ แล้วก็ตายไป ไม่ได้พูดทักทาย เซย์เฮลโหล๋โม๋ใด ๆ อย่างคนอื่น ๆ เลย จะว่าไปในชีวิตเราเองก็ไม่ค่อยได้เซย์เฮลโหลกับใครเหมือนกันนั่นแหละฮ่า ๆ
จิตใจคนเรานี่ก็ตลกเนอะ ยิ่งมองยิ่งหลงทาง ยิ่งสงสัย ยิ่งสับสน เหมือนกับที่สุนทรภู่น่าจะพูดไว้ไม่มีผิด "ถึงเถาว์วัลย์พันเกี่ยว ไม่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน" ที่ใช้คำว่าน่าจะก็เพราะในความจริงเราไม่มีทางรู้เลยว่า สุนทรพูดเอ้ย ! ...ท่านกวีสุนทรภู่พูดไว้จริง ๆ ด้วยน้ำเสียงแบบไหน แบบเข้ม ๆ สไตล์หนุ่มเท่วัยรุ่นยุคก่อน หรือจะเสียงทุ้มนุ่มเหมือนเล่ากลอนมีคำสร้อยแถมทำนองเสนาะ หรือจริง ๆ อาจจะไม่ได้พูดออกมา แค่ใช้ความสามารถในการเขียน บันทึกเรื่องราวเหล่านั้นออกมาอย่างจริงใจ
ตอนเด็ก ๆ เราโตที่ระยอง เลยมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกหลานสุนทรภู่อย่างภาคภูมิใจ แถมด้วยความดีกรีมีแม่เป็นครูภาษาไทย ยิ่งรู้สึกพิเศษเข้าไปใหญ่ แม้ชีวิตในวัยเด็กไม่ได้อู้ฟู่ ไม่ได้มีกล่องดินสอสามชั้นรูปเจ้าหญิงเหมือนเพื่อน ไม่ได้เข้าใจเรื่องการ์ตูนดิสนีย์ที่เขาเล่ากันเชิงอวดนิด ๆ ในห้อง ได้แต่พาก๊กเล็ก ๆ เล่นปั้นดินน้ำมันด้วยกันจนติดไปที่ผมพันกันยุ่งจนครูอนุบาลตะคอกใส่เหมือนสงสารดินน้ำมันที่หาทางออกจากผมเราไม่ได้ ความทรงจำดี ๆ เหล่านั้นกำลังเลือนรางลงไปเรื่อย ๆ งงตัวเองเหมือนกันว่าโตขึ้นมาได้ยังไง
ท่ามกลางสังคมที่ไม่ได้เพียบพร้อม แต่ดันโตมาในโลกที่คู่แข่งกลับกลายเป็นคนสูงศักดิ์ที่กุมอำนาจแห่งโลกเกลื่อนไปหมด เหมือนถูกกรอบให้อยู่แบบปกติเท่านั้นถึงจะรอด เรียกได้ว่ามันจะไม่เป็นการหาเรื่องใส่ตัว ตั้งแต่เด็กก็เลยตั้งใจเรียนสุดชีวิต เรียกได้ว่าถ้าสิงครูที่สอนทุกวิชาได้คงสิงไปแล้ว เก็บทุกเม็ด เท่าที่เด็กคนนึงจะสามารถตั้งใจได้ ทำให้ได้รับคำชม และ คำดุเชิงสอนตามประสาครูยุคเก่าที่เลี้ยงด้วยลำแข้งของขาไม้เรียว
เรากลัวมาก เหมือนโลกจะถล่ม ไม่กล้าเป็นตัวของตัวเองต่อหน้าผู้ใหญ่
กลัวโดนดุ กลัวโดนด่า เพราะจำได้แค่ว่ามันจะเสียใจ มันจะเจ็บมือ และ ก้น !
