เมื่อพวกเรากำลัง "ขายลมหายใจ" ในราคาแบกะดิน วันนี้ ผมอยากชวนพวกเรามานั่งล้อมวงคุยกัน เปิดอกดู "สมุดบัญชีแห่งความจริง" ที่เรามักจะซ่อนมันไว้ใต้พรม เพราะความจริงข้อนี้อาจจะทำให้น้ำตาตกใน แต่มันจะเป็นน้ำตาหยดสุดท้ายที่เราจะเสียให้กับความไม่รู้ เคยสงสัยไหมครับ? ทำไมพวกเราถึงรู้สึกว่า "เราก็ขยันแทบตาย ทำไมไม่รวยสักที?" ทำไมเจ้านายหรือเจ้าของกิจการถึงดูมั่งคั่งเอามั่งคั่งเอา ทั้งที่เขาดูทำงานน้อยกว่าเราในแง่จำนวนชั่วโมง? ทำไมเราถึงไม่มีเวลาไปทำตามความฝัน ทั้งที่เงินเดือนเราก็ (ดูเหมือนจะ) เยอะ? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ "ความขยัน" ครับ พวกเราขยันมาก... ขยันจนน่าใจหาย แต่คำตอบอยู่ที่ "โมเดลธุรกิจของชีวิตเรา" ต่างหากที่ผิดเพี้ยนมาตั้งแต่ต้น เพราะพวกเรากำลังทำธุรกิจที่ชื่อว่า "การขายส่งเวลา" (Wholesaling Time) ...และเรากำลังลดแลกแจกแถม "เวลาชีวิต" ของเรา จนเข้าเนื้อตัวเองทุกวัน เราคือ "พ่อค้าขายส่ง" ที่ขาดทุนย่อยยับ ลองจินตนาการภาพตลาดค้าส่งดูนะครับ ในระบบเศรษฐกิจนี้ "นายจ้าง" คือพ่อค้าคนกลาง ส่วน "พวกเรา" คือโรงงานผลิตเวลา วันหนึ่ง พ่อค้าคนกลางเดินเข้ามาหาเรา แล้วยื่นข้อเสนอว่า: "นี่... พวกนาย ฉันขอเหมาเวลาชีวิตพวกนาย ทั้งหมด 5-6 วันต่อสัปดาห์ วันละ 8-10 ชั่วโมง ขอเป็นช่วงเวลา Prime Time นะ ช่วงเช้าถึงเย็นที่สมองพวกนายแล่นที่สุด ร่างกายแข็งแรงที่สุด ส่วนเวลาที่เหลือตอนเย็นๆ ค่ำๆ ที่พวกนายหมดแรงแล้ว ฉันยกให้พวกนายเอาไปใช้เอง ฉันขอเหมาหมดล็อตนี้ แลกกับเงินก้อนนึงที่เรียกว่า 'เงินเดือน' ตกลงไหม?" พวกเราพยักหน้าตอบตกลง เซ็นสัญญา และรู้สึกดีใจที่ "ขายออก" ในทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งนี้เรียกว่า Volume Discount หรือส่วนลดปริมาณครับ เรายอมเทขายทรัพยากรที่มีค่าที่สุด (เวลา) ในราคาขายส่ง (Wholesale) เพื่อแลกกับความชัวร์ว่าจะมีคนซื้อ นายจ้างรับซื้อเวลาเราไป แล้วเอาผลผลิตจากสมองและสองมือของเรา ไปแปรรูปขายลูกค้าในราคา "ขายปลีก" (Retail) ส่วนต่างมหาศาลตรงนั้นแหละครับ คือความมั่งคั่งของเขา Naval Ravikant (นักธุรกิจและนักลงทุนชาวอินเดีย-อเมริกัน ผู้ร่วมก่อตั้ง และอดีต CEO ของ AngelList) พูดประโยคที่แทงใจดำพวกเราที่สุดไว้ว่า "คุณไม่มีวันรวย จากการเอาเวลาไปแลกเงิน" เพราะเวลาของพวกเรามีเพดาน (24 ชม./วัน) แต่ความมั่งคั่งที่แท้จริง... ต้องไม่มีเพดาน

วิชาคณิตศาสตร์แห่งความตาย (The Real Hourly Wage) เพื่อให้เห็นภาพความพินาศของการขายส่งให้ชัดเจน ผมขอชวนพวกเรามา "ชำแหละ" เงินเดือนที่พวกเราภูมิใจนักหนา สมมติว่าตัวละครสมมติของเราคือ "เราเอง" นี่แหละ สมมติเราเงินเดือน 50,000 บาท หารด้วยชั่วโมงทำงานมาตรฐาน 160 ชม./เดือน = 312 บาทต่อชั่วโมง ดูดีใช่ไหมครับ? ตัวเลขนี้หลอกให้เราตายใจมาตลอด แต่ในความเป็นจริง... ชีวิตเรามีต้นทุนที่ซ่อนอยู่มหาศาล ลองหยิบเครื่องคิดเลขมาจิ้มดูพร้อมกันครับ

