วิธีจ้างคนเก่งมาทำงานแทน... เพื่อให้เราไปทำสิ่งที่ "สำคัญกว่า" ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เราเรียนรู้วิธีเริ่มแบบห่วยๆ วิธีขายแบบไม่อาย และวิธีปฏิเสธงานขยะ วันนี้ผมจะพาพวกเราก้าวข้ามกำแพงที่สูงที่สุด ของคนที่มีความสามารถ (High Achiever) กำแพงนั้นชื่อว่า "กับดักซูเปอร์แมน" (The Superman Trap) พวกเราหลายคนโตมากับความเชื่อที่ว่า "ถ้าอยากให้งานออกมาดี... ต้องทำเอง" "ไม่มีใครเข้าใจงานนี้เท่าฉันหรอก" "กว่าจะสอนคนอื่นเสร็จ ฉันทำเองเสร็จไปนานแล้ว" ฟังดูเท่ใช่ไหมครับ? ฟังดูเป็นคนเก่งที่มีความรับผิดชอบสูง แต่ในโลกธุรกิจ... "นี่คือคำพูดของคนที่จะไม่มีวันโต" ครับ ถ้าเราเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในบริษัท เป็นคนที่ตัดสินใจทุกอย่าง เป็นคนที่ลูกน้องต้องรอคำสั่ง ยินดีด้วยครับ... เราไม่ได้เป็น CEO แต่เราเป็น "คอขวด" (Bottleneck) ของความเจริญก้าวหน้าในบริษัทตัวเอง กฎเหล็กของวิชาข้างถนนวันนี้คือ "ถ้าเรามองไปรอบๆ ห้องประชุม แล้วพบว่าเราคือคนที่ฉลาดที่สุด... ให้รีบเดินออกจากห้องนั้น แล้วไปหาห้องใหม่ซะ" เพราะห้องนั้นคือห้องที่เพดานต่ำเกินไปสำหรับอนาคตของเรา

ทำไมการเป็น "คนโง่" ถึงรวยกว่า? ลองดู Henry Ford ผู้ก่อตั้ง Ford Motor สิครับ มีเรื่องเล่าว่า เขาเคยถูกฟ้องศาลข้อหา "โง่เง่า" (Ignorant) ทนายฝ่ายตรงข้ามพยายามฉีกหน้าเขาด้วยการถามคำถามความรู้รอบตัวยากๆ บนศาล Henry Ford ตอบไม่ได้สักข้อ จนสุดท้ายเขาตบโต๊ะแล้วพูดว่า: "ผมจะตอบคำถามพวกนี้ไปทำไม? ในเมื่อบนโต๊ะทำงานผม มีปุ่มกดเรียกนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักกฎหมาย ที่เก่งที่สุดในโลกมาตอบแทนผมได้ทุกเมื่อ? หน้าที่ของผมไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง... แต่หน้าที่ของผมคือการบริหารคนที่รู้ทุกอย่างต่างหาก" นี่แหละครับคือความแตกต่าง: • คนทำงาน (Worker): ขาย "ความรู้" ของตัวเอง (รายได้จำกัด) • เจ้าของ (Owner): ขาย "วิสัยทัศน์" และจ้างความรู้ของคนอื่น (รายได้ไร้ขีดจำกัด) ถ้าเรายังพยายามจะเป็นคนเก่งที่สุดในทุกเรื่อง (ทำบัญชีเอง, ยิงแอดเอง, แพ็คของเอง) เรากำลังลดตัวลงไปทำงานระดับ Operation ทั้งที่เราควรเอาสมองไปทำงานระดับ Strategy

Steve Jobs กับกฎการจ้าง "ยักษ์" Steve Jobs เคยกล่าวประโยคที่คมกริบไว้ว่า "It doesn't make sense to hire smart people and tell them what to do; we hire smart people so they can tell us what to do." (มันไร้สาระมากที่จะจ้างคนฉลาดๆ มา แล้วไปสั่งว่าเขาต้องทำอะไร... เราจ้างคนฉลาดมา เพื่อให้เขาบอกเราต่างหาก ว่าเราควรทำอะไร) นี่คือจุดตายของ SME ไทยหลายเจ้า เราจ้างคนเก่งมา แต่ด้วยอีโก้ เรากลับไปจู้จี้จุกจิก (Micromanage) ไปสอนจระเข้ว่ายน้ำ สุดท้ายคนเก่งๆ ก็ลาออก เหลือแต่คนทำงานตามคำสั่ง (Yes Man) แล้วบริษัทก็ขับเคลื่อนด้วยสมองของคุณคนเดียว... ซึ่งมันไม่พอ ถ้าเราอยากโต 10 เท่า เราต้องกล้าจ้างคนที่มีบางอย่าง "เหนือกว่า" เรา • ถ้าเราเก่งขาย แต่ไม่แม่นตัวเลข -> จ้าง CFO ที่ดุๆ มาคุมบัญชี (แล้วยอมให้เขาด่าเรา) • ถ้าเราเก่งสินค้า แต่พูดไม่เก่ง -> จ้างนักการตลาดปากแจ๋ว มาเป็นกระบอกเสียง • ถ้าเราฟุ้งซ่าน -> จ้างเลขาเจ้าระเบียบ มาจัดการชีวิต จงสร้างทีมแบบ Avengers ที่ทุกคนเก่งคนละด้าน ไม่ใช่สร้างทีมแบบ Minions ที่หน้าตาเหมือนกันและรอฟังคำสั่งบอสอย่างเดียว