มองย้อนกลับไปเด็กคนนั้นมีศักยภาพที่จะโตขึ้นมาสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้ เราอยากกลับไปบอกกับน้องคนนั้นว่า ไม่เป็นไรเลย แกทำได้ทุกอย่างที่แกอยากจะทำนั่นแหละ โลกนี้มีทรัพยากรเพียงพอที่จะทำให้แกได้ในสิ่งที่ต้องการ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องพยายามขึ้นสักหน่อย เงียบหู พักตาลงสักนิด เมื่อไม่ได้เปรียบเทียบกับใคร ใจของเราจะเบาพอที่จะเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้
ในที่สุดเราก็หลุดพ้นจากระบบของการศึกษาที่เหมือนกรงเหล่านั้น เราไม่เคยมองว่ามันคือสวรรค์ แต่เราดันหลอกตัวเองเพื่อได้มาซึ่งใบเบิกทางที่จะเอาเราเข้าไปในกรองขังที่ใหม่ด้วยตัวของเราเอง
เราเชื่อคำของคนที่บอกว่าหากเรียนเก่งจะรอด หากอยากได้อะไรก็จะได้ หากต้องการพลิกสถานการณ์ของครอบครัวก็ง่ายนิดเดียว เรียนสิ ๆ
จุดพลิกผันมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เราเลือกเดินทางที่ไม่เหมือนกับที่คิดไว้ ไม่ได้เลิกคบเพื่อนที่เล่นไปวัน ๆ ไม่ได้ตื่นตีสี่ นอนสองทุ่ม เพื่อเป็นบุคคลต้นแบบของใคร แต่เราก็ยังไม่ตายนี่นา ตลกดีที่พึ่งคิดได้
เราชอบที่จะจำลองตัวเองให้เหมือนมีชีวิตที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่เสมอ ราวกับว่าทุกครั้งที่นึกได้ว่าชีวิตมีเวลาที่จำกัด แล้วเราเองก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าคนที่รักเรา และ เรารักจะอยู่ได้อีกนานเท่าไร เราเป็นใคร แล้วเราอยากทำอะไร
คำถามเหล่านั้นเราเฝ้าถามตัวเองอยู่ตลอด คำตอบก็ไม่ได้ต่างจากเดิมเท่าไร แต่ก็แตกต่างไปจากวันแรกที่ถ่มไปทีละนิด ๆ อย่างเช่นเมื่อปีก่อนเรานึกได้แค่ว่าเราอยากเลี้ยงแมวส้ม 1 ตัว แล้วก็หางานทำใกล้บ้านเพื่ออยู่เม้าท์กับแม่ไปวัน ๆ ในหัวคิดแค่นั้นเลยนะ ขอแค่แมวตัวนึง 5555 ตื๊นน ตื้นน แต่ตอนนี้คิดเพิ่มนิดนึง ขอเป็นแมวที่ใจดีละกัน ไม่เอาแมวธรรมดา ๆ หรือว่าแมวอะไรก็ได้ อันนี้ไม่ชัว จนตอนนี้ถึงจะเรียนจบแล้ว ยายก็ไม่ได้ส่งเงินให้ใช้แล้วบอกเลยว่าลำบากมาก แต่ก็สบายใจมากเพราะได้อยู่กับแม่ แบบไร้แมวส้มใจดี
แต่เราก็ค่อนข้างชอบชีวิตในตอนนี้เหมือนกัน มันเป็นชีวิตที่เราเฝ้าตามหามาก่อนหน้านี้ที่อยู่ในรั้วมหาลัย ที่ที่เราเรียกได้ว่าอิสระ แต่ก็น่าทุกข์ทรมานที่เงินมา ๆ ขาด ๆ ทำให้ได้เจออะไรมากมายที่อยากเล่าให้ใครสักคนฟัง ในจุดที่เหมือนกับว่าถูกสั่งให้วิ่งวน ๆ ในกรอบที่แคบ ๆ หาทางทำไงก็ได้ให้ใช้เงินเดือนละ 5,000 ไม่พอขอเพิ่มไม่ได้ หาทางหางานทำเพิ่มก็ไปลำบากเพราะมันไม่มีแม้แต่ยานพาหนะไป 555 ที่พักก็อยู่รวมกับคนแปลกหน้าอีก 3 คน ด้วยความใจดีผิดที่ก็อาสาล้างห้องน้ำเองตลอดทั้งเทอม เป็นการใช้ชีวิตที่โครตจะเถื่อน นึกภาพคนแปลกหน้า เดินผ่านหน้าจะชนกันอยู่แล้ว แต่หมดแรงจะทักทายใคร ยังกับเป็นศัตรูกันแหนะ
เราแทบนึกภาพไม่ออกเลยว่าชีวิตหลังจากนั้นจะเป็นยังไง จะมีเพื่อนรึเปล่า จะมีเงินกินข้าวตอนเย็นรึเปล่าเอางี้55 ยังดีที่พอผ่านช่วงนั้นมาก็ได้ค่าขนมเพิ่มอีก3,000 เพราะขอออกมาอยู่ข้างนอก ซึ่งก็แปลว่าค่ากินเท่าเดิม ขอค่าผ่อนมอไซค์แม่ที่ส่งทันบ้าง ไม่ทันบ้าง จนเริ่มปลงแล้ว (ถึงจะพูดอย่างนั้นก็กลัวทุกทีที่จะจ่ายไม่ทันนู่นนี่)
เราแทบไม่เคยรู้สึกว่าการเรียนมหาลัยมันเหมาะกับครอบครัวเราเลยสักนิด แค่เรียนสายวิทย์เพราะยายที่ส่งเงินมาให้ดันเรียนวิทยาศาสตร์ เลยเลือกสาขาเอาใจยาย (ฆ่าตัวตายชัด ๆ ) แต่ยังไม่ตาย เย้
มหาวิทยาลัยสำหรับเรามันก็ดีเราได้เจอคนมากมาย หลายคนดีจนน่าใจหาย บางคนมา ๆ หาย ๆ ซึ่งส่วนที่ไม่ชอบก็มาจากงานพาร์ทไทม์ ไม่ใช่คนในมอนี่นา จะให้ตอบเรื่องมหาลัยว่ามันดีมั้ย เราคงตอบได้ว่าตัวมหาลัยดีที่ได้เจอคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ละมั้ง สำหรับเราแล้วการเรียนจนได้เกียรตินิยม 2 ดูปกติมาก ไม่ได้มีคนที่บ้านจะไปฉลองที่ทำได้ แบบ เย้ๆ เก่งจังกีตาร์ มีแต่ถามว่าหางานยัง ซึ่งก็นั่นแหละ หน้าชา และเริ่มชินกับการตอบว่าไม่ได้อะค่ะ มานักต่อนักแล้ว ไม่ตายสักหน่อย ...