  1. หักต้นทุนแฝง (Hidden Costs) o ภาษี + ประกันสังคม: หายไปแล้ว ~2,500 o ค่าเดินทาง (BTS/ค่าน้ำมัน/ทางด่วน): หายไปอีก ~4,000 o ค่าภาษีสังคม (ซองงานแต่ง/กินเลี้ยงทีม/กาแฟแบรนด์เพื่อให้คุยกับเขารู้เรื่อง): ~3,000 o ค่าเครื่องแต่งกาย (Costuming - ต้องดูดีสมตำแหน่ง): ~1,500 o เหลือเงินเข้ากระเป๋าจริง: 39,000 บาท
  2. บวกเวลาเงา (Shadow Time) เราไม่ได้ขายแค่ 8 ชั่วโมงทำงานหรอกครับ o เวลาเดินทาง: การฝ่ารถติดนรกแตกไป-กลับ วันละ 2-3 ชม. เดือนหนึ่งเราเสียเวลาบนถนนไปเกือบ 50 ชั่วโมง o เวลาเตรียมตัว: อาบน้ำ แต่งตัว รีดผ้า เพื่อไปทำงาน 10 ชั่วโมง o และที่แพงที่สุด... เวลาพักฟื้น (Decompression Time): เคยเป็นไหมครับ? กลับถึงบ้าน 2 ทุ่ม ร่างกายมันปิดสวิตช์ สมองมัน Error จนทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนโง่ๆ ไถมือถือดูคลิปแมว หรือซีรีส์วนไป เวลานั้นไม่ได้เรียกว่าการพักผ่อนครับ มันคือ "การซ่อมแซมตัวเอง" เพื่อให้พรุ่งนี้ไปทำงานไหว ตีไปอีกเดือนละ 20 ชั่วโมง สรุป: เราใช้เวลาเพื่อเจ้านายไปจริงๆ 240 ชั่วโมง/เดือน คำพิพากษา 39,000 บาท (เงินจริง) / 240 ชั่วโมง (เวลาจริง) = 162.5 บาท ต่อชั่วโมง เพื่อนๆ ครับ... เรากำลังขายชีวิตในราคา 162 บาท นี่คือราคาที่เรายอมแลกกับความเครียด อาการปวดหลัง ไมเกรน และเวลาที่ไม่ได้เห็นลูกเติบโต เราคิดว่าเราเป็นพนักงานออฟฟิศโก้หรู แต่จริงๆ เรากำลังขายแรงงานในราคาถูกกว่าที่เราจ้างแม่บ้านรายวันเสียอีก เรากำลัง "ขายขาดทุน" ทุกวัน โดยมีสลิปเงินเดือนเป็นผ้าปิดตา ไม่ให้เรามองเห็นความจริงข้อนี้

ทำไมเราถึงต้องยอมขายถูกขนาดนี้? ทำไมเราถึงไม่มีอำนาจต่อรอง? คำตอบคือ... เพราะระบบการศึกษาและสังคมหล่อหลอมให้เราเป็น "เป็ด" (Generalist) ครับ บินได้นิดหน่อย ว่ายน้ำได้นิดหน่อย เดินได้นิดหน่อย... แต่ไม่สุดสักอย่าง ในตลาดแรงงาน "เป็ด" คือ สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) หาได้ทั่วไปตามท้องตลาด ถ้าเป็ดตัวหนึ่งลาออก ก็แค่ไปหาเป็ดอีกตัวมาเสียบแทน เมื่อไหร่ที่พวกเรา "แทนที่ง่าย" อำนาจต่อรองของเราคือ ศูนย์ ทางรอดเดียวที่จะหยุดวงจรขายส่งนี้ได้ ไม่ใช่การไปเรียนต่อปริญญาโทเพื่อให้เป็นเป็ดที่วุฒิสูงขึ้น แต่คือการกลายร่างเป็น "เพชร" (Specialist & Positioning) แต่เดี๋ยวก่อนครับ... ตรงนี้สำคัญมาก คำว่า "เพชร" ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าเราต้องเก่งที่สุดในโลก ไม่ได้แปลว่าเราต้องเป็น