ซื้อเวลาคืน: การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ยังจำ Day 3 เรื่อง RHW (Real Hourly Wage) ได้ไหมครับ? สมมติค่าตัวของเราคือชั่วโมงละ 5,000 บาท ถ้าเราใช้เวลา 1 ชั่วโมงไปนั่งทำกราฟิก (ซึ่งจ้างฟรีแลนซ์ได้ในราคา 500 บาท) เรากำลังขาดทุนทันที 4,500 บาท การจ้างคน ไม่ใช่ "รายจ่าย" (Expense) แต่มันคือ "การลงทุน" (Investment) เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่แพงที่สุดในโลก คือ "เวลา" • จ้างแม่บ้าน = ซื้อเวลาพักผ่อน • จ้างแอดมิน = ซื้อเวลาคิดกลยุทธ์ • จ้างมืออาชีพ = ซื้อ "ทางลัด" (ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเอง) อย่าเป็นเศรษฐีขี้งก ที่ยอมเสียเวลา 3 ชั่วโมงเพื่อประหยัดเงิน 300 บาท แต่จงเป็นนักลงทุน ที่ยอมจ่าย 3,000 บาท เพื่อให้ได้เวลา 3 ชั่วโมงคืนมา (แล้วเอาไปสร้างเงิน 30,000)

วิธี Delegating (มอบหมายงาน) แบบไม่พัง หลายคนกลัวการปล่อยงาน เพราะคิดว่า "คนอื่นทำได้ไม่ดีเท่าเรา" (Perfectionism อีกแล้ว) วิชาข้างถนนมีกฎง่ายๆ ครับ: The 70/30 Rule "ถ้าคนอื่นทำงานนั้นได้ดีประมาณ 70% ของที่เราทำเอง... จงปล่อยงานนั้นให้เขาทำทันที" อย่ารอให้เขาทำได้ 100% (ไม่มีทางเป็นไปได้ในวันแรก) ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ 30% นั้น แลกกับ "อิสรภาพ 100%" ของตัวเรา และเชื่อเถอะครับว่า พอเขาทำไปเรื่อยๆ เขาอาจจะพัฒนาจนทำได้ดีกว่าเรา (120%) ในอนาคตก็ได้ เพราะเขาโฟกัสเรื่องนั้นเรื่องเดียว หน้าที่ของเราไม่ใช่การ "ทำงานแทนลูกน้อง" แต่คือการ "สร้างระบบและคู่มือ" (SOP - Standard Operating Procedure) เพื่อให้ใครก็ได้มาทำงานแทนเราได้

ถ้าเราไม่อยู่... ธุรกิจตายไหม? (The Bus Factor) ในวงการซอฟต์แวร์มีคำว่า "Bus Factor" หมายความว่า "ถ้าคนสำคัญคนหนึ่งถูกรถเมล์ชนตายวันนี้... โปรเจกต์นี้จะล่มไหม?" ถ้าคำตอบคือ "ล่ม"... แปลว่าธุรกิจนี้มีความเสี่ยงสูงสุด ถ้าเราคือคนคนนั้น... แปลว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ เราเป็นเจ้าของ "งาน" ที่ไม่มีวันลาออกได้ เป้าหมายสูงสุดของการจ้างคนเก่ง คือการทำให้ตัวเราเอง "ไร้ประโยชน์" ในงานประจำวัน (Make yourself obsolete) เพื่อให้เราสามารถ

  1. ลาพักร้อน 2 สัปดาห์โดยไม่ต้องเปิดมือถือ
  2. ไปเริ่มโปรเจกต์ใหม่ที่ตื่นเต้นกว่า
  3. หรือแค่นอนเฉยๆ เพื่อใช้เงินที่หามา

บทสรุป: จงเป็นวาทยกร ไม่ใช่นักดนตรี นักดนตรีที่เก่งที่สุดในวง เล่นเครื่องดนตรีได้ทีละชิ้น แต่วาทยกร (Conductor) ไม่ต้องเล่นดนตรีเลยสักชิ้น แต่เขาสามารถควบคุมคนเก่ง 100 คน ให้บรรเลงเพลงระดับโลกได้ วันนี้... วางเครื่องดนตรีในมือลงเถอะครับ เลิกพยายามเป่าทรัมเป็ตไปพร้อมกับตีกลอง ก้าวขึ้นมาบนแท่นยืน (Podium) หยิบไม้บาตองขึ้นมา แล้วเริ่มบริหาร "คนเก่ง" ให้เขาทำงานแทนเรา ความภูมิใจของคนทำงาน คือ "ฉันทำสิ่งนี้สำเร็จ" ความภูมิใจของผู้นำ คือ "ทีมของฉันทำสิ่งนี้สำเร็จ โดยที่ฉันแค่นั่งดู" เราเลือกเอาครับ ว่าอยากเหนื่อยแบบไหน