ก็เลยถือโอกาสนี้ลองหาตัวเองจริง ๆ สักที เราเป็นใครกันนะ ถ้าตัดเรื่องโลกภายนอก บทบาทเพื่อน พี่ น้อง ลูก เอาเข้าจริง ๆ โครตจะหลุมดำเลย นึกไม่ออก แต่ก็เหมือนมีบางสิ่งที่ทำให้อยากเข้าใจมาก ๆ แบบว่าเออหวะ
ต่อจากนี้ชีวิตเราเหมือนพึ่งเริ่มเลยล่ะ ทำให้รู้สึกสบายใจดี ไม่อยากเจอคนที่รู้จักเลยต่อจากนี้ เป็นเพราะอะไรกันนะ หรือมันคือวิธีใช้ชีวิตของเราที่คล้ายกับพวกคนมีครอบครัว มีลูก มีภาระกับชีวิตในยามสามสิบรึเปล่านะ (แบบว่ามุ่งหน้าใช้ชีวิตแบบลด ละ เลิกเจอเพื่อนนะจ๊ะ) เดาเอาคร่าว ๆ ชีวิตเราต่อจากนี้คงเดินหน้าหาเงิน เก็บเงิน เที่ยว วนไปเรื่อย ๆ หลีกหนีการมีคู่ ยกเลิกฟีเจอร์มีลูก เพราะฐานะทางเศรษฐกิจเข้าขั้นวิกฤตละมั้ง เข้าถ้ำโหมด ไม่ตกหลุมรักใคร ไม่เสียใจกับความรัก มันอาจจะเป็นอีกการตัดสินใจที่เราจะเสียใจไปตลอดชีวิต แต่ก็นั่นแหละนะ คำว่าตลอดมันมีที่ไหนกันล่ะ :) ก็คงอยู่ไปจนจะอยู่ไม่ไหว เจอเด็กหน้าเหมือนเพื่อนตัวเอง เจอตัวเองทุก ๆ วัน อยู่ในป่า เขา น้ำตก ธรรมชาติ ช่วยเหลือคนอื่น กินอาหารดี ๆ แล้วก็เขียนไปเรื่อย ๆ เขียนไม่ได้ก็นั่งคิด คิดไม่ได้ จำแล้วลืมนึกไม่ออก ก็ร้องเพลง ร้องไม่ได้ก็ สังเกต เฝ้ามองทุกอย่างเกิดขึ้นของมัน แล้วก็แค่เฝ้ามองไปอย่างนั้น โครตจะเบสิคไลฟ์
.................................................................................................................................................." โครตจะคิดถึงฟีเจอร์แพลตฟอร์มที่โต้ตอบกันได้อย่างจริงจังมาก เหมือนกับว่ามีเพื่อนทางจดหมายมากขึ้น ทุกวันนี้ได้แต่กบดานในโลกที่หาคนคุยด้วยยากจัง เหมือนทำหน้าที่เป็นสื่ออยู่ด้านเดียว คนสร้างสรรค์ผลงานก็เหนื่อยนะเนี่ย 55" .. เราจะทำ" ><__สิ่งที่อยากทำ__><" ได้หรือเปล่า คงต้องมาลองดูกัน ไปกัน เอาล่าาาาาาาาาาาาา ไปใช้ชีวิตของตัวเองกันเถอะมนุษย์:)
Comments