Elon Musk หรือเป็น Super Doctor K หมอผ่าตัดสมองระดับโลก การคิดแบบนั้นมันกดดันและอาจไกลตัวเกินไป "ความเป็นเพชร" คือเรื่องของ "การเลือกจุดยืน" (Positioning) เราไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าคนอื่นในทุกเรื่อง แต่เราต้องเป็น "ตัวเลือกแรก" (Top of Mind) ในเรื่องเฉพาะเจาะจง สำหรับกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม ลองคิดดูนะครับ: • ถ้าเราเป็น "กราฟิกดีไซเนอร์ทั่วไป" เราต้องแข่งกับคนเป็นแสน ตัดราคากันเลือดสาด (นี่คือเป็ด) • แต่ถ้าเราเลือกจุดยืนใหม่เป็น "ผู้เชี่ยวชาญการทำภาพปกคลิป YouTube แนวสยองขวัญ ที่กระตุ้นให้คนกดคลิก" o เราไม่ต้องแข่งกับคนทั้งโลกแล้ว o ลูกค้าที่เป็นช่อง YouTube ผี จะวิ่งหาเรา o เขาไม่สนว่าเราวาดรูปวิวสวยไหม เขาสนแค่ว่า "ปกของเราทำให้คนกดดูคลิปเขาเพิ่มขึ้นไหม" o ถ้าทำได้... เราคือ "เพชร" ในสายตาเขา และเรากำหนดราคาได้เอง เพชร คือการหา "พื้นที่" ที่ทักษะของเรา แก้ปัญหาให้ใครบางคนได้ดีที่สุด จนเขาไม่คิดจะไปจ้างคนอื่น เมื่อนั้นแหละครับ เราจะเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้ขอส่วนบุญ" (ของานทำ) กลายเป็น "ผู้ถูกเลือก" (Partner ที่ขาดไม่ได้)

พวกเราคือ Time Billionaire (มหาเศรษฐีเวลา) ก่อนจะไปถึง Workshop ท้ายบท ผมมีคำถามเชิงปรัชญาข้อสุดท้าย สมมติมีมหาเศรษฐีระดับโลกคนหนึ่ง อายุ 90 ปี เขามีเงินสดในบัญชี 100,000 ล้านบาท แต่เขากำลังนอนพะงาบๆ อยู่ในห้อง ICU ด้วยเครื่องช่วยหายใจ เขายื่นข้อเสนอสุดพิเศษให้เราครับ "ฉันขอยกเงิน 100,000 ล้านบาท ทั้งหมดนี้ให้นาย แลกกับข้อแม้เดียว... เรามาสลับร่างกัน นายเอาเงินแสนล้านไป แต่ต้องมานอนรอความตายในร่างคนแก่ 90 ปี ส่วนฉันขอความจนของนาย แต่ได้กลับไปอยู่ในร่างหนุ่มสาว มีเวลาเหลือเฟืออีก 40-50 ปี" พวกเราจะยอมแลกไหมครับ? ร้อยทั้งร้อย... ผมเชื่อว่าเราตอบว่า "ไม่แลก" ต่อให้เพิ่มเงินเป็นล้านล้านบาท เราก็ไม่แลก นั่นแปลว่าอะไรครับ? นั่นแปลว่า "เวลา" ที่พวกเรามีอยู่ตอนนี้ มีมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านบาท ในทางบัญชีชีวิต... พวกเราทุกคนที่นั่งอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ คือ Time Billionaire หรือ มหาเศรษฐีเวลา ตัวจริงเสียงจริง แต่ตลกร้ายที่สุดคืออะไรครับ? คือการที่เรากลับเอาสินทรัพย์มูลค่าแสนล้านนี้ ไปเดินเร่ขายส่งให้คนอื่น ในราคาชั่วโมงละ 162 บาท! ขายทิ้งขายขว้าง เพื่อเอาเงินเศษตังค์นั้น ไปซื้อกาแฟแบรนด์เนม ไปผ่อนรถหรู เพื่ออวดคนอื่นว่า "เรารวย" นี่คือ Asset Mispricing หรือการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต เรากำลังเอามรดกพันล้าน ไปแลกกับเศษกระดาษ